"ตลาดโต้รุ่ง ในวันวานจึงไม่ใช่แค่แหล่งรวมอาหาร แต่มันคือ "เครื่องบำบัดความเหงา" ของคนในจังหวัด เป็นโรงละครที่ใช้แสงไฟจากเตาถ่านและเสียงตะหลิวกระทบกระทะเหล็กเป็นตัวเบิกโรง ในวันที่ทีวีที่บ้านมีแต่จุดไข่ปลาและเสียงซ่า ตลาดโต้รุ่งทำหน้าที่เป็น "บ้านหลังที่สาม" ที่บังคับให้เราต้องสบตา สังเกตชีวิต และรับฟังเสียงหัวเราะของคนแปลกหน้า จนเกิดเป็นความรู้สึกว่า "เราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน""

             ในอดีต การส่งสัญญาณโทรทัศน์จากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัดใช้ "ไมโครเวฟ" ในการส่งสัญญาณต่อกันเป็นทอด ๆ ผ่านเสาสูง และถ้าพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล หรือมีภูเขากั้นก็จะรับสัญญาณไม่ได้เลย ทำให้ในต่างจังหวัด ถ้าจะรับชมโทรทัศน์จะต้องตั้งเสาอากาศสูง ๆ เมื่อรวมค่าตั้งเสาบวกรับเครื่องรับโทรทัศน์ก็มีราคาค่าใช้จ่ายที่สูงไม่น้อย

          แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การรับสัญญาณโทรทัศน์เข้าถึงในระดับครัวเรือนได้ง่ายขึ้น เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2522 ที่รัฐบาลได้เริ่มโครงการใช้ดาวเทียมเข้ามาช่วยในการเผยแพร่สัญญาณ โดยการเช่าช่องสัญญาณจาก ดาวเทียมปาลาปา (Palapa) ของประเทศอินโดนีเซีย และในปีเดียวกันนี้เอง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ได้เริ่มตั้งสถานีรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อถ่ายทอดสัญญาณไปสู่ต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก ส่วนกรมประชาสัมพันธ์ก็ได้เริ่มติดตั้งสถานีรับสัญญาณดาวเทียมขนาดเล็ก (TVRO) ในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อรับสัญญาณจากดาวเทียมปาลาปา แล้วปล่อยสัญญาณต่อให้คนในพื้นที่นั้น ๆ ได้ดูทีวีช่อง 3, 5, 7, 9 ได้ชัดเจนเป็นครั้งแรก

          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วิถีชีวิตของคนในช่วงก่อนปี 2522 ในยุคที่ภาพในทีวียังไม่ชัด และสื่ออินเทอร์เน็ตยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเฉกเช่นในทุกวันนี้ “ตลาดโต้รุ่ง” นับเป็นแหล่งรวมความสุขอย่างหนึ่งของเมือง ที่เป็นทั้งแหล่งอาหารการกิน เป็นแหล่งพบปะของผู้คน นอกเหนือจากสื่อวิทยุกระจายเสียงประจำบ้าน และโรงหนังที่ตั้งอยู่ในท้องถิ่น

ตลาดโต้รุ่ง: แหล่งรวมความสุขในวันที่ "เสาอากาศ" ยังสูงกว่าตึก

          หากย้อนกลับไปในยุคที่ทุกบ้านในต่างจังหวัดยังต้องมี "เสาอากาศอะลูมิเนียม" ตั้งตระหง่านสูงลิ่วบนหลังคา เพื่อพยายามดึงสัญญาณภาพจากอากาศ แต่ภาพที่ได้รับแม้จะมีการติดเครื่องขยายสัญญาณหรือบูตเตอร์ (Antenna Booster) แล้วก็ตาม ภาพที่ปรากฏก็มักจะมีจุดไข่ปลาที่พร่ามัวเป็นระยะ ส่วนบ้านที่ไม่มีทีวีให้ดูหลายคนยังคงจำได้ว่า "บ้าน" ในตอนหัวค่ำนั้นเงียบเหงาเพียงใด

          นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ "ตลาดโต้รุ่ง" ไม่ใช่แค่ที่สำหรับไปหาของกิน แต่มันคือ สถานที่ดึงดูดคนทั้งเมืองออกมามีชีวิตร่วมกัน ในฐานะที่เป็นแหล่งรวมอาหารการกินที่เราจะได้ยินเสียง "ตะหลิวกระทบกระทะเหล็ก" ที่ดังรัวเป็นจังหวะ สำหรับเด็กยุค 50-60 ปีก่อนนั้น มันเป็นภาพสะท้อนว่าเมืองนี้ยังตื่นอยู่ เราจะเห็นภาพแม่ค้าสะบัดกระทะจนไฟลุกพวยพุ่งออกมาตัดกับความมืด และควันที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันพืชและควันฟืน ความร้อนที่ออกมาจากเตา เมื่อผสมกับลมโชยยามค่ำคืน สร้างความอบอุ่นที่เกิดจากการได้เบียดเสียดอยู่ท่ามกลางมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งแอร์ที่เย็นฉ่ำในห้างสรรพสินค้าสมัยนี้ไม่สามารถเลียนแบบได้

