ภิกษุเหล่านั้นมีความผาสุกด้วยโคจรคามและความไม่มีอันตรายอยู่ในที่ใด ก็อยู่ในที่นั้น.

สัมพหุลสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๔. สัมพหุลสูตร

ว่าด้วยภิกษุหลายรูป

             [๒๒๔] สมัยหนึ่ง ภิกษุหลายรูปอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้นโกศล ครั้งนั้นภิกษุเหล่านั้นอยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาสแล้ว ก็หลีกไปสู่ที่จาริก ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในราวป่านั้น เมื่อไม่เห็นภิกษุเหล่านั้นก็คร่ำครวญถึง ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า

                          ความเยื่อใยย่อมปรากฏเหมือนความไม่ยินดี

                          เพราะเห็นอาสนะมากมายเงียบสงัด

                          สาวกของพระสมณโคดมเหล่านั้น

                          ผู้มีถ้อยคำไพเราะ เป็นพหูสูต ไปที่ไหนกัน

             เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวกับเทวดานั้นด้วยคาถาว่า

                          ภิกษุทั้งหลายไม่ติดในที่อยู่

                          เที่ยวไปเป็นหมู่ เหมือนฝูงวานร

                          ไปสู่แคว้นมคธและแคว้นโกศล

                          บางพวกก็ไปสู่แคว้นวัชชี

สัมพหุลสูตรที่ ๔ จบ

---------------------

อรรถกถาสัมพหุลสูตรที่ ๔

          ได้ยินว่า คนทั้งหลายเห็นภิกษุเหล่านั้นเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งใดแห่งหนึ่งในชนบทนั้น ก็มีจิตเลื่อมใส ปูลาดผ้าขนแกะเป็นต้นไว้ที่หอฉัน ถวายข้าวต้มและของขบเคี้ยวแล้วนั่งใกล้. พระมหาเถระกล่าวกะพระธรรมกถึกรูปหนึ่งว่า เธอจงกล่าวธรรม. พระธรรกถึกนั้นจึงกล่าวธรรมกถาอย่างไพเราะ. คนทั้งหลายเลื่อมใสแล้วได้ถวายโภชนะอันประณีตในเวลาฉัน. พระมหาเถระได้กระทำอนุโมทนาอาหารอย่างพึงพอใจ.
         คนทั้งหลายเลื่อมใสอย่างยิ่งแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมนต์จำพรรษาอยู่ในที่นี้ตลอด ๓ เดือนเถิด ให้ท่านรับปฏิญญาแล้ว ให้สร้างเสนาสนะในที่ซึ่งสะดวกด้วยการไปมาอุปฐากด้วยปัจจัย ๔.
         พระมหาเถระสอนภิกษุในวันเข้าพรรษาว่า ดูก่อนผู้มีอายุ พวกท่านเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาผู้เป็นครู ชื่อว่าความปรากฏแห่งพระพุทธเจ้าหายาก พวกท่านจงฟังธรรมเดือนละ ๘ วัน ละความคลุกคลีด้วยหมู่คณะแล้วไม่ประมาทอยู่เถิด ดังนี้.
         จำเดิมแต่นั้นมา ภิกษุเหล่านั้นย่อมขวนขวายพากเพียร บางวันก็ทำการฟังธรรมตลอดคืน บางวันก็แก้ปัญหา บางคราวก็ทำความเพียร.
         ในวันธรรมสวนะ ภิกษุเหล่านั้นกล่าวธรรมจนอรุณขึ้น ในวันแก้ปัญหากระทำการถามและการแก้ คือภิกษุผู้ฉลาดถามปัญหา ผู้เป็นบัณฑิตแก้ ในวันทำความเพียร ตีระฆังในเวลาพระอาทิตย์ตก ลงสู่ที่จงกรม ทำความเพียร. ภิกษุเหล่านั้นจำพรรษาอย่างนี้ปวารณาแล้วหลีกไป.

         ภิกษุท่องเที่ยวไปที่เชิงเขาหรือที่ราวป่านั้นๆ ไม่ถือว่า ที่นี้เป็นสมบัติของมารดา เป็นสมบัติของบิดาของเรา ที่มาตามประเพณี. ภิกษุเหล่านั้นมีความผาสุกด้วยโคจรคามและความไม่มีอันตรายอยู่ในที่ใด ก็อยู่ในที่นั้น.
         แม้ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่มีเรือนอย่างนี้ จึงกล่าวว่า ดูก่อนผู้มีอายุ นี้เป็นสมบัติของอุปัชฌาย์อาจารย์ของเรา ที่มาตามประเพณี ดังนี้ จึงไม่ถือเอา ภิกษุเหล่านั้นมีที่สบายด้วยอากาศ สบายด้วยโภชนะ สบายด้วยเสนาสนะ สบายด้วยการฟังธรรมหาง่าย มีอยู่ในที่ใด ย่อมอยู่ในที่นั้น.