พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงแก่ยักษ์นั้นว่า สัตว์ไม่ได้เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียวเท่านั้น เจริญขึ้นโดยลำดับ

อินทกสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๑๐. ยักขสังยุต

๑. อินทกสูตร

ว่าด้วยอินทกยักษ์

             [๒๓๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาอินทกูฏ ซึ่งเป็นภพของอินทกยักษ์ เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น อินทกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

                          ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า รูปไม่ใช่ชีวะ

                          สัตว์นี้จะมีร่างกายนี้ได้อย่างไรหนอ

                          กระดูกและก้อนเนื้อมาจากไหน

                          สัตว์นี้จะอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          รูปนี้เป็นกลละ (หมายถึงรูปละเอียดมีลักษณะกลมใส ขนาดเท่าหยดน้ำมันที่ติดอยู่บนขนแกะซึ่งเหลือจากการสะบัด ๓ ครั้ง) ก่อน

                          จากกลละเกิดเป็นอัพพุทะ (หมายถึงรูปละเอียดที่เกิดถัดจากกลละนั้นไป ๗ วัน มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ มีลักษณะเหมือนดีบุกเหลว)

                          จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ (ชิ้นเนื้อเล็ก)

                          จากเปสิเกิดเป็นฆนะ (เป็นก้อน)

                          จากฆนะเกิดเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม (หมายถึงในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม คือ แขน ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑) ต่อจากนั้น

                          ผม ขนและเล็บ จึงเกิดขึ้น

                          มารดาของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์นั้น

                          บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด

                          สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น

                          ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปในครรภ์

                          ด้วยข้าวน้ำโภชนาหารอย่างนั้น

อินทกสูตรที่ ๑ จบ

----------------------

อรรถกถาอินทกสูตรที่ ๑

           อินฺทกสฺส คือ ยักษ์อยู่ที่เขาอินทกูฏ. ได้ยินว่า ยักษ์นี้มักพูดแต่บุคคลถือว่า สัตว์เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียวดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้ตามความเห็นว่า มารดาของสัตว์ที่เกิดในท้องย่อมกินปลาและเนื้อเป็นต้น ปลาและเนื้อเป็นต้นทั้งปวงถูกเผาเพียงคืนเดียวก็ละลายไปเหมือนฟองน้ำ ถ้ารูปไม่พึงเป็นสัตว์ก็พึงละลายไปอย่างนี้.
         ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงแก่ยักษ์นั้นว่า สัตว์ไม่ได้เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียวเท่านั้น เจริญขึ้นโดยลำดับ 

         โดยที่แท้ กลละมีประมาณเท่าหยาดน้ำมันงาซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายเส้นด้ายที่ทำด้วยเส้นขนสัตว์ ๓ เส้น เมื่อกลละนั้นล่วงไป ๗ วัน ก็มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อจึงชื่อว่าอัมพุทะ. ชื่อว่ากลละก็หายไป. เมื่ออัมพุทะนั้นล่วงไป ๗ วัน ก็เกิดเป็นเปสิ คล้ายดีบุกเหลว. เปสินั้นพึงแสดงด้วยน้ำตาลเม็ดพริกไทย. เมื่อเปสินั้นล่วงไป ๗ วัน ก้อนเนื้อชื่อฆนะ มีสัณฐานเท่าไข่ไก่เกิดขึ้น. ชื่อว่าเปสิก็หายไป. ในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดปุ่มขึ้น ๕ แห่งเพื่อเป็นมือและเท้าอย่างละ ๒ และเป็นศีรษะ ๑. 

          มีคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสัปดาห์ที่ ๕ ปุ่มตั้งขึ้น ๕ แห่งตามกรรมดังนี้. ต่อแต่นี้ไป ทรงย่อพระเทศนาผ่านสัปดาห์ที่ ๖ ที่ ๗ เป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงเอาเวลาที่ผ่านไป ๔๒ สัปดาห์ จึงตรัสว่า ผมเป็นต้น. ผมเป็นต้นเหล่านี้ย่อมเกิดใน ๔๒ สัปดาห์. จริงอยู่ สายสะดือตั้งขึ้นจากสะดือของเด็กนั้น ติดเป็นอันเดียวกับแผ่นท้องของมารดา. สายสะดือนั้นเป็นรูเหมือนก้านบัว. รสอาหารแล่นไปตามสายสะดือนั้น ดังรูปซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น. เด็กนั้นย่อมเป็นอยู่ ๑๐ เดือนด้วยประการฉะนี้. 

          พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนยักษ์ สัตว์นี้เจริญขึ้นในท้องของมารดาโดยลำดับ ไม่ใช่เกิดโดยการร่วมครั้งเดียว.