แนวคิด TSEL เสนอให้สถาบันผลิตและพัฒนาครูหันมาใส่ใจ "ตัวครู" ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง    โดยปรับสมรรถนะให้รู้เท่าทันความเหลื่อมล้ำ    และใช้กระบวนการพัฒนา ที่เอื้อให้ครูได้เติบโตทางอารมณ์และสังคม ควบคู่ไปกับการเรียนรู้เชิงวิชาการ    เน้นวิธีการพัฒนาวุฒิภาวะด้านสังคม-อารมณ์ ที่บูรณาการอยู่ในชีวิตจริง   ผ่านการสะท้อนคิด (reflection) อย่างสม่ำเสมอ และอย่างมีวิจารณญาณสูง (critical reflection)    ฝึกฝนทักษะการรับมือกับความเครียดและอารมณ์ที่ท้าทายในสถานการณ์จริง และสถานการณ์จำลอง    และการเรียนรู้ผ่านเวิร์กชอปเชิงประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใหญ่โดยเฉพาะ  

เป็นสัญญาณสื่อต่อสถาบันผลิตและพัฒนาครู  ว่ารูปแบบการผลิตครูแบบเดิมที่เน้น "เทคนิคการสอน" (Pedagogy)  ละเลย "ความเป็นมนุษย์" (Humanity) นั้น ไม่เหมาะสมอีกต่อไป

พลิกโฉมระบบ

หนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition (2025)  และงานวิชาการด้าน TSEL (Transformative SEL) ได้ยกระดับการพูดคุยเรื่องการผลิตครู   จากการ "ปรับปรุงหลักสูตร" (Curriculum Reform) ไปสู่การ "พลิกโฉมระบบ" (Systemic Transformation)

เป้าหมายของการพลิกโฉมระบบการผลิตครูคือ   เปลี่ยนจากเป็นระบบที่เน้นเพียงผลิต "ผู้รับจ้างสอนหนังสือ" หรือนักเทคนิค (Technicians) ด้านการศึกษาเท่านั้น    ให้เป็นระบบที่บ่มเพาะ "นักเปลี่ยนแปลงสังคม" (Social Change Agents) ด้วย    หรืออาจกล่าวใหม่ว่า เป็นระบบผลิตนักเปลี่ยนแปลงสังคมที่มีปัญญา   จะเห็นว่า ครูในยุคนี้ได้รับการยกย่องคุณค่าสูงกว่าเดิม  ซึ่งหากมองมุมกลับ อาจมีคนคิดว่า มีภาระหนักยิ่งขึ้น   

ระบบการผลิตครู ต้องมีกลไกเพิ่ม ความสามารถของระบบ ในการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างต่อเนื่อง   โดยมีหลักการเชิงเป้าหมายสำคัญของการพลิกโฉม คือ   (๑) เน้นความเท่าเทียม  (๒) ใช้ข้อมูล (๓) ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม  (๔) บูรณาการ TSEL ของผู้ใหญ่เข้าไปในระบบ  (๕) ปรับปรุงและพัฒนาต่อเนื่อง 

นั่นคือ ระบบการผลิตครู และ ระบบการทำงานของครู  ต้องเป็น ระบบที่เรียนรู้ (Learning System) และปรับตัว   

แนวคิด TSEL เชื่อว่า "ไม่สามารถปลูกพืชพันธุ์ใหม่ (ครู TSEL)  ในดินที่เต็มไปด้วยสารพิษที่มีอยู่เดิม (ระบบอำนาจนิยม)" ได้   

 

โปรดสังเกตว่า “สารพิษ” ตัวร้ายที่สุด ที่ทำให้ หน่ออ่อนของ สังคม-อารมณ์ศึกษาเพื่อพลิกโฉมสังคม ที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน ไม่สามารถงอกงามได้  คือ วัฒนธรรมอำนาจนิยม    