          ในยุคที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนให้ก้มหน้าเช่นในปัจจุบัน การนั่งรออาหารหรือขนมหวานที่ตลาดโต้รุ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ถูกบังคับโดยสถานการณ์ให้ต้อง "สบตาและสังเกตคนรอบข้าง" เราจะเห็นว่าวันนี้ลูกป้าข้างบ้านแต่งตัวอย่างไร เห็นข้าราชการวัยเกษียณนั่งคุยเรื่องการเมือง เห็นกลุ่มวัยรุ่นหัวเราะเสียงดัง ช่วงเวลา 1 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม จึงกลายเป็น "ชั่วโมงทอง" ที่คนทั้งเมืองถูกดึงดูดให้มารวมตัวกันก่อนโทรทัศน์จะจบรายการและแยกย้ายกันเข้านอน มันคือจังหวะชีวิตร่วมกันที่มีความเหนียวแน่น ก่อนที่โลกอินเทอร์เน็ตจะทำให้เราต่างคนต่างอยู่เหมือนในปัจจุบัน

         มิใช่เพียงแค่นั้น ตลาดโต้รุ่งยังมี "เมนูลับ" ที่เรามักจะเรียกแม่ค้าที่คุ้นเคยว่า "ป้า..." "เจ๊..." และรู้รู้จักประวัติกันดีว่า “ร้านนี้เจ้าของดุแต่ใจดี" หรือ "ต้องมาก่อนทุ่มหนึ่งไม่งั้นหมด" หรือแม้กระทั่งร้านไหนต้องสั่งแบบไหนถึงจะได้รสชาติที่ "รู้ใจ" ความลับเหล่านี้ไม่มีอยู่ใน Google แต่มันดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ แต่ในขณะที่ทุกวันนี้ ทุกอย่างถูกรีวิวด้วยคะแนนดาว (Rating) ทำให้ความตื่นเต้นในการ "ลองผิดลองถูก" จึงหายไป เราไม่ได้ไปตลาดเพื่อ "ค้นหา" แต่เราไปเพื่อ "ยืนยัน"ภาพที่เห็นในเน็ต ที่เรามักจะถ่ายรูปอาหารก่อนจะชิมรสชาติด้วยซ้ำ ทำให้ความเป็น "ตัวจริง" (Authenticity) ถูกแทนที่ด้วยการบริโภค "ภาพจำลอง" ที่เน้นภาพลักษณ์ จนทำให้ "ผัสสะ" หรือการรับรู้ของเราทำงานน้อยลง 

ห้างสรรพสินค้า: พื้นที่แห่งการจ้องมองแต่ไม่สบตา

         นอกจากนี้ สิ่งที่สามารถพบเห็นความแตกต่าง เวลาไปเดินในห้างสรรพสินค้าที่มีความพลุกพล่านในยุคปัจจุบัน สำหรับคนวัย 50 ปีขึ้นไปที่เคยใช้ชีวิตในต่างจังหวัด หลายคนรู้สึก "เหงา" คำตอบที่ดีที่สุดก็คือ ห้างฯ ถูกออกแบบมาให้เราเป็นเพียง "ผู้บริโภค" ที่เดินสวนกันโดยไม่มีการปฏิสัมพันธ์กัน

          กระจก เหล็ก และแสงไฟภายในห้างฯ ที่สว่างจ้าสม่ำเสมอ เป็นการกำจัด "มิติของเวลา" ที่ทำให้ไม่รู้เลยว่าข้างนอกมืดหรือไม่ สภาวะเช่นนี้ทำให้เวลาเราเดินสวนกัน แต่ไม่มีแรงดึงดูดระหว่างกัน นอกเหนือจากนี้ ห้างฯ มีการแบ่งสัดส่วนที่ชัดเจน โต๊ะอาหารในศูนย์อาหารหรือ Food Court ก็ถูกออกแบบมาให้ "นั่งไม่นาน" ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ที่แข็งพอประมาณ แสงไฟที่สว่างเกินไป ทั้งหมดเพื่อผลักดันให้กินเสร็จแล้วออกไปซื้อของต่อ 

