วันเสาร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ การประชุมสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีวาระลับ พิจารณาข้อมูลที่คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแสวงหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารสรุปความเห็นของประชาคม มทส. ที่จะนำสู่การตัดสินเลือกอธิการบดีจากสามรายชื่อที่มาแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภา มทส. เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๘
ในวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๘ สภามหาวิทยาลัยได้มีมติให้นำวิดีทัศน์ที่บันทึกการแสดงวิสัยทัศน์ออกเผยแพร่แก่ประชาคม มทส. เพื่อขอรับฟังความเห็น นับเป็นบรรยากาศใหม่ของ มทส. ที่ประชาคมได้มีส่วนร่วมต่อกระบวนการสรรหาอธิการบดี ในระดับตั้งข้อสงสัยหรือข้อสังเกตต่อผู้เข้ารับการสรรหา
นำสู่การได้ข้อมูลเชิงลึก ทั้งที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคล และเกี่ยวกับระบบการบริหารงาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเงิน) ระบบตรวจสอบ และระบบจัดการความเสี่ยง และที่ผมกังวลที่สุดคือ สัญญาณว่า วัฒนธรรมยอมรับพฤติกรรมสีเทาในสังคมไทย ได้ลามเข้ามาปกคลุมสังคม มทส. หรือไม่ สภามหาวิทยาลัยจะแสดงพฤติกรรมไม่อดทน ไม่ยอมรับพฤติกรรมสีเทาหรือไม่
สภามหาวิทยาลัยในการประชุมวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ มีมติตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแสวงหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารสรุปความเห็นของประชาคม มทส. ที่เร่งทำงานหนักมากอย่างรวดเร็ว โดยประชุมกันหามรุ่งหามค่ำรวม ๕ ครั้ง นำผลมารายงานในการประชุมสภาวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๘
ผมมีปณิธานส่วนตัวมาตั้งแต่เด็ก ว่าจะไม่เอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับผลประโยชน์สีดำและสีเทา เพราะไม่ชอบและไม่ถนัดอยู่ในสังคมแบบนั้น ข้อคำนึงที่นำสู่การตั้งคำถามต่อตนเองคือ หากการประชุมสภา มทส. ส่อการยอมรับพฤติกรรมสีเทา ผมควรทำหน้าที่นายกสภาฯ ต่อไปหรือไม่ เหตุผลที่กล่าวแล้วคือ ผมไม่ถนัดทำงานในสังคมแบบนั้น และเคยลาออกจากตำแหน่งสูงหลายตำแหน่งด้วยเหตุผลดังกล่าว
ผมจึงเสนอต่อสภาว่า การทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นการทำหน้าที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัยแทนเจ้าของ ซึ่งในที่นี้คือ คนไทยทั้งมวล ไม่ว่ากรรมการจะมาโดยวิธีใด จากกลุ่มใด จะต้องไม่มาทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของคนกลุ่มนั้นๆ ต้องทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของคนไทยทั้งมวล ต้องตัดสินใจจากข้อมูลหลักฐานโดยปราศจากอคติหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว
จะเห็นว่า ประชาคม มทส. ได้ช่วยให้การสรรหาอธิการบดีมีความรัดกุม มีข้อมูลเชิงลึก โดยสมาชิกของประชาคม มทส. ได้ทำหน้าที่ “เป่านกหวีด” (whistle blower) ซึ่งสภาฯ รับมาดำเนิการโดยมีกลไกแสวงหาและตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่นำสู่ข้อความจริงเพิ่มขึ้นไปอีก เป็นข้อมูลที่นอกจากใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกอธิการบดีแล้ว ยังจะใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบกำกับดูแล และระบบบริหารมหาวิทยาลัย เพื่อให้ มทส. ทำประโยชน์แก่สังคม และแก่ประเทศอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น เน้นที่การปกป้อง มทส. จากวัฒนธรรมยอมรับสีเทา
ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม ในการประชุม ใช้เวลา ๙.๐๐ - ๑๒.๔๕ น. ทำความเข้าใจข้อมูลที่คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแสวงหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารสรุปความเห็นของประชาคม มทส. นำเสนอ โดยพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ candidate ทีละคน โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเป็นผู้ซักถามและเสนอการตีความ รวมทั้งเสนอท่าทีไม่ยอมรับพฤติกรรมสีเทา และชี้ให้เห็นความอ่อนแอของระบบบริหาร และระบบกำกับดูแลของ มทส.