การพลิกโฉมระบบการผลิตครู

ต้องพลิกโฉม ๔ ด้านคือ

  1. พลิกโฉมวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture Shift)    จากวัฒนธรรม "เชื่อฟังและทำตาม" (Compliance)   สู่ "ความเอื้ออาทรและความยุติธรรม" (Care & Justice)   ล้าง "หลักสูตรแฝง" (Hidden Curriculum) ที่สอนให้ครูยอมจำนนต่ออำนาจ (เช่น ระบบรุ่นพี่โซตัส, การห้ามตั้งคำถามอาจารย์)   เมื่อนักศึกษาทำผิด (เช่น ส่งงานช้า, ขาดเรียน)  เปลี่ยนจากการลงโทษตัดคะแนน  เป็นการ "พูดคุยเพื่อเยียวยาและหาทางออก" (Restorative Dialogue) เพื่อให้เขาได้รับประสบการณ์ตรงของการได้รับโอกาส และได้รับการเอื้ออำนาจ (Empowerment)   
  2. พลิกโฉมหลักสูตรและการสอน (Curriculum & Pedagogy Shift)    ต้องรวม TSEL ไว้ในหลักสูตรผลิตครูอย่างเป็นทางการ    มีการตั้งเป้าหมายด้านอารมณ์และสังคมควบคู่กับวิชาการ    และในทางปฏิบัติ ต้องเปลี่ยนจากฝึก "เทคนิคการสอนเนื้อหา" เท่านั้น    สู่การบูรณาการ "การตื่นรู้เชิงวิพากษ์และตัวตน" (Identity & Critical Consciousness)    มีกระบวนการให้นักศึกษาครูสำรวจ "อคติ" (Bias) และ "ปมชีวิต" ของตนเอง ก่อนออกไปฝึกสอน    ไม่สอน SEL แบบบรรยายทฤษฎี    แต่ให้นักศึกษาทำโครงงานวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งจริงๆ ในโรงเรียนฝึกสอน   เท่ากับนักศึกษาครูได้เรียน Inquiry-Based TSEL 
  3. พลิกโฉมหุ้นส่วนการเรียนรู้ (Partnership Shift)    จาก "มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลาง"  สู่ "ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน" (University-School-Community Ecosystem)    มหาวิทยาลัยและโรงเรียนต้องเป็น "เนื้อเดียวกัน" อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องออกไป Co-teach กับครูพี่เลี้ยง ที่โรงเรียน  เพื่อให้นักศึกษาเห็นแบบอย่างการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่    ดึงปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้นำชุมชนมาเป็น "อาจารย์พิเศษ" สอนเรื่องบริบทสังคม เพื่อให้ครูใหม่เข้าใจรากเหง้าของเด็ก    รายละเอียดของเรื่องนี้ มีอยู่ในหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ (๒๕๖๖) โดยวิจารณ์ พานิช   แต่ข้อเสนอที่น่าพิจารณาคือ อาจารย์ในสถาบันผลิตครู ต้องไปทำงานในโรงเรียนครึ่งของเวลาทำงานทั้งหมด   เพื่อเรียนรู้จากการเป็นส่วนหนึ่งของ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้   จึงจะเกิด transformation อย่างแท้จริง
  4. พลิกโฉมการประเมินผล (Assessment Shift)     เปลี่ยนจาก "วัดความจำ" (Standardized Test) สู่ "วัดสมรรถนะการเป็นมนุษย์" (Humanistic Competency)    วัดผลจากการบันทึกวิดีโอตอนสอน การสะท้อนคิด (Reflection Journal) และ Feedback จากเด็กนักเรียนจริง    ประเมิน "เจตคติ" และ "วุฒิภาวะทางอารมณ์" อย่างเข้มข้น  หากนักศึกษาครูคนใดมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ยอมรับความแตกต่าง    และแก้ไขตัวเองไม่ได้    ต้องมีระบบคัดกรองออก (Gatekeeping) อย่างยุติธรรม

ผมขอย้ำข้อ ๔ ข้างบน    ว่าต้องมีการให้นักศึกษาครูออกจากหลักสูตร เพราะแก้ไขปรับปรุงตัวเองไม่ได้ในเรื่องสังคม-อารมณ์ แม้อาจารย์จะช่วยเหลือแนะนำแล้ว ตามหลักการ SEL   

นอกจากนั้นการพลิกโฉมระบบวิชาชีพครู ให้เป็นวิชาชีพผู้นำการพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์    จะสำเร็จได้จริง  ต้องเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินวิชาชีพครู   สู่การให้น้ำหนักกับ ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (Relational Skills) และ ความเข้าใจในความเสมอภาค (Equity Literacy)  ให้เท่ากับทักษะด้านวิชาการ

ระบบผลิตครูที่บูรณาการอยู่กับชีวิตจริงของครู

สมรรถนะการฝึกเด็กด้านสังคม-อารมณ์ศึกษาของครู ไม่สามารถบรรลุได้โดยการเรียนในห้องบรรยาย และในสภาพแวดล้อมภายในสถาบันอุดมศึกษา   นักศึกษาครูต้องไปฝึกในสภาพการทำงานจริงของโรงเรียน    ในสภาพที่นักเรียน ครู และโรงเรียน มีปฏิสัมพันธ์ตามปกติกับชุมชน    ในสภาพแวดล้อม หรือระบบนิเวศจริงที่มีทั้งส่วนที่เอื้อ และส่วนที่เป็นอุปสรรคหรือความท้าทาย ต่อการพัฒนาทักษะด้านสังคม-อารมณ์เชิงบวกของนักเรียน    กล่าวใหม่ว่า สมรรถนะด้านสังคมและอารมณ์ (SEL) ไม่ใช่ชุดความรู้ (Knowledge) ที่จะท่องจำได้    แต่เป็น "ทักษะเชิงสมรรถนะ" (Competency-based skills) ที่ต้องอาศัยการฝึกฝนผ่านประสบการณ์ตรง (Experiential Learning) เท่านั้น   

ก่อนลงฝึกภาคสนาม (โรงเรียน) นักศึกษาครูต้องได้ฝึกกำกับมิติด้านสังคม-อารมณ์ของตนเองก่อน   โดยเรียนพื้นฐาน SEL/TSEL     เรียนประสาทวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเครียด (neuroscience of stress)   ฝึกการสะท้อนคิดกับตนเอง (self-reflection)    ฝึกการสื่อสารเชิงเห็นอกเห็นใจ

การฝึกนักศึกษาครูที่โรงเรียนต้องทำต่อเนื่องเป็นเทอมหรือเป็นปี   นอกจากฝึกสอนตามปกติแล้ว มีการฝึกปฏิบัติด้านโค้ชชิ่ง ทักษะสังคม-อารมณ์แก่นักเรียน ในชั้นเรียนตามปกติ  โดยมีครูพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือ สังเกตชั้นเรียน  บันทึกเหตุการณ์อารมณ์   ร่วมกันสะท้อนคิด    และร่วมวางแผนพัฒนา   นำสู่วงจรทดลองใหม่   

