เพราะ บันทึกนี้ (๑๗ ก.ย. ๖๘) ผมจึงถูกฟ้องหมิ่นประมาท ต้องไปรายงานตัวต่อตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง อำเภอเมือง นครราชสีมาเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๙ ที่นำสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย เช้าวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๙ ที่ห้องไกล่เกลี่ย ของสถานีตำรวจดังกล่าว
โดยผมได้ลงบันทึกขอโทษไว้ที่ (๑) (๒๖ ก.ย. ๖๘)
ผมได้มีประสบการณ์ตรงต่อกระบวนการไกล่เกลี่ย เป็นครั้งแรกในชีวิต จำได้ว่าสมัยผมเป็น ผอ. สกว. เมื่อราวๆ ๓๐ ปีมาแล้ว ได้สนันสนุนทุนวิจัยแก่ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ให้พัฒนาระบบยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ให้แก่ประเทศไทย (๒) วันนี้ผมได้ใช้ประโยชน์ระบบนี้ เพียงแต่ฝ่ายกล่าวหาเรียกร้องรุนแรงมาก จึงตกลงกันไม่ได้ กระบวนการฟ้องร้องจึงยังไม่ยุติ
ห้องไกล่เกลี่ยก็คือห้องที่ผมกับ ดร. กองพล ไปพบนายตำรวจ รตอ. xxxx เมื่อวันที่ ๙ ม.ค. ๖๙ เป็นห้องไม่กว้างมาก คนเข้าไปนั่งได้ประมาณ ๑๐ คน ผู้ไกลเกลี่ยเป็นนักกฎหมายหญิง อายุ ๕๐ ปี เป็นผู้ประนอมประจำศาลสีคิ้ว และศาลแขวง คำถามแรกของท่าน ต่อทั้งสองฝ่ายคือ “รู้จักผู้ไกล่เกลี่ยไหม” ในความหมายว่าผู้ไกล่เกลี่ยต้องเป็นกลาง ไม่มีปัจจัยให้เข้าข้างฝ่ายใด และบอกเงื่อนไขว่า ห้ามถ่ายภาพ ห้ามบันทึกเสียง และให้พูดทีละฝ่าย ไม่พูดพร้อมกัน ผมนึกในใจว่า ในภาษาชาวบ้านคือห้ามเถียงกัน
ที่ผมแปลกใจคือ ผู้ไกล่เกลี่ย (ผกก. - ผมย่อเอง) ยังไม่ทราบข้อมูลของการกล่าวหามาก่อนเลย ท่านบอกว่า การไกล่เกลี่ย ไม่อิงกฎหมาย ท่านถามคนที่มาร่วมฟังของทั้งสองฝ่าย ที่มีฝ่ายละ ๓ คน และถามผู้ร้องและผู้ถูกร้องว่า ไม่ต้องการให้คนใดอยู่ในห้องหรือไม่ คำตอบตรงกันคือ ไม่มี
ผกก. ขอให้ผู้ร้องบอกข้อข้องใจ ตอบว่าเป็นเรื่องศักดิ์ศรี ตนไม่ชอบให้ใครมาว่า และตนไม่เคยว่าใคร ข้อเขียนนั้น ทำให้มีคนคิดว่า เป็นการว่าตน จึงต้องรักษาศักดิ์ศรี รวมทั้งมีคนไปโพสต์ต่อด้วย แม้ไม่ระบุชื่อ แต่คนใน มทส. ก็รู้ว่าพาดพิงใคร
ผมแจ้งว่า ผมขอโทษ ที่ข้อเขียนทำให้ผู้ร้องรู้สึกเสียศักดิ์ศรี โดยผมไม่มีเจตนาตำหนิบุคคล แต่มีเจตนาปกป้อง มทส. จากการรุกเข้ามาของพฤติกรรมสีเทา เมื่อรู้ว่ามีคนไม่สบายใจ ผมได้เขียนบันทึกขอโทษในภายหลัง
ผู้ร้องเรียกร้อง ๒ เรื่อง (๑) ค่าเสียหาย ๑ ล้านบาท และแจ้งภายหลังว่า จะเอาไปบริจาคเป็นทุนนักศึกษาของ มทส. ทั้งหมด (๒) ทำหนังสือขอโทษ ระบุชื่อว่าขอโทษใคร ลงในไทยรัฐ เดลินิวส์ Gotoknow และ FB มทส.
ผมตอบว่า ผมเขียนโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ละเมิดชื่อใด จึงไม่สามารถสนองข้อเรียกร้องได้ ผกก. ขอดูข้อเขียนของผม ทนายของผมเตรียมพิมพ์มาทั้ง ๒ บันทึก ผู้ร้องบอกว่า ที่ว่าตนถูกละเมิดนั้น คนอื่นตีความ ผกก. ถามว่าจะลดข้อเรียกร้องได้ไหม ตอบว่า ยืนยัน ผมก็ยืนยันว่าผมไม่ได้ทำตามที่กล่าวหา
ผกก. ถามความเห็นผู้มาร่วมของทั้งสองฝ่าย แล้วแยกเจรจา เมื่อผมเข้าไป ผกก. ขอให้เขียนคำขอโทษ ผมเขียนแล้วออกมา ผู้ร้องเข้าไปปรับปรุงข้อความ แล้วออกมา ผมเข้าไป อ่านพบว่า มีการเติมข้อความให้ผมรับรองว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เคยมีพฤติกรรมด่างพร้อยใดๆ ผมเอาให้ทนายดู และเห็นตรงกันว่า ไม่มีใครรับรองพฤติกรรมของคนอื่นที่ไม่เคยรู้จักในลักษณะที่กว้างเช่นนั้นได้
เป็นอันว่า การไกล่เกลี่ยล้มเหลว เจ้าหน้าที่ทำบันทึกให้ ผกก. ผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ลงนาม กิจกรรมเสร็จ ๑๒.๓๐ น. (เริ่ม ๑๐.๓๐ น.)
เป็นประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้มาก ทั้งเรื่องกระบวนการยุติธรรม และเรื่องความหลากหลายของวิธีคิดของมนุษย์
ขอขอบคุณ รศ. ดร. กองพล อารีรักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภา ที่กรุณาช่วยเหลือผมในเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวมาโดยตลอด รวมทั้งขับรถของตนเองพาผมไปสถานีตำรวจ อยู่เป็นเพื่อนโดยตลอด และคอยปลอบโยนให้กำลังใจ งานส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ มทส. ไม่ได้ใช้ทรัพยากรของ มทส.
วิจารณ์ พานิช
๗ มี.ค. ๖๙
It seems to me that publicity is being used to point to unfavorable issues and is receiving unfavorable responses. And in the process of mitigating unfavorable publicity, more unfavorable publicity is generated. The longer this goes on, the more stressful it becomes for all parties.
A no-win situation.