ว่าด้วยสัตบุรุษ

สัพภิสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๔. สตุลลปกายิกวรรค

หมวดว่าด้วยพวกเทวดาสตุลลปกายิกา

๑. สัพภิสูตร

ว่าด้วยสัตบุรุษ

             [๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป พวกเทวดาสตุลลปกายิกา (ผู้เทิดทูนธรรมของสัตบุรุษ) จำนวนมากมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร

             เทวดาองค์หนึ่งยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น

                          ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ

                          บุคคลรู้แจ้งสัทธรรม (ธรรมของสัตบุรุษ ได้แก่ ศีล ๕, ศีล ๑๐, สติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น ในที่นี้หมายถึงศีล ๕) ของพวกสัตบุรุษแล้ว

                          ย่อมเป็นผู้ประเสริฐ ไม่เป็นผู้ตกต่ำ

             ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น

                          ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ

                          บุคคลรู้แจ้งสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้วย่อมได้ปัญญา

                          หาได้ปัญญาจากคนอันธพาลอื่นไม่

ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น

                          ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ

                          บุคคลรู้แจ้งสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว

                          ย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางคนผู้เศร้าโศก

             ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น

                          ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ

                          บุคคลรู้แจ้งสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว

                          ย่อมรุ่งเรืองในท่ามกลางแห่งญาติ

             ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น

                          ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ

                          สัตว์ทั้งหลายรู้แจ้งสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมไปสู่สุคติ

             ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น

                          ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ

                          สัตว์ทั้งหลายรู้แจ้งสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว

                          ย่อมดำรงอยู่ได้ตลอดไป

             ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค คำของใครหนอเป็นสุภาษิต”

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยอ้อม แต่ขอพวกท่านจงฟังคำของเราบ้าง

บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น

                          ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ

                          บุคคลรู้แจ้งสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว

                          ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”

             พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคาถานี้แล้ว เทวดาเหล่านั้นมีใจยินดีถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหายตัวไป ณ ที่นั้นนั่นเอง

สัพภิสูตรที่ ๑ จบ

--------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก 

อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔

สัพภิสูตรที่ ๑

สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔            

อรรถกถาสัพภิสูตรที่ ๑

เรื่องผู้เทิดทูนธรรมสัตบุรุษ

            ได้ยินว่า ชนจำนวนมากด้วยกันได้ทำการค้าทางทะเล ใช้เรือแล่นไปสู่ทะเล. เมื่อเรือแห่งชนเหล่านั้นไปอยู่โดยเร็วปานลูกธนูอันบุคคลซัดไปแล้ว ในวันที่ ๗ จึงเกิดเหตุร้ายใหญ่ในท่ามกลางทะเล คือ คลื่นใหญ่ตั้งขึ้นแล้วก็ยังเรือให้เต็มไปด้วยน้ำ. เมื่อเรือกำลังจะจมลง มหาชนจึงนึกถึงชื่อเทวดาของตนๆ แล้วกระทำกิจมีการอ้อนวอนเป็นต้น คร่ำครวญแล้ว.
               ในท่ามกลางแห่งชนเหล่านั้น บุรุษคนหนึ่งนึกว่า เราต้องประสบภัยร้ายเห็นปานนี้แน่ จึงนึกถึงธรรมของตน เห็นแล้วซึ่งสรณะทั้งหลายและศีลทั้งหลายก็บริสุทธิ์แล้ว จึงนั่งขัดสมาธิ ดุจพระโยคี.
               พวกชนทั้งหลายจึงถามท่านถึงเหตุอันไม่กลัวนั้น.
               บุรุษผู้เป็นบัณฑิตนั้นจึงกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ใช่แล้ว เราไม่กลัวภัยเห็นปานนี้ เพราะเราถวายทานแก่หมู่แห่งภิกษุในวันที่ขึ้นเรือ เราได้รับสรณะทั้งหลายและศีลทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น เราจึงไม่กลัว ดังนี้.
               ชนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย ก็สรณะและศีลเหล่านี้สมควรแก่ชนพวกอื่นบ้างหรือไม่. บัณฑิตนั้นตอบว่า ใช่แล้ว ธรรมเหล่านี้ย่อมสมควรแม้แก่พวกท่าน. ชนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ขอท่านบัณฑิตจงให้แก่พวกเราบ้าง.
               ชนผู้เป็นบัณฑิตนั้นจึงจัดทำพวกมนุษย์เหล่านั้นให้เป็นพวกละร้อยคน รวมเป็น ๗ พวกด้วยกัน. ต่อจากนั้นก็ให้ศีล ๕.
               ในบรรดาชน ๗ พวกนั้น ชนจำนวนร้อยคนพวกแรกตั้งอยู่ในน้ำมีข้อเท้าเป็นประมาณ จึงได้รับศีล. พวกที่ ๒ ตั้งอยู่ในน้ำมีเข่าเป็นประมาณ... พวกที่ ๓ ตั้งอยู่ในน้ำมีสะเอวเป็นประมาณ... พวกที่ ๔ ตั้งอยู่ในน้ำมีสะดือเป็นประมาณ... ชนพวกที่ ๕ ตั้งอยู่ในน้ำมีนมเป็นประมาณ... พวกที่ ๖ ตั้งอยู่ในน้ำมีคอเป็นประมาณ... พวกที่ ๗ น้ำทะเลกำลังจะไหลเข้าปาก จึงได้รับศีล ๕ แล้ว.
               ชนผู้เป็นบัณฑิตนั้น ครั้นให้ศีล ๕ แก่ชนเหล่านั้นแล้ว จึงประกาศเสียงกึกก้องว่า สิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเฉพาะของพวกท่านไม่มี พวกท่านจงรักษาศีลเท่านั้น ดังนี้.
               ชนทั้ง ๗๐๐ เหล่านั้นทำกาละในทะเลนั้นแล้ว ไปบังเกิดขึ้นในภพดาวดึงส์ เพราะอาศัยศีลอันตนรับเอาในเวลาใกล้ตาย. วิมานทั้งหลายของเทวดาเหล่านั้นก็เกิดขึ้นเป็นหมู่เดียวกัน. วิมานทองของอาจารย์มีประมาณร้อยโยชน์เกิดในท่ามกลางแห่งวิมานทั้งหมด. เทพที่เหลือเป็นบริวารของเทพที่เป็นอาจารย์นั้น วิมานที่ต่ำกว่าวิมานทั้งหมดนั้นก็ยังมีประมาณถึง ๑๒ โยชน์.
               เทพเหล่านั้นได้พิจารณาผลกรรมในขณะที่ตนเกิดแล้ว ทราบแล้วซึ่งการได้สมบัตินั้น เพราะอาศัยอาจารย์ จึงกล่าวกันว่า พวกเราจักไป พวกเราจักกล่าวสรรเสริญคุณแห่งอาจารย์ของพวกเราในสำนักแห่งพระทศพล ดังนี้ แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาระหว่างมัชฌิมยาม.