นักศึกษาครูฝึกงาน ควรได้เข้าสังเกตชั้นเรียนของครูพี่เลี้ยง (ครูแกนนำ)    บันทึกเหตุการณ์อารมณ์ของนักเรียนและของครู  นำมาร่วมกันสะท้อนคิดกับครูผู้เปิดชั้นเรียน เพื่อทำความเข้าใจทั้งเชิงวิธีการและเชิงหลักการ ตาม Kolb’s Experiential Learning Cycle   

สู่สภาพที่โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ที่ครูและนักศึกษาครู "กล้าแชร์ความล้มเหลว"    การเปิดใจฟังกันในวงครูไทย จะช่วยทลายกำแพงของระบบอำนาจนิยม ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของ SEL

นอกจากนั้น นักศึกษาครูฝึกงาน ควรได้ลงพื้นที่ชุมชน เยี่ยมบ้าน  ทำโครงการชุมชน  ร่วมกิจกรรมท้องถิ่น  ฟังเสียงผู้ปกครอง   เพื่อเข้าใจบริบทชีวิตเด็ก  และฝึกสร้างระบบนิเวศในชุมชนที่เอื้อต่อการพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของเด็ก   

 สถาบันผลิตครูต้องสร้างเครือข่ายครูพี่เลี้ยง TSEL โดยทำงานใกล้ชิดกับโรงเรียน   พัฒนาครูพี่เลี้ยงให้เป็น Coach  ด้านอารมณ์ ไม่ใช่แค่ผู้ตรวจแผนการสอน   และจัดให้มี PLC ของครูโค้ชในโรงเรียนเครือข่าย   

สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ ในระบบผลิตครู

สิ่งที่ควรทำ (Dos) สิ่งที่ไม่ควรทำ (Don'ts)
รับฟังเสียงของเด็ก: ฝึกให้นักศึกษาครูใช้  Listening Pedagogy แม้กับเด็กที่ดื้อที่สุด ตัดสิน (Judging): อย่าด่วนสรุปพฤติกรรมเด็กจากเกรด หรือฐานะทางครอบครัว
ยอมรับความเปราะบาง: ผู้ใหญ่ (อาจารย์/ผู้บริหาร) ควรแสดงให้เห็นว่าการเสียใจหรือเครียดเป็นเรื่องปกติ และรู้วิธีจัดการ สร้างภาพ (Window Dressing): อย่าทำ SEL แค่ตอนมีคนมาตรวจประเมิน หรือทำเป็นเพียงกิจกรรมหน้าเสาธง
เชื่อมโยงกับชุมชน: ดึงปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้ปกครองมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ สั่งการจากบนลงล่าง: อย่าใช้  SEL เป็นเครื่องมือในการบังคับให้เด็ก "เรียบร้อย" หรือ "เชื่อฟัง" เท่านั้น
เน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์: ให้ความสำคัญกับ "วิธีที่เด็กแก้ปัญหา" มากกว่า "คะแนน" ทำคนเดียว: อย่าปล่อยให้นักศึกษาครูเผชิญสถานการณ์ยากลำบากเพียงลำพังโดยไม่มีที่ปรึกษา

 

การฝึกปฏิบัติจริง (Practice-based Learning) ของนักศึกษาครู

นักศึกษาครูต้องได้เรียนภาคทฤษฎีเรื่อง ความรู้เกี่ยวกับอารมณ์และพฤติกรรมมนุษย์    ผ่านการศึกษาเชิงทฤษฎีและตัวอย่างจริง เช่น รูปแบบการสอน SEL ที่เป็นแบบอย่าง   แล้วได้ฝึกปฏิบัติในห้องเรียนจริง    ผ่านการฝึกสอนจริงที่เน้น SEL (field experiences / practica) ที่ให้โอกาสนักศึกษาครูได้ใช้ทักษะการสร้างสัมพันธ์ การสื่อสารเชิงอารมณ์ และการจัดการชั้นเรียนที่เคารพด้านอารมณ์    ตามด้วย การสะท้อนประสบการณ์ (reflection) ทั้งในรูปแบบรายบุคคลและกลุ่ม    เพื่อวิเคราะห์ว่า SEL ถูกนำไปใช้แบบใด และผลลัพธ์เป็นอย่างไร    โดยมีอาจารย์ที่มีสมรรถนะสูงด้าน TSEL เป็นโค้ช  ช่วยให้คำแนะนำ  ตั้งคำถาม เพื่อการสะท้อนคิดสู่ความเข้าใจหลักการที่ลึกซึ้ง ตามแนวทางของ Kolb’s Experiential Learning Cycle   รวมทั้งช่วยให้การประเมินและข้อเสนอแนะที่เอื้อต่อ SEL เช่น การให้ feedback ที่เน้นทั้งทักษะอารมณ์และทักษะการสอน

 

นักศึกษาครู ต้องได้ฝึกสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุน SEL เช่น วัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน การสร้างชุมชนการเรียนรู้ และการจัดการแรงกดดันอย่างสร้างสรรค์   

พลิกโฉมระบบพัฒนาครูประจำการ

หนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning และเอกสารวิชาการด้าน TSEL อื่นๆ    มองว่า ไม่สามารถพัฒนาเด็กให้มีทักษะสังคม-อารมณ์ได้ หากระบบนิเวศของโรงเรียนยังกดทับและบั่นทอนตัวครูเอง    การเปลี่ยนแปลงระบบพัฒนาครูประจำการในระดับ “พลิกโฉม” (transform)  จึงได้แก่

