หลังจาก บันทึก https://www.gotoknow.org/posts/726183 ออกเผยแพร่ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๘ ก็มีทั้งเสียงชมและเสียงตำหนิ โดยเสียงตำหนิดูจะรุนแรงกว่ามาก ว่าเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของ มทส.
ผมจึงปรึกษาท่านรองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภา ว่าน่าจะเปิดเวทีรับฟังเสียงของประชาคม มทส. ว่ามีข้อคิดเห็นต่อเรื่องราวในบันทึกอย่างไร เชื่อมโยงกับสภาพภายใน มทส. อย่างไรบ้าง นัดกันเช้าวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. ทั้งในห้องประชุม และออนไลน์ โดยผมเข้าฟังออนไลน์จากที่บ้าน และวางแผนกล่าวสรุปตอน ๕ นาทีสุดท้าย
วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๘ มี “แถลงการณ์ เรื่อง กรณีถูกพาดพิงให้เสียหายที่เผยแพร่ในสื่อสาธารณะ” ในไลน์กลุ่มกรรมการสภา
ก่อนการประชุมรับฟังในวันที่ ๒๕ กันยายน ผมถามตัวเองว่า ผมโง่หรือเปล่า ที่ยอมเปลืองตัว เขียนบอกสังคมและประชาคม มทส. ว่าต้องตื่นตัว ในเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดพฤติกรรมสีเทาที่เกิดขึ้นใน มทส. และต้องร่วมกันปกป้อง มทส. ไม่ให้ถูกพฤติกรรมสีเทาบุกรุกเข้ามามากขึ้นๆ และหาทางสร้างค่านิยมไม่ยอมรับพฤติกรรมสีเทา ให้เข้มแข็งภายใน มทส. และตอบตัวเองว่า ในการทำงาน คนเราต้องยอมเสียสละ ยอมเสี่ยงต่อความไม่พอใจของกลุ่มบุคคลที่มองต่าง หรือกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ โดยต้องเคารพและรับฟังความเห็นต่าง ซึ่งนำสู่การตัดสินใจจัดการรับฟังครั้งนี้
ในการประชุมรับฟังความเห็นเกือบสองชั่วโมง เห็นได้ชัดเจนว่าผู้เสนอความเห็น แยกออกเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่เห็นว่าข้อเขียนนี้ก่อผลเสียหายต่อ มทส. ในด้านทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง (ประมาณร้อยละ ๖๐) กับกลุ่มที่บอกว่า ข้อเขียนนี้ปลุกให้ประชาคม มทส. ตื่นขึ้นมารับรู้ว่ามีการกระทำสิ่งอาจจะไม่เหมาะสมอยู่ใน มทส. ที่จะต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิด เหตุการณ์ครั้งนี้จึงมีประโยชน์ต่ออนาคตของ มทส. (ร้อยละ ๔๐)
กลุ่มแรกบอกว่า หากมีพฤติกรรมผิดกฎระเบียบ ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งสภามหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินการเรื่องนี้แล้ว และในที่สุดความจริงจะปรากฎแก่ประชาคม มทส.
แน่นอนว่า ผมต้องทำใจยอมรับฟังเสียงกระแทก แสดงความไม่พอใจ และเรียกร้องให้รับผิดชอบ โดยไม่ตอบโต้ใดๆ โดยผมรู้สึกว่า คน มทส. มีวุฒิภาวะ และความสุภาพ ในการแสดงความเห็นต่าง และรับฟังซึ่งกันและกัน เป็นสัญญาณที่ดี ต่อการที่จะร่วมกันทำงานเพื่อให้ มทส. ทำประโยชน์ให้แก่สังคมไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่นครชัยบุรินทร์) ได้มากกว่าที่ผ่านมา
ที่จริงในที่ประชุม มีคนบอกที่ประชุมว่า ตนเองได้รับแจ้งเรื่องการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และตนเองก็ประสบด้วยตนเอง ซึ่งตรงกับที่สภามหาวิทยาลัยได้รับข้อมูลจากการรับฟังเสียงประชาคม มทส. และตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง เมื่อได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ สภาน่าจะจัดให้มีการสื่อสารต่อประชาคม ให้ทราบข้อเท็จจริง ซึ่งตรงกับข้อเรียกร้องในที่ประชุมวันนี้
ทั้งหมดนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการกำกับดูแล มทส. โดยสภามหาวิทยาลัย ที่ทำงานอย่างมีข้อมูลหลักฐาน และรับฟังความเห็นของประชาคม มทส. เป็นการริเริ่มการกำกับดูแลแบบมีส่วนร่วมและโปร่งใส รวมทั้งเอาจริงเอาจัง ไม่ประนีประนอม ต่อพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องทางจริยธรรม และทางวินัย
ใน ๕ นาทีสุดท้ายของการประชุม ผมสรุปต่อที่ประชุมว่า ได้ประกาศแล้วว่าการประชุมวันนี้ เป็นการรับฟัง ไม่ใช่การชี้แจง ผมสะท้อนให้ที่ประชุมทราบความรู้สึกเมื่อได้เข้ามาเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับ มทส. ว่าได้เห็นความเข้มแข็ง และเห็นโอกาสที่จะทำหน้าที่หนุนให้ มทส. ทำประโยชน์แก่บ้านเมือง และบางส่วนเป็นการทำประโยชน์แก่โลก ได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป
เป้าหมายของผม และเชื่อว่าของสภามหาวิทยาลัยฯด้วย คือ ช่วยกันป้องกันพฤติกรรมสีเทาที่ระบาดแพร่หลายอยู่ในสังคมไทย ไม่ให้แพร่เข้ามาใน มทส. เพื่อให้ มทส. ได้ใช้ศักยภาพทำประโยชน์แก่สังคมได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป จากการบริหารกิจการที่ดี
ผมได้แก้ความเข้าใจผิดของบางท่าน ที่คิดว่าสภามหาวิทยาลัยเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งในความเป็นจริงสภามหาวิทยาลัยเป็นฝ่ายกำกับดูแล ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าของมหาวิทยาลัย คือคนไทยหรือสังคมไทย ทำหน้าที่อภิบาล (governance) อย่างถูกต้องเหมาะสม ที่เรียกว่า ธรรมาภิบาล และความท้าทายร่วมกันของทุกฝ่ายใน มทส. คือ การดำเนินการให้มีหัวหน้าฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งมาทำหน้าที่
ผมได้ฝากท่านที่มาร่วมประชุมกว่า ๔๐๐ ท่าน ให้ไปแจ้งทั้ง ๓ ท่านที่เป็นผู้เข้ารับการสรรหาในรอบที่ ๑ ว่า ผมขอโทษ ที่มีส่วนทำให้ท่านไม่สบายใจ โดยผมไม่มีเจตนาให้เกิดผลเช่นนั้น เจตนาที่แท้จริงอยู่ที่การปกป้อง มทส. ให้เป็นองค์กรที่ใสสะอาด ปลอดจากเรื่องไม่ถูกต้องซุกซ่อนอยู่
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ก.ย. ๖๘