ข้อสังเกตของกรรมการผู้ทางคุณวุฒิต่างท่าน จากต่างประสบการณ์ ไปในทางเดียวกัน ว่ามีหลากหลายพฤติกรรมเป็นสิ่งที่คนเป็นผู้ใหญ่ไม่ควรทำ เพราะมันสะท้อนความไม่เหมาะสม ตรงกับความคิดของผม แต่ผมก็อดตั้งข้อสงสัยในใจไม่ได้ว่า คนรุ่นใหม่เขาคิดต่างหรือเปล่า ว่าเมื่อมีโอกาสเขามีสิทธิ์ที่จะคว้าเอามาเป็นของตน แต่การที่มีคนภายใน มทส. เองเป่านกหวีดเรื่องนั้นขึ้นมา ย่อมแสดงว่าพฤติกรรมนั้นๆ ไม่เป็นที่ยอมรับ
ในที่ประชุมมีการเสนอความเห็นที่ดีมาก ว่าจริยธรรมของผู้บริหารอย่างหนึ่งคือ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงประโยชน์เข้าตนหรือพวกพ้อง โดยที่ผลประโยชน์ไม่ได้มีเฉพาะที่เป็นตัวเงินหรือสิ่งของที่จับต้องได้เท่านั้น ยังมีผลประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้ คือเกียรติยศชื่อเสียงและการยอมรับด้วย
การลงมติต้องระมัดระวังมาก โชคดีที่ในที่ประชุมมีนักกฎหมายประสบการณ์สูง คอยช่วยชี้ประเด็นในระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และกรรมการท่านอื่นๆ ก็มีประสบการณ์เรื่องการสรรหาสูงมาก ช่วยกันออกข้อคิดเห็นโต้แย้งกัน จนในที่สุดลงมติลับสองรอบ ผลออกมาว่าไม่รับ candidate ท่านใดเลยใน ๓ ท่าน ต้องสรรหาใหม่ โดยตั้งกรรมการชุดเดิม ส่วนกรรมการตัวแทนสภาวิชาการ ๒ ท่านขอให้สภาวิชาการเสนอมาโดยเร็ว
เนื่องจากท่านอธิการบดีท่านปัจจุบันจะหมดวาระวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘ สภาจึงมีมติให้ รศ. ดร. พรศิริ จงกล รักษาการ ตามที่ผมเสนอ ด้วยเหตุผลว่า ท่านเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เป็นคนใน มทส. ที่อาวุโสสูงสุด และมีประสบการณ์ด้านการบริหาร และผมได้ขอร้องท่านไว้ก่อนแล้ว
ผมตั้งชื่อเรื่องบันทึกนี้ไว้ว่า วันตัดสินอนาคต ในความหมายว่า ตัดสินอนาคตของ มทส. ว่าจะเป็นองค์กรที่ยอมรับพฤติกรรมที่สะท้อนความย่อหย่อนด้านคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาลหรือไม่ มติของสภาในวันนี้ให้คำตอบว่า พิถีพิถันเอาจริงเอาจังต่อเรื่องนี้มาก ที่ผมตีความว่า รวมไปถึงพฤติกรรมที่สะท้อน “ความมั่นคงในคุณธรรม” (integrity) ที่นำสู่การตัดสินอนาคตของผมว่า จะยังคงทำหน้าที่นายกสภา มทส. ต่อไป จนหมดวาระ (หากยังมีชีวิตอยู่และสุขภาพดีอย่างในปัจจุบัน)
เป็นการวางรากฐานการกำกับดูแลมหาวิทยาลัยแบบมีส่วนร่วม มีระบบให้สมาชิกประชาคม มทส. “เป่านกหวีด” เรื่องราวที่ “อยู่ใต้พรม” ให้สภามหาวิทยาลัยทราบ และตรวจสอบข้อเท็จจริงสำหรับใช้ตัดสินใจ โดยต้องยอมรับว่า นายกสภา และสภามหาวิทยาลัยต้องยอมรับความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องด้วย แม้จะได้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง รวมทั้งไม่มีอคติส่วนบุคคล
ผมกลับมาสะท้อนคิดข้อมูลลึกๆ ที่ได้จากเหตุการณ์ทั้งหมดในวันนี้ ได้เรียนรู้มากจริงๆ ในด้านมิติของความเป็นมนุษย์
วิจารณ์ พานิช
๑๖ ส.ค. ๖๘
“สภามหาวิทยาลัยได้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของมหาวิทยาลัยไทย แม้จะอ้างว่าทำหน้าที่ด้วยหลักธรรมาภิบาลและเป็นกลไกกำกับดูแลแทนประชาชน แต่ในความเป็นจริงกลับทำหน้าที่ควบคุมและแทรกแซง โดยมักแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดหรือพวกพ้องของนายกสภาเข้ามาดำรงตำแหน่งบริหารในมหาวิทยาลัย”