อีกแค่สองเดือนเองนะ ที่ลูกจะได้เป็นนักศึกษาแพทย์เต็มตัวแล้ว ก่อนที่ลูกจะเริ่มยุ่งจนไม่มีเวลาพัก แม่ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง มีเคล็ดลับที่จะทำให้ลูกเรียนหมอได้เก่งแบบคนที่มีประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่เก่งตำรา
ลูกเคยได้ยินคำว่า Tacit Knowledge ไหม? เอาเป็นว่าแม่เรียกมันง่ายๆ ว่า “เคล็ดลับวิชา” ก็แล้วกัน มันคือความรู้ที่ไม่ได้มาจากการอ่านหนังสือหรือท่องจำ แต่มันเกิดจากประสบการณ์จริง สัญชาตญาณ และความเก๋าของคนเป็นหมอที่สั่งสมมานานหลายปี
ส่วน Explicit Knowledge คือ ความรู้ที่เผยแพร่อยู่ทั้งใน Textbook หนาๆ, Slide ที่อาจารย์เปิดสอน, เอกสารประกอบการเรียน, งานวิจัย หรือแม้แต่คลิปวิดีโอสอนแพทย์ มันคือความรู้ที่ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน ใครๆ ก็เข้าถึงและท่องจำได้เพื่อไปสอบเอาคะแนน ซึ่งแน่นอนว่ามันสำคัญมาก เป็นรากฐานพื้นฐานที่ลูกต้องแน่น!
แต่สิ่งที่แม่จะบอกคือ อาจารย์หมอที่จะมาสอนลูก ตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 3 น่ะ ท่านเหล่านี้คือ “คลังเคล็ดลับวิชาเคลื่อนที่” เลยนะลูก
เวลาลูกเข้าห้องเรียน ไม่ว่าจะวิชาอะไรก็ตาม อย่ามองแค่ Slide ที่อาจารย์เปิด หรือเนื้อหาในตำราหนาๆ (นั่นเขาเรียกว่าความรู้เปิดเผย ใครๆ ก็เข้าถึงได้)
แต่ของจริงที่ล้ำค่ากว่า คือสิ่งที่หลุดออกมาตอนอาจารย์ “สอนไป เล่าไป” ต่างหาก!
ลองสังเกตดูนะ… มันจะมาในรูปแบบของ คำพูดเปรยๆ เวลาท่านยกตัวอย่างคนไข้เคสแปลกๆ, วิธีคิดวินิจฉัยโรคที่เร็วปานสายฟ้าแลบ, ข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ เวลาท่านดูผลเลือดหรืออาการคนไข้, หรือแม้แต่เรื่องเล่าประสบการณ์เฉียดตายในการรักษาที่ท่านหลุดปากออกมา
วิชาติดตัวพวกนี้แหละ ที่อาจารย์ท่านอาจจะ “ตั้งใจเล่า” บ้าง หรือ “เผลอพูดออกมา” บ้างในคาบเรียน แต่มันมีค่ามหาศาล เพราะมันเป็นความรู้ที่หนังสือเล่มไหนก็เขียนบอกลูกได้ไม่ครบ
แล้วทำไมลูกต้องเริ่ม “เก็บ” ตั้งแต่ตอนนี้? เพราะเคล็ดลับพวกนี้ มันไม่ได้จำเป็นต้องใช้สอบเพื่อเอาคะแนนทันทีตอนนี้หรอกลูก…แต่ “เวลาที่ลูกต้องใช้จริงคือตอนปี 4-6” นู่น!
ตอนที่ลูกต้องขึ้นวอร์ด ยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้จริงๆ นั่นแหละ ลูกจะเข้าใจว่าทำไมอาจารย์เคยพูดประโยคสั้นๆ นั้น ทำไมอาจารย์ถึงสอนให้สังเกตอาการคนไข้แบบนั้น เคล็ดลับวิชาพวกนี้แหละที่จะแยก “หมอที่รู้แค่ในตำรา” ออกจาก “หมอที่รักษาคนได้จริงๆ”
ฉะนั้น คำแนะนําของแม่ในเวลาสองเดือนที่เหลือคือ
- ให้ลูกฝึกเป็นคนช่างสังเกต ช่างสงสัย ลองถามตัวเองบ่อยๆ ว่า “ทำไม”
- เตรียมสมุดโน้ตเล็กๆ หรือแอปจดโน้ตในมือถือหรือ iPad ไว้ให้พร้อม พอเริ่มเรียนปุ๊บ มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ที่อาจารย์พูด ให้รีบจดไว้ทันที
- และ ปรับความคิดใหม่ว่าเราไม่ได้เข้าเรียนเพื่อเอาคะแนน แต่เข้าเรียนเพื่อ “หาวิธีเป็นหมอเก่งๆ” จากคนที่เป็นหมอเก่งๆ จริงๆ
จำไว้นะลูก สมุดจดเคล็ดลับวิชาพวกนี้ จะกลายเป็น “อาวุธลับ” และ “ขุมทรัพย์” ที่สำคัญที่สุดของลูกในอนาคต เมื่อลูกต้องรับผิดชอบชีวิตคนจริงๆ
สู้ๆ นะลูก แม่เป็นกำลังใจให้เสมอ และรอดูความสำเร็จของลูกในทุกๆ ก้าว
By learning about foods from traditional (ying-yang/earth-water-wind-fire) and (western) modern (metabolism/ADP-NADH-…molecular interactions) and comparing them, I see the different bases of sciences on medicines for the mind and for the body. Both look important for well-being.
As people are stressed by modern living (diseases, economy, ecology,… and dreams), where does medicine (problem solving) begins?
ขอบพระคุณที่ช่วยเติมเต็มโพสต์นี้ให้สมบูรณ์ขึ้นค่ะอาจารย์ SR