  1. เปลี่ยนจาก "การซ่อมครู" เป็น "การสร้างระบบนิเวศ"    เลิกมองว่าครูขาดทักษะและต้องให้เข้ารับการอบรม      เปลี่ยนเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีความปลอดภัยทางจิตวิทยา     และดูแลสุขภาวะ (Well-being) ของครูเป็นอันดับแรก (Adult SEL)
  2. ให้อำนาจครูในการเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (Agentic Teacher)    ระบบต้องคืนอำนาจให้ครูในการออกแบบการเรียนรู้    ครูไม่ใช่แค่ผู้รับนโยบายไปปฏิบัติ  แต่เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ (Co-creator) ที่เข้าใจความท้าทายในห้องเรียนของตนเองอย่างแท้จริง    รวมทั้งคณะครูเป็นผู้ให้ข้อมูลป้อนกลับจากภาคสนามแก่ส่วนกลาง   เพื่อใช้ในการปรับระบบ และปรับนโยบายที่มีข้อมูลสนับสนุน   
  3. มองผ่านเลนส์ของความเท่าเทียม    การพัฒนาครูต้องกระตุ้นให้ครูตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อนโยบาย หลักสูตร หรืออคติ (Bias) ของตนเอง และของระบบ  ที่อาจกีดกันเด็กบางกลุ่ม     เพื่อสร้างพื้นที่ที่ทุกคนมีส่วนร่วมและรู้สึกเป็นเจ้าของ (Belonging) 

พัฒนาครูทั้งด้านทักษะวิชาการ และด้านทักษะหนุนพัฒนาการด้านสังคม-อารมณ์ของเด็กอย่างบูรณาการกัน   ไม่แยกกัน   เพราะสองสิ่งนี้คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน    การบูรณาการระดับพลิกโฉมไม่ได้แปลว่าต้องมี "วิชา SEL" เพิ่มขึ้นมา    แต่ส่งเสริมให้ซึมซับเข้าไปใน "วิถีการสอน"  โดย

  1. เรียนวิชาการผ่านปฏิสัมพันธ์ (Interactive Pedagogy)    ออกแบบการเรียนรู้วิชาการที่ "ชี้ชวน" (nudge) ให้ผู้เรียนต้องใช้ SEL โดยอัตโนมัติ    เช่น การเรียนรู้แบบโครงงาน (PBL)   การทำงานกลุ่มที่ต้องมีการสะท้อนคิด (Reflection)   หรือการสอนให้รู้จักรับมือกับความล้มเหลวในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ (Academic Mindset)
  2. ใช้เนื้อหาวิชาการเพื่อสร้างความตระหนักรู้ทางสังคม (Academic Content for Social Awareness)   เช่น ในวิชาภาษาไทยหรือสังคมศึกษา ให้เด็กวิเคราะห์วรรณกรรมหรือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ผ่านเลนส์ของความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)  ความยุติธรรม  หรือการกดทับทางสังคม ซึ่งตรงกับหัวใจของ TSEL
  3. ประเมินผลที่เน้นการเติบโต (Formative & Growth-oriented Assessment)  ปรับระบบการประเมินวิชาการให้เป็นการให้ฟีดแบ็กที่สร้างเสริมพลังใจ   มากกว่าการตัดเกรดเพื่อแข่งขันและคัดคนออก

การนำมาปรับใช้ในบริบทไทย  การศึกษาไทยมีความท้าทายเฉพาะตัว ทั้งวัฒนธรรมอำนาจนิยม ภาระงานเอกสารที่หนักหน่วง และการเน้นผลสัมฤทธิ์ของการทดสอบ    การพลิกโฉมการพัฒนาครูประจำการจึงต้องอาศัยความเข้าใจเชิงบริบท   โดยควรดำเนินการ

  1. เปลี่ยน PLC ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ที่แท้จริง    กระบวนการ PLC (Professional Learning Community) ในไทยมักถูกใช้เพื่อทำเอกสารประเมินวิทยฐานะ    ต้องพลิกโฉม PLC ให้เป็นกลุ่มสนับสนุนทางอารมณ์ (Support group) ให้ครูได้ระบายความเครียด แบ่งปันความล้มเหลวในการสอนได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่จะคุยเรื่องเทคนิควิชาการ
  2. ลดทอนอำนาจนิยมในโรงเรียน     ผู้อำนวยการ/ผู้บริหาร ต้องปรับบทบาทจาก "ผู้สั่งการและตรวจสอบ"    มาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวกและสนับสนุน" (Facilitator & Supporter)    เพื่อปลดล็อกความเกรงใจและเปิดโอกาสให้ครูรุ่นใหม่กล้าเสนอนวัตกรรม
  3. บูรณาการ SEL เข้ากับตัวชี้วัดเดิม    แทนที่จะสร้างตัวชี้วัดใหม่ให้เป็นภาระ   ควรช่วยครูจับคู่ (Mapping) ว่ากิจกรรมทางวิชาการที่ทำอยู่แล้ว ตอบโจทย์สมรรถนะผู้เรียน หรือ SEL ข้อใดบ้าง    เพื่อลดความรู้สึกว่า "SEL เป็นภาระงานใหม่"

