บ่ายวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙ ผมได้รับหนังสือ Yong People on the Move: Making a New Homeland. Migration Trajectories and Settlement in Lamphun B.E. 2348-2445 (A.D. 1805-1992) by Sawaeng Malasaem ทางไปรษณีย์จาก ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาแล้วในภาคไทย แต่มันนานมากแล้ว คือ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงจำสาระไม่ได้
จึงถามสหายเอไอว่า “หนังสือ คนยองย้ายแผ่นดิน (๒๕๔๐) เขียนโดย แสวง มาละแซม มีสาระสำคัญอย่างไรบ้าง มีความสำคัญต่อสังคมไทยในภาคเหนืออย่างไร” ได้รับคำตอบที่ดีเยี่ยม จาก Gemini ดังต่อไปนี้
Gemini
หนังสือ "คนยองย้ายแผ่นดิน" (ชื่อเต็ม: ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: คนยองย้ายแผ่นดิน: การเคลื่อนย้ายและการตั้งถิ่นฐานของชาวยองในเมืองลำพูน พ.ศ. 2348-2445) ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2540 เขียนโดย อาจารย์แสวง มาละแซม ถือเป็นหนังสือที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในแวดวงประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ศึกษาของไทยครับ
สาระสำคัญและความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่มีต่อสังคมภาคเหนือ สามารถสรุปได้ดังนี้ครับ
สาระสำคัญของหนังสือ
- บันทึกประวัติศาสตร์การอพยพ: เนื้อหาหลักบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ในช่วง พ.ศ. 2348 - 2445 โดยเน้นไปที่นโยบาย "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" ของพระเจ้ากาวิละแห่งเชียงใหม่ ที่ได้กวาดต้อนและอพยพผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์ โดยเฉพาะ "ชาวยอง" (ไทลื้อจากเมืองยอง รัฐฉาน ประเทศเมียนมาในปัจจุบัน) ให้ลงมาตั้งถิ่นฐานเพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองในล้านนาที่เคยเป็นเมืองร้างจากภัยสงครามกับพม่า
- การตั้งถิ่นฐานและการสร้างบ้านแปลงเมือง: หนังสืออธิบายถึงกระบวนการที่ชาวยองเข้ามาตั้งรกราก สร้างชุมชน ฟื้นฟูการเกษตร และกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ช่วยชุบชีวิต "เมืองลำพูน" ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง
- การปรับตัวทางวัฒนธรรม: ผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงวิถีชีวิต การปรับตัว และการผสมผสานทางวัฒนธรรมของชาวยองในบริบทของแผ่นดินล้านนาและสยาม รวมถึงการรักษารากเหง้า อัตลักษณ์ และภาษาของตนเองเอาไว้
ความสำคัญต่อสังคมไทยในภาคเหนือ
- บุกเบิกแนวคิด "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น": ในยุคที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักมักเน้นเรื่องราวของส่วนกลางหรือชนชั้นปกครอง หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในผลงานบุกเบิกที่ให้ความสำคัญกับ "คนธรรมดา" และ "กลุ่มชาติพันธุ์" ทำให้คนในสังคมเห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือฟันเฟืองสำคัญที่สร้างประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจของภาคเหนือ
- สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้า (ชาวยอง): หนังสือเล่มนี้ทำให้ลูกหลานชาวยองในจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้รับรู้และเข้าใจถึงที่มาของบรรพบุรุษตนเอง ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ นำไปสู่การตื่นตัวในการอนุรักษ์ภาษา การแต่งกาย และประเพณีดั้งเดิมของชาวยองจนถึงปัจจุบัน
- อธิบายโครงสร้างประชากรล้านนา: ช่วยให้คนไทยในภาคเหนือและคนทั่วไปเข้าใจความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในพื้นที่ล้านนา ว่าประชากรไม่ได้มีแค่ "คนเมือง" (ไทยวน) เท่านั้น แต่ยังเกิดจากการผสมผสานของหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกัน
