บ่ายวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘ ผมไปร่วมงาน  TSRI Advocacy Series “สานพลังการลงทุนเชิงกลยุทธ ด้วยกองทุน ววน.   (Synergizing Strategic Investment through the Science Research and Innovation Fund”   ที่จัดโดย สกสว.    มีรายการอ่านได้ที่ (๑)     

กรุงเทพธุรกิจรายงานสาระอย่างดีที่ (๒)    แต่ไม่มีสาระจากรายการช่วงที่ ท่านประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล กล่าว keynote เรื่องความท้าทายด้านการลงทุน ววน. ของไทย,  ช่วงที่ ศ. ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ กรรมการ กสว. และกรรมการธนาคารกรุงเทพ กล่าว keynote เรื่องเดียวกัน   และไม่มีสาระจากช่วง Unicorn Talk  โดยคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา  CEO Bitkub Group   และคุณคมสันต์ แซ่ลี  CEO Flash Group     

คุณเกรียงไกร เล่าเรื่องกองทุน Innovation One ที่ สกสว. ลงทุน ๑ พันล้านบาท  และสภาอุตสาหกรรมลงทุนเท่ากัน เพื่อสนับสนุนการวิจัยตามความต้องการของฝ่าย demand-side อย่างแท้จริง  ตามสไลด์ 

  

ผมเรียน ศ. บัณฑิต ว่าผมชอบสไลด์สุดท้ายของท่านมาก  จึงนำมาลงไว้ดังนี้

         

ไฮไล้ท์ของรายการอยู่ที่ช่วงสุดท้าย ที่ รศ. ดร. นพพร ลีปรีชานนน์ รอง ผอ. สกสว. ซักสองหนุ่ม นักลงทุนที่สร้างประวัติการณ์การลงทุน start-up  และกลายเป็น unicorn ของไทยในเวลาไม่กี่ปี  โดยคุณจิรายุส ผู้มีพื้นฐานเป็นนักเรียนนอก จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ลงทุนด้าน  blockchain    ส่วนคุณคมสันต์ ผู้มีพื้นฐานเป็นชนเผ่าจากเชียงราย ลงทุนทำธุรกิจ delivery   เวลานี้ทำธุรกิจใน ๘ ประเทศ  มีคนทำงานด้วย ๑.๕ แสนคน   

ผมฟังอาจารย์ ดร. นพพร ซักสองหนุ่มด้วยความทึ่ง    ทั้งทึ่งความสามารถในการซักของ ดร. นพพร    และทึ่งวิธีคิดของสองหนุ่ม ที่ชัดเจนว่า เป็นอัจฉริยะ  ที่ประสบความสำเร็จเพราะกล้าคิดต่าง คิดใหญ่ และคิดใหม่   

แต่หากถามผมว่า ถ้าผมเป็นคนหนุ่มในปัจจุบัน   และพอจะเข้าใจโอกาสลงทุนทั้งสองแบบนั้น   ผมจะทำไหม    คำตอบคือ คนแบบผมจะไม่ทำ   เพราะมีทางเลือกใช้ชีวิตในรูปแบบอื่นๆ เพื่อผลงานแบบอื่นที่มีผลต่อสังคมส่วนรวมมากกว่า  และไม่ใช่เพื่อการสั่งสมความร่ำรวยเงินของตนเองเป็นเป้าหมายหลัก    เป้าหมายชีวิตของผมเป็นอีกแนวหนึ่ง ที่ต่างจากสองหนุ่ม   โดยไม่มีการเปรียบเทียบว่าเป้าหมายใดดีกว่าหรือเหมาะสมกว่า    เพราะสังคมต้องการความแตกต่างหลากหลาย   

หากจะมองที่ผลกระทบเป็นลูกโซ่ ต่อสังคม   งานของสองหนุ่มน่าจะมีผลกระทบสูงกว่ามาก   ผลงานของผมที่ริเริ่ม สกว. เมื่อกว่าสามสิบปีก่อน น่าจะส่งผลกระทบไม่สูงเท่า    และเวลานี้ แนวทางบริหาร ววน. ที่ สกว. เคยรุ่งโรจน์ ห็สิ้นสุดไปแล้ว           