ข้อควรทำ (Do's)  และ สิ่งที่ไม่ควรทำ (Don'ts)  ในการพัฒนาครูประจำการ

สิ่งที่ควรทำ (Do's) สิ่งที่ไม่ควรทำ (Don'ts)
เริ่มที่ Adult SEL เสมอ   ดูแลสภาพจิตใจและลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของครูก่อนคาดหวังให้ครูไปดูแลเด็ก สั่งการแบบ Top-down   บังคับให้ครูทำ SEL ผ่านนโยบายโดยไม่ให้เวลา ไม่ให้งบประมาณ และไม่มีการสนับสนุน
สร้างความหมาย (Meaning-making)   ทำให้ครูเห็นว่า SEL ไม่ใช่เรื่องวัฒนธรรมตะวันตก แต่สอดคล้องกับค่านิยมที่ดีของไทย เช่น ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ทำให้เป็นเรื่องเอกสาร (Paperwork-driven)   สร้างแบบฟอร์มประเมิน SEL แบบติ๊กถูก (Checklist) ซึ่งจะกลายเป็นการทำเพื่อส่งงาน
เน้นกระบวนการต่อเนื่อง (Ongoing Process)   ให้การสนับสนุนผ่านพี่เลี้ยง (Mentoring) และโค้ชอย่างต่อเนื่องหน้างานจริง แยก SEL ออกเป็นรายวิชาเอกเทศ   สอน SEL แค่สัปดาห์ละ  1 คาบ แล้วเวลาที่เหลือกลับไปใช้วิธีสอนแบบอำนาจนิยม
เคารพบริบทความหลากหลาย   ให้ครูในแต่ละพื้นที่มีสิทธิ์ปรับใช้ TSEL ให้เข้ากับปัญหาในชุมชนของตนเอง ใช้มาตรวัดเดียวประเมินทุกคน   คาดหวังให้ครูทุกคนและเด็กทุกคนแสดงออกถึงการมี  SEL ในรูปแบบเดียวกันหมด

 

 

สมรรถนะทางสังคม-อารมณ์ของครู

เพื่อชีวิตที่ดี คนทั่วไปต้องเรียนรู้ฝึกฝนมิติด้านสังคม-อารมณ์ ๕ กลุ่มตาม CASEL’s 5 Core Competencies ที่กล่าวแล้วในบทที่ ๑ คือ  อารมณ์  คือ  (๑) ตระหนักรู้ตนเอง (Self-awareness)  (๒) จัดการตนเอง (Self-management)   (๓) ตระหนักรู้ทางสังคม (Social awareness)   (๔) ทักษะความสัมพันธ์ (Relationship skills) และ (๕) ตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ (Responsible decision-making)    ครูต้องเอาใจใส่เรียนรู้ฝึกฝนยกระดับทักษะดังกล่าวในบริบทการทำหน้าที่ครู   และปรับปรุงจุดอ่อนของตน ตลอดชีวิตความเป็นครู   จากประสบการณ์ชีวิตครูของตน   โดยพัฒนาผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูและนักการศึกษา ที่เรียกว่า PLC   และโรงเรียนต้องมีระบบหรือกลไกส่งเสริม ที่เรียกว่า โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ (School as Learning Community - SLC)    โดยพึงเชื่อมโยงทักษะทั้ง ๕ กลุ่ม เข้ากับปฏิสัมพันธ์ในการทำหน้าที่ครู  ทั้งปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนครู  ปฏิสัมพันธ์กับผู้บริหาร  ปฏิสัมพันธ์กับครูอาวุโส  ปฏิสัมพันธ์กับครูที่อาวุโสน้อยกว่า  ปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน  ปฏิสัมพันธ์กับกรรมการโรงเรียน  ปฏิสัมพันธ์กับปราชญ์ชาวบ้าน  ปฏิสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน  ปฏิสัมพันธ์กับนักธุรกิจในชุมชน  ปฏิสัมพันธ์กับข้าราชการในหน่วยราชการอื่น ฯลฯ    

ผมมีความเห็นว่า การพัฒนาตนเองให้เป็นครูที่ดี (ต่อนักเรียนและคนรอบข้าง  และต่อตนเอง) ไม่ใช่เรื่องยาก    หากจับประเด็นสำคัญตามในหนังสือ สังคม-อารมณ์ศึกษา พัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย เล่มนี้    ซึ่งหมายความว่า หากมิติทางสังคม-อารมณ์เข้มแข็ง  จะเป็นฐานให้การพัฒนามิติเชิงเทคนิคในการทำหน้าที่ครูทำได้ไม่ยาก    หรือช่วยให้ชีวิตครูเป็นชีวิตที่มีสุขภาวะสูง   ไม่ใช่ชีวิตที่ระทมความเครียดเป็นอาจิณ     

ความจำเพาะของสมรรถนะครูที่เพิ่มจากของผู้ใหญ่ทั่วไป

 ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างสมรรถนะด้าน สังคม-อารมณ์ ที่พึงประสงค์ของครู 