หนังสือเล่มนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ล่าสุดเมื่อต้นปี พ.ศ. 2569 ยังได้มีการจัดทำและเสวนาเปิดตัวหนังสือในฉบับภาษาอังกฤษ (Yong People on the Move: Making a New Homeland) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้นี้สู่ระดับสากลอีกด้วยครับ
คุณมีความสนใจในแง่มุมไหนเป็นพิเศษไหมครับ เช่น เรื่องนโยบายเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง หรือวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวยอง ผมสามารถค้นหาข้อมูลและนำมาเล่าให้ฟังต่อได้ครับ
ผม
ขอทั้งสองแง่มุม ยาวสัก ๒ - ๓ หน้าครับ
Gemini
ยินดีเลยครับ การเจาะลึกทั้งสองประเด็นนี้จะช่วยให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นได้อย่างชัดเจนเลยครับ ข้อมูลต่อไปนี้ผมสรุปและขยายความจากแก่นเรื่องในหนังสือ "คนยองย้ายแผ่นดิน" ของอาจารย์แสวง มาละแซม โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อให้ได้เนื้อหาที่ครบถ้วนและลึกซึ้งตามที่คุณต้องการครับ
ภาคที่ ๑: นโยบาย "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" ยุทธศาสตร์ฟื้นคืนชีพแผ่นดินล้านนา
ในอดีตล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่ามายาวนานกว่า 200 ปี จนกระทั่ง พระเจ้ากาวิละ (ต้นราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์) ร่วมมือกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ แต่ผลจากสงครามที่ยืดเยื้อทำให้เมืองเชียงใหม่และลำพูนกลายเป็นเมืองร้าง ผู้คนหนีเข้าป่าหรือถูกกวาดต้อนไปหมด ขาดแคลนทั้งกำลังคนที่จะปลูกข้าว ป้องกันเมือง และฟื้นฟูบ้านเมือง
นี่จึงเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" (ซ้า หมายถึง ตะกร้า) ซึ่งมีความหมายแฝงว่า การฟื้นฟูบ้านเมืองก็เหมือนการเดินเข้าป่าไปเก็บผักมารวมไว้ในตะกร้าเพื่อทำอาหาร การจะสร้างเมืองให้กลับมามีชีวิตก็ต้องไปรวบรวมผู้คน (ข้า) จากที่ต่างๆ เข้ามาใส่ในเมืองเช่นกัน
1. ทำไมต้องเป็น "เมืองยอง"?
เมืองยองตั้งอยู่ในรัฐฉาน (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเมียนมา ใกล้พรมแดนจีนตอนใต้) ประชากรส่วนใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ พระเจ้ากาวิละมองเห็นว่ากลุ่มหัวเมืองทางเหนือเหล่านี้มีผู้คนอาศัยอยู่มาก มีทักษะทางการเกษตรและงานช่าง จึงได้ยกทัพขึ้นไปเกลี้ยกล่อม กึ่งบังคับ และกวาดต้อนผู้คนลงมาในปี พ.ศ. 2348
2. การอพยพแบบ "เทครัว" และยกมาทั้งโครงสร้างสังคม
จุดเด่นที่อาจารย์แสวงเน้นย้ำคือ การอพยพของชาวยองไม่ได้มาแบบเชลยศึกที่ถูกต้อนมาเป็นทาสแบบกระจัดกระจาย แต่เป็นการอพยพแบบ "เทครัว" คือย้ายมาทั้งครอบครัวและหมู่บ้าน ที่สำคัญคือ "ยกมาทั้งโครงสร้างทางสังคม" ชาวยองเดินทางลงมาพร้อมกับ เจ้าเมืองยอง (พญามหิยังคบุรี) พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ช่างฝีมือ สถาปนิก แพทย์แผนโบราณ และชาวบ้านธรรมดา เมื่อเดินทางมาถึงเมืองลำพูน พวกเขาจึงสามารถจัดตั้งชุมชนและบริหารจัดการกันเองได้อย่างรวดเร็ว เพราะระบบผู้นำและผู้ตามยังคงอยู่ครบถ้วน
3. การแบ่งปันพื้นที่ตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นระบบ
เมื่อลงมาถึง พระเจ้ากาวิละได้จัดสรรให้กลุ่มคนยองเข้าไปตั้งหลักแหล่งในเมืองลำพูนเป็นหลัก (ส่วนเชียงใหม่ให้กลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น ไตเขิน ไตลื้อ เข้าไปฟื้นฟู) โดยให้ตั้งบ้านเรือนตามลุ่มน้ำสำคัญ เช่น ลุ่มน้ำกวง น้ำทา และน้ำลี้ โดยเฉพาะในเขต อำเภอป่าซาง และ อำเภอเมืองลำพูน ในปัจจุบัน ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ทำให้เมืองลำพูนที่เคยร้างกลับมามีชีวิตและฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
ภาคที่ ๒: วิถีชีวิตและอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชาวยองท่ามกลางแผ่นดินใหม่