ข้อสะท้อนคิดนี้ มีข้อเรียนรู้เพื่อการดำเนินการระบบ ววน. ในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร    มีข้อแนะนำต่อการพัฒนาระบบ ววน. ของไทยอย่างไร   มีสิ่งที่ควรทำ  และสิ่งที่ต้องไม่ทำ อะไรบ้าง     

ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปขอคำแนะนำจากหกสหายเอไอของผม    ได้รับคำแนะนำที่ดีมาก    ขอนำคำตอบของ DeepSeek R1  กับ You.com  มาลงไว้

 

DeepSeek R1 :

จากการสะท้อนคิดของคุณเกี่ยวกับงานสัมมนาและวิวัฒนาการของระบบวิจัย-นวัตกรรมไทย ผมขอนำเสนอข้อเรียนรู้และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้:

ข้อเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ระบบวิจัยไทย (สกว. สู่ ววน.)

     1. การสูญเสีย "ต้นแบบที่รุ่งโรจน์"

        - แบบจำลอง สกว. ในอดีตที่เน้น การวิจัยพื้นฐานตามความต้องการประเทศ และ การสร้างนักวิจัยคุณภาพ  ถือเป็นรากฐานสำคัญ    แต่อาจไม่ตอบโจทย์บริบทปัจจุบันที่ต้องเร่ง commercialization

        - บทเรียน: ระบบใหม่ต้อง ไม่ทิ้งรากฐาน  แต่เสริมด้วยกลไกแปลงผลงานสู่ตลาด

     2. ความหลากหลายของเป้าหมาย

         - ความสำเร็จของ Unicorn (Bitkub, Flash) และโมเดลแบบ สกว. แสดงว่า สังคมต้องการทั้งสองแนวทาง

          - แนวทางสตาร์ทอัพ: สร้างนวัตกรรมเร็ว เน้นตลาดและรายได้

          - แนวทางวิจัยเพื่อสังคม: แก้ปัญหาที่ยาวนาน สร้างองค์ความรู้ยั่งยืน

ข้อเสนอแนะเชิงระบบ: สิ่งที่ควรทำ 

     1. ออกแบบกองทุนแบบ "สองขา"

   - ขาเร็ว (Quick Win): สนับสนุนสตาร์ทอัพ/Deep Tech ผ่านกองทุนแบบ Innovation One เน้น ROI

   - ขายาว (Long-term): สนับสนุนวิจัยพื้นฐานและงานเพื่อสังคม (เช่น สุขภาพ สิ่งแวดล้อม) โดย ไม่ใช้ ROI เป็นตัวชี้วัดหลัก

     2. สร้าง Incentive ใหม่ให้ภาคเอกชน

   - เพิ่ม Tax Incentive แบบก้าวหน้า สำหรับบริษัทที่ร่วมทุนวิจัยกับมหาวิทยาลัยในประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ

   - ตั้งกองทุน Matching Fund (รัฐ-เอกชน) สำหรับประเด็นท้าทาย เช่น Climate Tech, Agritech

      3. ปฏิรูปกลไก "ต่อจิ๊กซอว์"

  •  จัดตั้ง Platform กลาง เชื่อมโยง 4 ฝั่ง:

                - นักวิจัย

                - สตาร์ทอัพ/อุตสาหกรรม

                - กองทุน VC

                - หน่วยงานรัฐ (สกสว./สภาอุตสาหกรรม)

  •  ตัวอย่าง: สิงคโปร์ผ่าน SGInnovate

     4. พัฒนาตัววัดความสำเร็จที่หลากหลาย

         - วัดผลงานวิจัยไม่เพียงแค่ **จำนวน Paper หรือ Patent** แต่รวม:

          - การแก้ปัญหาชุมชน (Social Impact)

          - การสร้างนวัตกรรมสำหรับ SME

          - การพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่

สิ่งที่ต้องไม่ทำ 

     1. หลงติดกับดัก "ตัวเลข Unicorn"