สมรรถนะหลัก  จุดเน้นในเชิง Transformative (TSEL) สำหรับครู
การรู้จักตนเอง (Self-Awareness) Identity (อัตลักษณ์)   ครูต้องเข้าใจอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม   อคติที่ซ่อนอยู่ (Implicit Bias)   และจุดแข็งของตนเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
การบริหารจัดการตนเอง (Self-Management) Agency (ความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ)   ความสามารถในการจัดการความเครียดของตนเอง  และช่วยเหลือเพื่อนครู (Teacher Burnout)    และกล้าตัดสินใจเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน
ความตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness) Belonging (การสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง)   เข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของนักเรียน    เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและมีคุณค่า
ทักษะความสัมพันธ์ (Relationship Skills) Collaborative Problem-Solving    ทำงานร่วมกับนักเรียน ครอบครัว และชุมชนในฐานะหุ้นส่วน ไม่ใช่ผู้ออกคำสั่ง
การตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ (Responsible Decision-Making) Curiosity (ความอยากรู้อยากเห็นเชิงวิพากษ์)    ตั้งคำถามต่อความไม่ยุติธรรมและการใช้ข้อมูลรอบด้านเพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบ

 

ระดับสมรรถนะด้าน สังคม-อารมณ์ ของครู มี ๖ ระดับ  หรือ ๖ ด้าน ที่สัมพันธ์กัน ดังนี้ 

  1. ระดับส่วนบุคคล (Self-Competence)   ครูต้องมีทักษะรู้เท่าทันอารมณ์ (Emotional Intelligence)    เพื่อให้สามารถ "กำกับอารมณ์" (Emotion Regulation) ของตนเองในสถานการณ์ที่ท้าทายได้
  2. ระดับออกแบบบทเรียน   มีทักษะออกแบบบทเรียนทุกรายวิชา ทุกกิจกรรม ที่มีเรื่อง TSEL บูรณาการอยู่ด้วยเสมอ   
  3. ระดับการสอนและแบบอย่าง (Modeling & Instruction)    ครูต้องไม่แค่สอนตามบทเรียน แต่ต้องแสดงออกเป็นแบบอย่าง (Model) ด้านความเห็นอกเห็นใจและการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ให้นักเรียนเห็นตลอดเวลา
  4. ระดับการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem)    มีความสามารถในการออกแบบห้องเรียนที่สนับสนุนความสัมพันธ์เชิงบวก ซึ่งระดับนี้จะวัดจาก "ปฏิสัมพันธ์" (Interactions) ระหว่างครูกับศิษย์   รวมทั้งมีความสามารถในการชักชวนภาคีในโรงเรียน ในครอบครัวนักเรียน และในชุมชน ให้ร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงบวกให้แก่นักเรียน    ช่วยกันขจัดระบบนิเวศเชิงลบ 
  5. ระดับร่วมสร้างชุมชนเรียนรู้ในโรงเรียน – SLC – School as Learning Community   ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องวิธีการบูรณาการ TSEL เข้าในบทเรียนต่างๆ
  6. ระดับประเมิน SEC – Social and Emotional Competencies ของนักเรียน   พร้อมทั้งมีทักษะให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ 

ความท้าทายจำเพาะในบริบทของครูไทย ได้แก่

  1. ความเกรงใจและลำดับชั้น    ครูไทยเผชิญความท้าทายในการสร้าง "Collaborative Problem-Solving" เนื่องจากวัฒนธรรมที่เน้นอำนาจนิยม    การพัฒนา TSEL ในไทยจึงต้องเน้นไปที่การลดกำแพงระหว่างครูกับศิษย์
  2. การจัดการความเครียดจากระบบบริหารและระบบสังคม (Systemic Stress)    ภาระงานเอกสารและความคาดหวังจากสังคมไทยส่งผลต่อสุขภาพจิตครูสูงมาก   สมรรถนะด้าน Self-Management ในบริบทไทยจึงเน้นไปที่การสร้าง Psychological Capital (ทุนทางจิตวิทยา)  เช่น ความหวัง และความยืดหยุ่นทางจิตใจ
  3. พุทธจิตวิทยา (Buddhist Psychology)   ในไทยมีการบูรณาการ "การเจริญสติ" (Mindfulness) เข้ากับ SEL อย่างแพร่หลาย    เพื่อช่วยให้ครู "หยุดและเรียกสติคืนมา" ก่อนที่จะตอบโต้อารมณ์ของเด็ก    ซึ่งช่วยลดปัญหาความรุนแรงหรือการลงโทษที่ไม่เหมาะสมในโรงเรียน
  4. บริบทพหุวัฒนธรรมในเมือง    ปัจจุบันโรงเรียนในไทย (โดยเฉพาะใน กทม. และเขตเศรษฐกิจ) มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และสถานะทางสังคมสูงขึ้น    ครูไทยจึงต้องเร่งพัฒนาสมรรถนะด้าน Social Awareness เพื่อทำความเข้าใจเด็กที่มีภูมิหลังต่างกัน

การพัฒนาสมรรถนะทางสังคม-อารมณ์ของครูประจำการ

การพัฒนาครูประจำการ ก็เหมือนกับการพัฒนาผู้ปฏิบัติงานในกิจการอื่นๆ   ควรใช้หลักการ 70 – 20 – 10   คือร้อยละ ๗๐ พัฒนาโดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน โดยกิจกรรมการจัดการความรู้ (KM – Knowledge Management) ในที่ทำงาน  หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประยุกต์ใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle  (ดูรายละเอียดในหนังสือชุด การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์  https://www.roong-aroon.ac.th/?p=13290)     อีกร้อยละ ๒๐ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูในโรงเรียนอื่น    อีกเพียงร้อยละ ๑๐ ที่ไปเข้ารับการฝึกอบรม หรือศึกษาต่อ        

