ตอนที่ ๑ 

ผมถามสหายเอไอว่า  “ประเทศที่ดำเนินการพลิกโฉมอุดมศึกษา ตามแนวทาง Transforming Higher Education: Global collaboration on visioning and action ไปก่อนแล้ว มีประเทศใดบ้าง  ก่อผลกระทบต่อประเทศ สังคม และมหาวิทยาลัยอย่างไรบ้าง”   ตอนที่ ๒ นี้ ขอนำคำตอบของ Copilot  และ Gemini มาลงไว้ดังนี้ 

 

Copilot

หลายประเทศทั่วโลกได้เข้าร่วมแนวทาง Transforming Higher Education: Global collaboration on visioning and action ที่ริเริ่มโดย UNESCO ตั้งแต่การประชุม WHEC2022 ที่บาร์เซโลนา    โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นชัดเจนคือการปรับระบบอุดมศึกษาให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่ ทั้งด้านความเท่าเทียม ความยั่งยืน และการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและสังคมในประเทศนั้น ๆ UNESCO iau.global Indico

 

 ประเทศที่เข้าร่วมและแนวทางการพลิกโฉม

UNESCO ได้รวบรวมความเห็นจาก กว่า 15,000 ผู้เข้าร่วมจากทุกภูมิภาคโลก และจัดทำ Global Roadmap เพื่อการเปลี่ยนแปลงอุดมศึกษา โดยประเทศที่มีบทบาทสำคัญ เช่น:

  1. สเปน: เจ้าภาพ WHEC2022 ที่บาร์เซโลนา เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนแนวคิดและนโยบาย
  2. ฝรั่งเศส: จัดงานเปิดตัวแผนที่ UNESCO Headquarters กรุงปารีส
  3. ประเทศในยุโรป แอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกา: มีการส่งผู้แทนและข้อเสนอเชิงนโยบายเข้าร่วมกว่า  250 session

 

 ผลกระทบต่อประเทศและสังคม

  1. ระดับประเทศ
    1. การกำหนดนโยบายใหม่ที่เน้น ความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา
    2. การเชื่อมโยงอุดมศึกษากับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
    3. ส่งเสริมการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจฐานความรู้
  2. ระดับสังคม
    1. ลดช่องว่างทางการศึกษาและสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
    2. สร้างพลเมืองโลกที่มีทักษะรับมือกับความท้าทาย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและดิจิทัลดิสรัปชัน
    3. กระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคมในระบบอุดมศึกษา
  3. ระดับมหาวิทยาลัย
    1. ปรับหลักสูตรให้เน้น การเรียนรู้ตลอดชีวิต และ การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ
    2. ส่งเสริมการวิจัยข้ามสาขาและความร่วมมือระหว่างประเทศ
    3. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขยายการเข้าถึงและยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน

 

 ตารางสรุปผลกระทบ

ระดับ ผลกระทบหลัก ตัวอย่าง
ประเทศ ปรับนโยบายการศึกษาเพื่อ SDGs สเปนและฝรั่งเศสผลักดันการประชุมและแผนปฏิบัติ
สังคม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างพลเมืองโลก การเข้าถึงการศึกษาเพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา
มหาวิทยาลัย ปรับหลักสูตรและวิจัย หลักสูตรใหม่ด้าน Climate Change, Digital Skills

 

 บทสรุป

การพลิกโฉมอุดมศึกษาตามแนวทางนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่เป็น ความร่วมมือระดับโลก ที่มุ่งสร้างระบบอุดมศึกษาที่ ยั่งยืน เท่าเทียม และเชื่อมโยงกับสังคม โดยมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่เพียงสถานที่ผลิตบัณฑิต แต่เป็น ศูนย์กลางการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต.

คุณอยากให้ผมเจาะลึกตัวอย่างประเทศในเอเชียที่เข้าร่วมและผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนหรือไม่ครับ?

 

Gemini

การเคลื่อนไหวระดับโลกภายใต้แนวคิด "Transforming Higher Education" โดยเฉพาะหลังจากการประชุม World Higher Education Conference (WHEC2022) ของ UNESCO ได้จุดชนวนให้หลายประเทศเริ่มปรับเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยจากการเป็น "หอคอยงาช้าง" สู่การเป็น "เครื่องจักรขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคม" (Social Transformation Engine)

นี่คือตัวอย่างประเทศและกลุ่มสถาบันที่ดำเนินการนำร่องไปก่อน และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงครับ

 

๑. เนเธอร์แลนด์ (The Netherlands): การปฏิรูประบบประเมินผล (Recognition & Rewards)

เนเธอร์แลนด์เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์จาก "ตีพิมพ์หรือตาย" (Publish or Perish) สู่การวัดผลที่ "ผลกระทบต่อสังคม" อย่างชัดเจนที่สุดผ่านโปรแกรม Room for Everyone's Talent