           - อย่าวัดความสำเร็จระบบนวัตกรรมแค่ **จำนวนสตาร์ทอัพมูลค่าสูง** เพราะอาจละเลยงานวิจัยเชิงลึกที่ให้ผลระยะยาว

     2. ทิ้งโมเดลวิจัยเพื่อสังคม

           - อย่าลดทอนงบประมาณวิจัยพื้นฐาน/สังคมเพื่อไปสนับสนุนสตาร์ทอัพเพียงอย่างเดียว (ต้องเดิน 2 ขาคู่กัน)

     3. สร้างกำแพงระหว่าง "งานวิจัย" กับ "สตาร์ทอัพ"

           - ต้องไม่แยกสองโลกออกจากกัน โดยอาจกำหนดให้ สตาร์ทอัพที่รับเงินรัฐ ต้องมี อาจารย์หรือนักวิจัยร่วมทีม

ตัวอย่างแนวปฏิบัติจากต่างประเทศ

ประเทศ โมเดลที่น่าสนใจ ประเด็นที่ไทยนำมาปรับใช้
ฟินแลนด์ สนับสนุน R&D ใน SMEs ผ่าน VTT Technical Research Centre ตั้งหน่วยงานเฉพาะช่วย  SME  รับเทคโนโลยี
อิสราเอล กองทุน Yozma ลงทุน early-stage พร้อมดึง VC ต่างชาติ ใช้ Innovation One เป็นตัวดึง VC
ต้หวัน สร้าง Industrial Technology Research Institute (ITRI) พัฒนาสถาบันวิจัยเฉพาะทางร่วมเอกชน     

 

บทสรุป: ทางสายกลางเพื่ออนาคต

ระบบ ววน. ไทยควรมุ่ง "การอยู่ร่วมกันของความหลากหลาย" โดย:

     1. ส่งเสริม Unicorn รุ่นใหม่  ผ่านกลไกลดความเสี่ยงการลงทุน

     2. อนุรักษ์และต่อยอดจิตวิญญาณแบบ สกว.  ในงานวิจัยเพื่อสังคม

     3. สร้างสะพานเชื่อม 2 โลก  เช่น กำหนดให้บริษัทที่ได้ประโยชน์จากนวัตกรรมรัฐ (เช่น ใช้ Tax Incentive) ต้องร่วมฝึกนักศึกษา/สนับสนุนห้องแล็บ

 "สังคมที่ยั่งยืนต้องการทั้ง ผู้สร้างความมั่งคั่ง และ ผู้แก้ปัญหาพื้นฐาน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

การออกแบบระบบวิจัย-นวัตกรรมที่สมดุล จะช่วยให้ไทยมีทั้ง "เต่า" (งานวิจัยสะสม) และ "กระต่าย" (สตาร์ทอัพเร็ว) ในสนามเดียวกัน... และนั่นคือความได้เปรียบในการแข่งขันระดับโลก

 

You.com

สรุปประเด็นและข้อคิดจากประสบการณ์ในงาน TSRI Advocacy Series

ขอบคุณมากสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์และข้อคิดที่ลึกซึ้งจากงานสัมมนา TSRI Advocacy Series “สานพลังการลงทุนเชิงกลยุทธ ด้วยกองทุน ววน.” ที่จัดโดย สกสว. รวมถึงการถ่ายทอดมุมมองเปรียบเทียบระหว่าง “นักลงทุนรุ่นใหม่” กับ “ผู้บุกเบิกระบบ ววน. ยุคแรกเริ่ม” ที่มีเป้าหมายและแรงจูงใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

 