การพัฒนาสมรรถนะทางสังคม-อารมณ์ของครูประจำการควรใช้หลักการข้างต้น   และเปลี่ยนโรงเรียนจาก "สถานที่ทำงาน" ให้เป็น "ห้องแล็บของมนุษย์" ที่ครูเติบโตไปพร้อมกับศิษย์    ย้ำว่าในเรื่องสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ ครูต้องมุ่งเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันกับศิษย์    ครูไม่ทำตัวเป็น “ผู้รู้แจ้ง” ไม่ว่าในเรื่องใด    โดยเน้นให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย   มีการฟังกัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน    มีความร่วมมือช่วยเหลือกันด้วยการเข้าสังเกตชั้นเรียน และให้ข้อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนตามหลักการ SLC – School as Learning Community   ตามรายละเอียดในหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้   

ความท้าทายของครูไทยคือ "วัฒนธรรมอำนาจนิยม" และ "ภาระงานที่ท่วมท้น" ซึ่งมักทำลาย SEL ของครู (Adult SEL) ก่อนถึงมือนักเรียน

ตารางการประยุกต์การพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของครู    เอาชนะความท้าทายด้านวัฒนธรรม     

ประเด็นความท้าทาย แนวทางประยุกต์ใช้ตามหลัก TSEL + SLC
ระบบอาวุโส (Seniority) ใช้หลัก SLC "Listening Pedagogy"   ให้ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูอาวุโสทำหน้าที่เป็น "ผู้ฟังที่ยิ่งใหญ่" เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูรุ่นใหม่กล้าเสนอไอเดีย TSEL
การรักษาหน้า (Face-saving) เปลี่ยนจุดโฟกัสจากการวิจารณ์ "เทคนิคครู"  ไปที่ "ความรู้สึกและการเรียนรู้ของเด็ก" (Student-centered Reflection)
ภาวะ “หมดไฟ” (Burnout)  บูรณาการ Adult SEL ในการประชุมปกติ ไม่เพิ่มภาระ แต่ทำให้การประชุมกลายเป็นพื้นที่ "ชาร์จพลังใจ" (Healing Space)
ค่านิยมการสั่งการ (Top-down) ผู้บริหารต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ตรวจตรา"  เป็น "ผู้อำนวยการเรียนรู้" (Facilitator) ที่ร่วมวงสังเกตชั้นเรียนเคียงข้างครู

 

การพัฒนาสมรรถนะด้าน สังคม-อารมณ์ ของครูไม่ใช่การเข้าคอร์สอบรมเสาร์-อาทิตย์แล้วจบ    ต้องเป็นการสร้าง "วิถีชีวิตในโรงเรียน" ที่เน้น

  1. ความเมตตาต่อตนเอง (Self-Compassion)   ครูไทยต้องเรียนรู้ที่จะใจดีกับตัวเองในวันที่เหนื่อยล้า
  2. ความเป็นชุมชน (Community)   เลิกเป็น "ศิลปินเดี่ยว" ในห้องเรียน แต่มาเป็น "ฝูงชนที่เกื้อกูล" ใน SLC
  3. ความอยากรู้อยากเห็นเชิงวิพากษ์ (Critical Curiosity)    กล้าตั้งคำถามกับกฎเกณฑ์ที่อาจสร้างความไม่เป็นธรรมในโรงเรียน

เมื่อครูไทยเริ่มฟังกันอย่างลึกซึ้ง และกล้าเปิดเผยความเปราะบางของตนเองในพื้นที่ SLC    เมื่อนั้น TSEL จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่แค่เป็นวิชาสอน แต่เป็นวิถีชีวิต

 

จากครูผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่ศิษย์ สู่ครูนักริเริ่มพัฒนา

ครูที่มีสมรรถนะ TSEL สูง ไม่ได้เป็นเพียง "ผู้สอน" แต่เป็น "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" (Change Agent) ที่ส่งผลกระทบถึงระดับจิตวิญญาณและอุดมการณ์ของศิษย์    ทำให้เด็กไม่เพียงแค่ “อยากเรียน” แต่ “รู้สึกว่าการเรียนมีความหมายในชีวิตของตัวเอง”

ความท้าทายที่สุดของครูไทยคือ "การกล้าที่จะเป็นมนุษย์ต่อหน้านักเรียน"  ด้วยการยอมรับว่าเราไม่รู้   การขอโทษเมื่อผิด  และการแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างจริงใจ    สิ่งเหล่านี้คือ TSEL ที่ทรงพลังที่สุด มากกว่าแผนการสอนใดๆ ในโลก   ภารกิจของครูยุคใหม่ ไม่ใช่การปั้นเด็กให้เป็นไปตามที่โลกต้องการ   แต่เป็นการบ่มเพาะเด็กให้เป็นผู้ที่จะสร้างโลกที่พวกเขาอยากอยู่

การจุดประกาย "เป้าหมายที่เหนือกว่าตนเอง" (Transcendent Purpose)

สังคม-อารมณ์ศึกษาของไทย ต้องไม่หยุดแค่การทำให้เด็ก "เอาตัวรอดได้"  หรือ "มีสติจัดการอารมณ์ตนเองได้" เท่านั้น    ต้องไปให้ถึงเ ป้าหมายสูงสุดคือ สุขภาวะส่วนรวม (Collective Well-being)