เมื่อชาวยองลงหลักปักฐานในลำพูน สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในงานของอาจารย์แสวง คือการที่ชาวยองไม่ได้ถูก "กลืน" ทางวัฒนธรรมโดยคนเมือง (ไทยวน) อย่างสมบูรณ์ แต่พวกเขาเลือกที่จะประนีประนอม ปรับตัว และ รักษารากเหง้าของตนเอง ไว้อย่างเหนียวแน่น จนกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ (ราว 70%) ของจังหวัดลำพูนในปัจจุบัน
วิถีชีวิตดั้งเดิมที่โดดเด่นของชาวยอง มีดังนี้ครับ:
1. สำเนียงและภาษาพูด (ภาษายอง)
ชาวยองยังคงใช้ "ภาษายอง" (มีรากมาจากภาษาไทลื้อ) ในการสื่อสารกันเองในชุมชน ภาษายองมีสำเนียง ศัพท์เฉพาะ และความหนักเบาของเสียงที่ต่างจากภาษาคำเมืองของเชียงใหม่ ภาษาจึงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางวัฒนธรรมและสร้างความเป็นปึกแผ่น ทำให้ชาวยองในลำพูนยังคงรู้ว่าตนเองคือใครและมีบรรพบุรุษมาจากไหน
2. ความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมและระบบชลประทาน
ชาวยองมีฝีมือชั้นครูในการทำนาทุ่งราบและการจัดการน้ำ พวกเขานำความรู้เรื่องการทำ "เหมืองฝาย" (ระบบชลประทานท้องถิ่น) มาประยุกต์ใช้กับแม่น้ำในลำพูน ทำให้สามารถปลูกข้าวได้ผลผลิตดีเยี่ยม วิถีชีวิตของพวกเขาผูกพันกับฤดูกาล ทำนา ทำสวน และพึ่งพาป่าอย่างเคารพธรรมชาติ
3. ภูมิปัญญาหัตถกรรม: ผ้าฝ้ายและงานช่าง
หากผู้ชายชาวยองโดดเด่นเรื่องงานไม้และงานสถาปัตยกรรม (ช่างสล่า) ผู้หญิงชาวยองก็คือศิลปินเอกแห่งกี่ทอผ้า ชาวยองมีวัฒนธรรมการทอผ้าที่แข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะ "ผ้าฝ้ายทอมือ" และผ้าซิ่นที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ เช่น ซิ่นตีนจก ชุมชนชาวยองอย่าง บ้านหนองเงือก หรือ บ้านดอนหลวง ในอำเภอป่าซาง ปัจจุบันก็ยังคงเป็นแหล่งผลิตผ้าทอมือที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ
4. ศาสนาและความเชื่อ (พุทธศาสนาผสานการนับถือผี)
ชาวยองมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างลึกซึ้ง เมื่อย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่ใด สิ่งแรกๆ ที่พวกเขาทำคือการสร้าง "วัด" เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ (เช่น วัดป่าซางงาม) พระสงฆ์ชาวยองมีบทบาทสูงมากในการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยังคงรักษาวิถี "การเลี้ยงผีปู่ย่า" (ผีบรรพบุรุษ) และผีเจ้านาย เพื่อขอความคุ้มครองและสร้างความกลมเกลียวในเครือญาติ
5. ความกดดันและการปรับตัวในยุครัฐชาติ
หนังสือยังฉายภาพให้เห็นว่า ในช่วงแรกชาวยองมักถูกมองด้วยสายตาที่แบ่งแยกจากเจ้านายเมืองเหนือและคนเมืองดั้งเดิม บางครั้งถูกเหยียดหรือกดทับสถานะ ทำให้ชาวยองต้องเก็บตัวและเกาะกลุ่มกันเองอย่างเหนียวแน่น แต่เมื่อเข้าสู่ยุคปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวยองทั้งหมดได้ถูกนับรวมเป็น "พลเมืองสยาม" อย่างเต็มตัว การศึกษาและระบบราชการทำให้ชาวยองค่อยๆ ผสมผสานเข้ากับสังคมไทยกระแสหลัก แต่ก็ยังคงความภาคภูมิใจในความเป็น "คนยอง" ไว้อย่างเต็มเปี่ยม
ข้อมูลจากหนังสือของอาจารย์แสวง มาละแซม เล่มนี้ ไม่เพียงแต่เปิดหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม แต่ยังเป็นการให้เกียรติบรรพบุรุษชาวยองผู้สร้างบ้านแปลงเมืองลำพูนด้วยหยาดเหงื่อและวัฒนธรรมอันงดงามครับ
เนื้อหาเจาะลึกแบบนี้พอจะตอบโจทย์ที่คุณกำลังศึกษาหรือสนใจอยู่ไหมครับ? ถ้าคุณอยากให้ผมเล่าเจาะจงไปที่ ลักษณะบ้านเรือนดั้งเดิมของชาวยอง หรือ อาหารท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของคนยอง เพิ่มเติม บอกผมได้เลยนะครับ!
ชีวิตสมัยใหม่ อ่านหนังสือเล่มที่สนใจได้ โดยไม่ต้องมีหนังสืออยู่ในมือนะครับ เมื่อมีเวลาว่าง ผมจะเสวนาเรื่องนี้ต่อ กับสหายเอไอ
วิจารณ์ พานิช
๑๘ มี.ค. ๖๙