  1. การดำเนินการ: สถาบันอุดมศึกษาทั้งประเทศตกลงร่วมกันที่จะลดการพึ่งพาค่า Journal Impact Factor หรือ H-index แต่หันไปให้ความสำคัญกับ Open Science, การสอนที่มีคุณภาพ และ Societal Impact
  2. ผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย: อาจารย์สามารถเลือกความเชี่ยวชาญได้ (เช่น สายวิจัย translational  หรือสายการสอน) โดยมีความก้าวหน้าทางอาชีพเท่าเทียมกัน
  3. ผลกระทบต่อประเทศ/สังคม: เกิดการเชื่อมโยงงานวิจัยกับปัญหาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว   เพราะนักวิจัยไม่ต้องพะวงกับการทำวิจัยเพียงเพื่อลงวารสาร Q1    แต่เน้นแก้โจทย์ที่สังคมต้องการจริง

๒. สิงคโปร์ (Singapore): มหาวิทยาลัยเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (SkillsFuture)

สิงคโปร์ปรับกระบวนทัศน์มหาวิทยาลัยให้กลายเป็น "ระบบนิเวศการเรียนรู้" ที่ไม่ได้จบแค่ปริญญาตรี

  1. การดำเนินการ: มหาวิทยาลัยหลักอย่าง NUS และ NTU ปรับโครงสร้างวิชาการสู่ Interdisciplinary Colleges (เช่น NUS College)   และเน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงควบคู่ไปกับโครงการ SkillsFuture
  2. ผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน (Lifelong Learning Hub) นักศึกษาเก่าสามารถกลับมาเรียนเพื่อ Reskill/Upskill ได้ตลอดชีวิต
  3. ผลกระทบต่อประเทศ: สร้างความยืดหยุ่น (Agility) ให้กับแรงงานในประเทศรายได้สูงที่ต้องเผชิญกับการดิสรัปต์เทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

๓. ฟินแลนด์ (Finland): เน้น Student Agency และความร่วมมือข้ามศาสตร์

ฟินแลนด์ดำเนินการตามแนวทางที่ท่านเน้นย้ำ คือการสร้าง "พลังอำนาจผู้เรียน" และการลดไซโลระหว่างคณะ

  1. การดำเนินการ: มหาวิทยาลัยอย่าง Aalto University เกิดจากการรวมตัวของมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และศิลปะเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่บูรณาการ
  2. ผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย: เกิดวัฒนธรรมการสะท้อนคิด (Reflection)    และการเรียนรู้แบบ Phenomenon-based Learning (การเรียนรู้จากปรากฏการณ์จริง)
  3. ผลกระทบต่อสังคม: ฟินแลนด์สามารถรักษาระดับความเท่าเทียมในสังคมได้สูง    ในขณะที่ยังคงความมั่งคั่งในฐานะประเทศรายได้สูง เพราะประชาชนมีทักษะการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) สูงมาก

๔. สหรัฐอเมริกา (ตัวอย่าง: Arizona State University - ASU)

ASU คือต้นแบบของ "New American University" ที่เน้นเรื่องการผนึกตัวเข้ากับสังคม (Social Embeddedness)

  1. การดำเนินการ: ประกาศตัวว่าความสำเร็จของมหาวิทยาลัยไม่ได้วัดจาก "การคัดคนออก" (Exclusivity)    แต่วัดจาก "การรับคนเข้าและทำให้เขาสำเร็จ" (Inclusivity) โดยมีเป้าหมายหลักคือการรับผิดชอบต่อสุขภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น
  2. ผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย: ASU กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มีนวัตกรรมสูงสุดอันดับหนึ่งติดต่อกันหลายปีจากการแก้โจทย์ยากๆ ของสังคม (Wicked Problems)
  3. ผลกระทบต่อประเทศ: เป็นโมเดลที่พิสูจน์ว่า มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก (Tier 1) สามารถสร้างรายได้สูงและสร้างความเท่าเทียมไปพร้อมกันได้โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

สรุปผลกระทบในภาพรวมเชิงระบบ (Cybernetics Perspective)

มิติผลกระทบ สภาพที่เกิดขึ้นหลังการพลิกโฉม
ต่อประเทศ เกิดความมั่นคงทางปัญญา (Intellectual Resilience)   ประเทศมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง และมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง   บนรากฐานของความรู้ที่ใช้ได้จริง
ต่อสังคม ความเหลื่อมล้ำทางความรู้ลดลง   ประชาชนมี Collective Agency สูงขึ้น    เกิดความไว้วางใจ (Trust) ระหว่างสถาบันการศึกษากับชุมชน
ต่อมหาวิทยาลัย สลัดภาพ "โรงงานผลิตปริญญา"  สู่การเป็น "ห้องปฏิบัติการสังคม" (Social Lab) ที่มีชีวิต    วัฒนธรรมองค์กรเปลี่ยนจากเชิงกลไกสู่เชิงปัญญาประสานพลัง

 

หากประเทศไทยจะเดินตามแนวทางนี้อย่างจริงจัง ภายใต้ความท้าทายเรื่อง "งบประมาณ" และ "กฎระเบียบราชการ" ท่านมองว่าการสร้าง "เครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ" (Global Collaboration) ในระดับมหาวิทยาลัยต่อมหาวิทยาลัย จะเป็นตัวช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มความเร็วในการเปลี่ยนแปลงในบ้านเราได้มากน้อยเพียงใดครับ?

 

ในยุคนี้ การทำงานพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ทั้งท้าทาย สนุก  และมีคุณค่า     แต่ชีวิตของผมเลยจุดนั้นมาแล้ว  ได้แต่วางอุเบกขา

วิจารณ์ พานิช

๑๗ มี.ค. ๖๙