  1. จาก "ฉัน" สู่ "พวกเรา"   ครูที่มีสมรรถนะ TSEL จะใช้ห้องเรียนเป็นพื้นที่สำรวจ อัตลักษณ์ (Identity) และ พลังแห่งการเป็นผู้กระทำ (Agency)    เมื่อเด็กเข้าใจว่าตนเองเป็นใครและมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัวได้  เขาจะเริ่มมองหาความหมายของชีวิตที่เชื่อมโยงกับผู้อื่น
  2. เป้าหมายที่เหนือกว่าตนเอง(Transcendent Purpose)    คือการที่ศิษย์มีเป้าหมายชีวิตที่ไม่ได้ทำเพื่อสนองตัณหาหรือความสำเร็จส่วนตัว (Hedonic)    แต่ทำเพื่อมวลมนุษย์หรือโลก (Eudaimonic)    ครูที่มี TSEL สูงจะทำหน้าที่เป็น "สะพาน" เชื่อมบทเรียนในตำราเข้ากับปัญหาจริงในสังคม    ทำให้เด็กเห็นว่า "ความรู้" มีไว้เพื่อ "รับใช้ผู้อื่น"

ผลกระทบระยะยาว  จากห้องเรียนสู่ระดับโลก

เมื่อศิษย์เติบโตขึ้นด้วยฐานคิดแบบ TSEL ผลกระทบจะเกิดขึ้นเป็นลูกคลื่น (Ripple Effect)  ดังนี้ 

  1. ต่อตัวศิษย์    มีความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience) สูงมาก    เพราะเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเองจะเป็นเกราะกำบังในวันที่เขาล้มลุกคลุกคลาน    เขาจะไม่ได้แค่ทำงานเพื่อเงิน แต่ทำงานด้วย "ปณิธาน"
  2. ต่อสังคม    ลดความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง    เพราะศิษย์ที่ผ่าน TSEL จะมีความตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness) ที่ลึกซึ้ง ถึงขั้นเข้าใจความเหลื่อมล้ำและอคติ    พวกเขาจะเป็นพลเมืองที่ลุกขึ้นมาสร้างความเป็นธรรม
  3. ต่อโลก    ปัญหาระดับวิกฤต (Wicked Problems) เช่น ภาวะโลกร้อน หรือสงคราม ต้องการมนุษย์ที่มี ความเห็นอกเห็นใจในระดับโลก (Global Empathy)  และมีความสามารถในการร่วมมือข้ามวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ TSEL 

 

การพลิกโฉม (Transform) ระบบการศึกษาและครูไทย

หากต้องการให้เด็กไทยไปถึงเป้าหมายที่เหนือผลประโยชน์ของตนเอง    เราไม่สามารถใช้วิธีเดิมในขวดใหม่ได้ แต่ต้อง "รื้อและสร้างใหม่" (Transformation) ดังนี้

ระดับระบบการศึกษา (Systemic Change)

  1. นิยาม ความสำเร็จใหม่   ต้องเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จของโรงเรียน จาก "คะแนนสอบ/อันดับมหาวิทยาลัย" เป็น "ผลกระทบทางสังคมที่นักเรียนสร้างขึ้น"
  2. นโยบายเน้นความเท่าเทียม   ระบบต้องเลิกเน้นการแข่งขันที่ผู้ชนะมีเพียงหนึ่งเดียว (Zero-sum game)    เปลี่ยนมาสนับสนุนการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning)
  3. สนามพลังบวก    ความปลอดภัยทางจิตใจต้องไม่ใช่ "ทางเลือก" แต่เป็น "มาตรฐาน" ที่ทุกโรงเรียนต้องมี เพื่อให้เด็กกล้าฝันและกล้าล้ม

ระดับครูไทย (Teacher Transformation)

  1. เปลี่ยนจากผู้ควบคุม เป็นผู้อำนวย    ครูต้องละวางอำนาจนิยม (Hierarchy) และเปลี่ยนบทบาทเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ที่พร้อมเรียนรู้ไปกับศิษย์
  2. สร้างวัฒนธรรมถ่อมตน   ครูไทยต้องฝึก "ความถ่อมตนทางวัฒนธรรม"    ยอมรับว่าโลกของเด็กและโลกของครูต่างกัน และพร้อมจะฟังเสียงของเด็กอย่างเท่าเทียม
  3. สมรรถนะทางสังคม-อารมณ์ของผู้ใหญ่ต้องมาก่อน   ครูไม่สามารถสอนสิ่งที่ตนเองไม่มีได้    ระบบต้องสนับสนุนให้ครูได้ดูแลจิตใจตนเอง (Self-care) และพัฒนาสมรรถนะสังคม-อารมณ์ของตนเองก่อนจะไปพัฒนาเด็ก

 

ระบบผลิตและพัฒนาครูต้องมีการพลิกโฉมในหลากหลายด้าน   เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนาทั้ง “ปัญญาภายนอก” (วิชาการ)  บูรณาการร่วมกับการพัฒนา “ปัญญาภายใน” (รู้จักตนเอง และผู้อื่น)    โดนประเด็นสำคัญที่สุดคือ ครูต้องรวมตัวกันพัฒนาให้ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้    เน้นเรียนรู้จากประสบการณ์  ที่ครูร่วมกันตกผลึกหลักการจากประสบการณ์   แล้วนำไปทดลองใช้    เกิดการหมุนวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์บูรณาการอยู่ในชีวิตประจำวันของการทำหนาที่ครู

วิจารณ์ พานิช

๒๔ ก.พ. ๖๙