สาระสำคัญและข้อเรียนรู้

1. ความหลากหลายในเป้าหมายและวิธีคิด

  • สังคมต้องการความหลากหลาย: ทั้งนักนวัตกรรมที่มุ่งสร้าง unicorn และผู้ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานทางวิชาการและการวิจัย ต่างมีบทบาทสำคัญในระบบ ววน. ไม่มีแนวทางใดดีกว่ากัน แต่แต่ละแบบเติมเต็มซึ่งกันและกัน
  • เป้าหมายชีวิตที่แตกต่าง: การเลือกที่จะมุ่งเน้น “ผลประโยชน์ส่วนรวม” แทน “ความมั่งคั่งส่วนตัว” ไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่กลับเป็นสิ่งที่ต้องมีควบคู่กับนักลงทุนหัวก้าวหน้า

2. การลงทุนเชิงกลยุทธ์จากภาครัฐและเอกชน

  • กองทุน Innovation One ที่ ร่วมทุนระหว่างภาครัฐ (สกสว.) กับภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนงานวิจัยตามโจทย์ของฝ่าย demand-side อย่างแท้จริง ซึ่งควรขยายผลและต่อยอดในวงกว้าง

3. บทเรียนจากนักลงทุน unicorn

  • กล้าคิดต่าง คิดใหญ่ คิดใหม่: สองหนุ่ม unicorn สะท้อนถึงแนวคิดที่ไม่ยึดติดกรอบเดิม พร้อมเสี่ยงและลุยในสิ่งใหม่ที่ตลาดโลกต้องการ
  • ผลกระทบเชิงระบบ: แม้ผลงานของผู้บุกเบิกระบบ ววน. เดิมจะเน้นฐานรากและระบบ แต่ในโลกยุคใหม่ ผลกระทบเชิงลูกโซ่จากธุรกิจนวัตกรรมอาจขยายกว้างและรวดเร็วกว่ามาก

 

ข้อเสนอแนะต่อระบบ ววน. ของไทย

สิ่งที่ควรทำ

  • ส่งเสริมความหลากหลายของเป้าหมาย: ไม่ควรทิ้งการลงทุนในรากฐาน (basic research, ระบบนิเวศน์) พร้อมไปกับการสนับสนุน deep tech, start-up, unicorn
  • สร้างช่องทางเชื่อมโยง demand-side กับ supply-side: ให้ภาคเอกชนมีบทบาทกำหนดโจทย์วิจัยมากขึ้น พร้อมรัฐสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
  • เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าทำ: ลดข้อจำกัด ลดอุปสรรคเชิงระบบ (regulation, bureaucracy) เพื่อให้แนวคิดใหม่ๆ เติบโตได้เร็ว
  • ยกระดับ ecosystem: ทั้งทุน, กฎหมาย, ที่ปรึกษา, การจับคู่กับตลาดโลก ฯลฯ
  • ต่อยอดบทเรียนจากอดีต: ใช้ประสบการณ์จากการบริหาร ววน. ยุคก่อนมาเป็นฐานพัฒนาแนวทางใหม่

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อย่ายึดติดกับความสำเร็จในอดีต: ระบบ ววน. ต้องปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนเร็ว หากไปยึดกับสูตรเดิมๆ อาจถอยหลัง
  • หลีกเลี่ยงการสร้างระบบราชการที่เทอะทะ: ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว
  • อย่าให้การสนับสนุนกระจุกอยู่เพียงบางกลุ่ม: ควรเปิดกว้าง กระจายโอกาสสู่พื้นที่และกลุ่มใหม่ๆ

 

บทสรุปข้อคิด

  • ประเทศไทยต้องการทั้ง “ผู้สร้างระบบ” และ “ผู้เขย่าโลก”
    สังคมจึงจะสมดุลและพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน
    อย่าเปรียบเทียบว่าแนวทางไหนดีกว่า แต่ควร “ผสานจุดแข็งทุกฝ่าย”
    และปรับระบบ ววน. ให้ “กล้าเปลี่ยน” และ “กล้าฝันใหญ่” พร้อมกัน

 

เป็นค่ำที่ประเทืองปัญญายิ่งสำหรับผม   และยิ่งประเทืองปัญญาเมื่อเอาข้อสะท้อนคิดมาคุยกับเอไอ   ได้แนวทาง “เดินสองขา”

วิจารณ์ พานิช 

๔ ส. ค. ๖๘