บทความวิจัยเรื่อง “การเคลื่อนย้ายข้ามชาติและการปรับโครงสร้างเชิงดินแดนที่ขับเคลื่อนโดยการท่องเที่ยวในประเทศไทยหลังยุคโควิด-19: กรณีศึกษาเกาะพะงัน” Transnational Mobility and Tourism-Driven Territorial Restructuring in Post-Pandemic Thailand: The Case of Koh Phangan ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
บทคัดย่อ
การปรับโครงสร้างของการเคลื่อนย้ายระดับโลกภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เร่งให้เกิดรูปแบบใหม่ของการตั้งถิ่นฐานข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยว ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบ ความเชื่อมโยงทางดิจิทัล และค่าครองชีพที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว บทความนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ว่าการเคลื่อนย้ายที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การอพยพเชิงวิถีชีวิต (Lifestyle Migration) และการไหลเวียนของทุนที่สัมพันธ์กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีบทบาทอย่างไรต่อการปรับโครงสร้างเชิงดินแดนและการเปลี่ยนแปลงด้านธรรมาภิบาลในประเทศไทย โดยใช้กรณีศึกษาเกาะพะงันเป็นพื้นที่วิเคราะห์หลัก
แม้ว่างานศึกษาจำนวนมากมักอธิบาย “ดิจิทัลโนแมด” และการตั้งถิ่นฐานของชาวต่างชาติผ่านมิติของการท่องเที่ยว การทำงานทางไกล หรือการอพยพ แต่ยังมีงานศึกษาจำนวนน้อยที่ให้ความสำคัญต่อผลกระทบเชิงดินแดนและอำนาจการกำกับพื้นที่ในเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษานี้จึงใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบการวิเคราะห์เอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลจากวรรณกรรมวิชาการ เอกสารนโยบาย รายงานการย้ายถิ่น กฎหมาย รายงานภาครัฐ งานข่าวเชิงสืบสวน และฐานข้อมูลขององค์กรระหว่างประเทศระหว่างปี ค.ศ. 2020–2026
กรอบการวิเคราะห์บูรณาการแนวคิดทฤษฎีการย้ายถิ่นข้ามชาติ (Transnational Migration Theory) ทฤษฎีการเคลื่อนย้าย (Mobility Studies) ทฤษฎีอาณาบริเวณ (Territoriality Theory) ทฤษฎีขีดความสามารถของรัฐ (State Capacity Theory) และเศรษฐศาสตร์การเมืองของโลกาภิวัตน์ (Political Economy of Globalization) รวมถึงข้อถกเถียงร่วมสมัยเกี่ยวกับดิจิทัลโนแมด การกลายเป็นเมืองเพื่อการท่องเที่ยว (Tourism Gentrification) และการเคลื่อนย้ายที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล
ผลการศึกษาพบว่า เกาะพะงันกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “พื้นที่ท่องเที่ยว” ไปสู่ “พื้นที่กึ่งโลกาภิวัตน์” (Semi-globalized Territorial Space) ที่มีลักษณะของการกระจุกตัวของชุมชนชาวต่างชาติ เครือข่ายดิจิทัลโนแมด ระบบเศรษฐกิจข้ามชาติ การจัดการทรัพย์สินแบบไม่เป็นทางการ และระบบธุรกิจที่มุ่งตอบสนองต่อชาวต่างชาติเป็นหลัก การขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานกึ่งถาวรของชาวต่างชาติส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อราคาที่ดิน การเข้าถึงที่อยู่อาศัย ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และขีดความสามารถในการกำกับดูแลของรัฐ
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ระบบธรรมาภิบาลด้านการย้ายถิ่นของไทยยังมีลักษณะกระจัดกระจายและขาดความพร้อมต่อรูปแบบการเคลื่อนย้ายข้ามชาติที่เร่งตัวผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล หลักฐานเปรียบเทียบจากกรณีบาหลี ลิสบอน บาร์เซโลนา และเม็กซิโกซิตี แสดงให้เห็นว่าการแทรกแซงเชิงนโยบายที่ล่าช้าในเศรษฐกิจการท่องเที่ยวสามารถนำไปสู่การกลายเป็นเมืองเพื่อการท่องเที่ยว ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และความเปราะบางของระบบธรรมาภิบาล
ในเชิงทฤษฎี บทความนี้เสนอให้มองการตั้งถิ่นฐานของชาวต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวว่าเป็น “กระบวนการปรับโครงสร้างเชิงดินแดนภายใต้ โลกาภิวัตน์หลังยุคโควิด-19” มากกว่าการเป็นเพียงปรากฏการณ์การย้ายถิ่น ในเชิงประจักษ์ งานศึกษานี้ช่วยขยายองค์ความรู้ด้านดิจิทัลโนแมดและธรรมาภิบาลการเคลื่อนย้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนในเชิงนโยบาย งานวิจัยเสนอกรอบธรรมาภิบาลเชิงดินแดนแบบบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วยการกำกับการเคลื่อนย้าย ระบบติดตามเชิงพื้นที่ การคุ้มครองที่อยู่อาศัย การบริหารการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และกลไกเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