เรื่องอธิมุตตกะสามเณร

               ได้ยินว่า สามเณรนั้นเป็นหลานของพระสังกิจจเถระนั้น. ในกาลครั้งนั้น พระเถระกล่าวกะสามเณรว่า ดูก่อนสามเณร เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอจงไปถามถึงอายุของเธอแล้วจงมา เราจักอุปสมบทให้ ดังนี้ สามเณรรับคำว่า ดีแล้วขอรับ ไหว้พระเถระแล้วถือบาตรและจีวรไปบ้านน้องหญิง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ดงอันเป็นที่อาศัยอยู่ของพวกโจร แล้วก็เที่ยวไปบิณฑบาต. น้องหญิงเห็นท่านแล้วไหว้แล้ว จึงนิมนต์ให้ไปนั่งในบ้านให้ฉันภัตตาหารแล้ว.
               สามเณรทำภัตกิจเสร็จแล้ว จึงถามถึงอายุของตน.
               นางตอบว่า ดิฉันไม่ทราบ แม่ย่อมทราบ.
               สามเณรกล่าวว่า ท่านจงอยู่ที่นี่ เราจักไปบ้านโยมมารดา แล้วก็ก้าวเข้าไปสู่ดง.
               บุรุษผู้เป็นโจรเห็นสามเณรแต่ไกล จึงส่งสัญญาณแก่พวกโจร. พวกโจรให้สัญญาณด้วยคำว่า ได้ยินว่า สามเณรองค์หนึ่งหยั่งลงสู่ดง พวกเธอจงไปนำสามเณรนั้นมา ดังนี้. โจรบางพวกกล่าวว่าเราจักฆ่า บางพวกกล่าวว่าเราจักปล่อย.
               แม้สามเณรก็คิดว่าเราเป็นพระเสกขะ มีกิจที่ควรทำแก่ตนอยู่ เราปรึกษากับพวกโจรเหล่านี้แล้ว จักทำความสวัสดีเป็นประมาณ จึงเรียกหัวหน้าโจรมา กล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราจักทำความอุปมา (ความเปรียบเทียบ) แก่ท่าน ดังนี้
               แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
                                   ในอดีตกาลอันยาวนาน ที่หมู่ไม้ในดงใหญ่ เสือดาวตัวหนึ่งเที่ยวดักเหยื่อตามทางโค้ง ในกาลนั้น มันได้ฆ่าจัมปกะเสียแล้ว เนื้อและนกทั้งหลายเห็นจัมปกะตายแล้ว ตกใจกลัว พากันหลบหลีกไปในเวลาราตรี จึงไม่เกิดประโยชน์แก่มันฉันใด ท่านฆ่าสมณะชื่ออธิมุตตกะ ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวลใจก็เหมือนกันนั่นแหละ ชนทั้งหลายผู้เดินทางจักไม่มา พวกท่านก็จักขาดทรัพย์ สมณะชื่อว่าอธิมุตตกะ ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลใจกล่าวคำจริงแท้ ชนทั้งหลายผู้เดินทางจักไม่มา ความเสื่อมแห่งทรัพย์จักมี.
               นายโจรกล่าวว่า
                                   ถ้าท่านเห็นคนเดินทางสวนมาแล้ว จักไม่บอกแก่ใครๆ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อท่านตามรักษาสัจจะนี้ได้ ก็จงไปตามสบายเถิด.
               สามเณรนั้นผู้อันพวกโจรเหล่านั้นปล่อยอยู่ ไปอยู่ แม้เห็นญาติทั้งหลายก็มิได้บอก ทีนั้นเมื่อญาติของสามเณรนั้นมาถึงแล้ว พวกโจรก็ช่วยกันจับแล้วทรมานอยู่ พวกโจรได้กล่าวกะมารดาของสามเณรซึ่งนางกำลังเสียใจ ประหารอกคร่ำครวญอยู่ว่า อธิมุตตกะจักถามท่านว่า อธิมุตตกะ บัดนี้มีกาลฝนเท่าไร แม่กระผมถามแล้วขอจงบอก พวกเราจักรู้ได้อย่างไร.
               มารดาของอธิมุตตกะกล่าวกะพวกโจรว่า
                                   เรานี้แหละเป็นมารดาของอธิมุตตกะ ผู้นี้แหละเป็นบิดา ผู้นี้เป็นน้องหญิง ผู้นี้เป็นพี่ชายน้องชาย ชนทั้งหมดในที่นี้เป็นญาติของอธิมุตตกะ. อธิมุตตกะมีปกติทำกิจอันไม่สมควรเลย เห็นญาติคนใดมาแล้ว ก็ไม่ห้าม ข้อนี้เป็นวัตรปฏิบัติของสมณะทั้งหลายผู้เป็นพระอริยะ ผู้มีธรรมเป็นชีวิตหรือหนอ.
               นายโจรกล่าวว่า
                                   อธิมุตตกะมีปกติกล่าวคำจริง เห็นญาติคนใดแล้วก็ไม่ห้าม เพราะความประพฤติความดีของอธิมุตตกะ ผู้เป็นภิกษุผู้มีปกติกล่าวคำจริง. ชนทั้งหมดผู้เป็นญาติของอธิมุตตกะปลอดภัยแล้ว ขอจงไปสู่ความสวัสดีเถิด.
               ญาติเหล่านั้นผู้อันโจรทั้งหลายปล่อยตัวแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ไปแล้วกล่าวกะอธิมุตตกะว่า พ่อ ชนทั้งหมดปลอดภัยแล้ว กลับมาสู่ความสวัสดี เพราะความประพฤติดีของท่านผู้เป็นภิกษุผู้กล่าววาจาสัตย์.
               พวกโจรทั้งห้าร้อยเลื่อมใสแล้ว จึงขอบวชในสำนักของสามเณรชื่ออธิมุตตกะ. สามเณรจึงพาศิษย์เหล่านั้นไปสู่สำนักพระอุปัชฌาย์ แล้วตนก็อุปสมบทก่อน ภายหลังจึงทำการอุปสมบทให้อันเตวาสิกของตน มีประมาณห้าร้อยเหล่านั้น. อันเตวาสิกทั้งหมดเหล่านั้นตั้งอยู่ในโอวาทของอธิมุตตกะเถระแล้ว ก็บรรลุซึ่งพระอรหัตมีผลอันเลิศ ดังนี้.
               เทวดาถือเอาความข้อนี้แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  บุคคลรู้สัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางแห่งญาติ ดังนี้.
               ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ฯลฯ ย่อมดำรงอยู่สบายเนืองๆ.

ลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค คำของใครหนอเป็นสุภาษิต.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย ก็แต่พวกท่านจงฟังคำของเราบ้างว่า
                         บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ
                         บุคคลทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง.

จบอรรถกถาสัพภิสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------