         ในขณะที่ตลาดโต้รุ่งไม่มีผนัง ทุกอย่างเชื่อมต่อกับถนน ลม แสงจันทร์ และคนเดินเท้า ประสานเข้ากับเสียงตะโกนสั่งอาหาร เสียงรถมอเตอร์ไซค์ เสียงหัวเราะ นั่นคือ "เสียงประสานของเมือง" ที่ทำให้รู้สึกว่าเรา "ไม่ได้อยู่คนเดียว" แม้จะมานั่งกินคนเดียวก็ตาม ความเปิดกว้างนี้ทำให้เกิด "การปะทะสังสรรค์โดยบังเอิญ" ที่เราอาจจะเจอครูเก่าที่โต๊ะข้าง ๆ หรือคุยเรื่องฟุตบอลกับคนที่ไม่รู้จัก ความโหยหา (Nostalgia) ที่มีต่อตลาดโต้รุ่ง จึงไม่ใช่แค่การโหยหารสชาติอาหาร ไม่ใช่แค่คิดถึง "บัวลอย" หรือ "ผัดไทย" เจ้าเก่า แต่เราคิดถึงตัวตนของเราที่เคยเชื่อมโยงกับผู้คนจริง ๆ สบตากันจริง ๆ และมีชีวิตอยู่ในโลกที่ "ความสุข" ไม่ได้ถูกวัดด้วยยอด Like แต่ถูกวัดด้วยเสียงหัวเราะข้างโต๊ะอาหารในคืนที่ยุคที่เสาอากาศทีวีรับสัญญาณยังพร่ามัว...

                                                                                                ตารางวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบยุคเสาอากาศสูงกับยุคสมาร์ทโฟน/ห้างสรรถสินค้า

มิติการวิเคราะห์

ยุคเสาอากาศสูง 

(Analog Social)

ยุคสมาร์ทโฟน/ห้างสรรพสินค้า 

(Digital Individual)

ความหมาย

ของพื้นที่

"The Third Place" 

บ้านหลังที่สามของทุกคน

"Transit Point" จุดรับอาหารหรือจุดถ่ายรูป
ปฏิสัมพันธ์ Face-to-Face (สบตาและสนทนา) Interface (สบตาหน้าจอและพิมพ์)

บทบาท

ของอาหาร

อาหารคือเครื่องมือสร้างบทสนทนา อาหารคือ Content สำหรับสร้างยอด Like
ความรู้สึกหลัก

Belonging 

(การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม)

Convenience 

(ความสะดวกสบายส่วนบุคคล)

          จากยุคที่ "เสาอากาศก้างปลา" ต้องเหยียดตัวสูงลิ่วเพื่อยื้อแย่งสัญญาณภาพที่พร่ามัวจากฟากฟ้า สู่ยุคที่ความบันเทิงระดับโลกคมชัดปลายนิ้วผ่านระบบดาวเทียมและไฟเบอร์ออปติก เราอาจได้ "ความชัดเจน" ของภาพและเสียงกลับมา แต่ในทางกลับกัน เรากำลังสูญเสีย "ความชัดเจนของปฏิสัมพันธ์มนุษย์" ไปอย่างน่าใจหาย

          ตลาดโต้รุ่ง ในวันวานจึงไม่ใช่แค่แหล่งรวมอาหาร แต่มันคือ "เครื่องบำบัดความเหงา" ของคนในจังหวัด เป็นโรงละครที่ใช้แสงไฟจากเตาถ่านและเสียงตะหลิวกระทบกระทะเหล็กเป็นตัวเบิกโรง ในวันที่ทีวีที่บ้านมีแต่จุดไข่ปลาและเสียงซ่า ตลาดโต้รุ่งทำหน้าที่เป็น "บ้านหลังที่สาม" ที่บังคับให้เราต้องสบตา สังเกตชีวิต และรับฟังเสียงหัวเราะของคนแปลกหน้า จนเกิดเป็นความรู้สึกว่า "เราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน"

          ในขณะที่ ห้างสรรพสินค้า หรือ โลกโซเชียล ในปัจจุบัน ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานของ "ความสะดวกสบาย" และ "ความเป็นส่วนตัว" เรามีทุกอย่างที่สมบูรณ์แบบ แสงไฟสว่างจ้าที่ลบเลือนมิติของเวลา และเก้าอี้ที่ออกแบบมาให้นั่งเพียงชั่วคราวเพื่อเร่งการบริโภค เราเดินสวนกันในพื้นที่ที่พลุกพล่านที่สุดแต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด เพราะเรามองเห็นกันผ่าน "หน้าจอ" (Interface) มากกว่าการสบตา (Face-to-Face)

          บทเรียนจากปรากฏการณ์ "ตลาดโต้รุ่ง" ชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า... ในวันที่เรามี Google คอยบอกทุกความลับของร้านอาหาร และมี Rating ดาวคอยการันตีรสชาติ เรายังหลงเหลือ "ความตื่นเต้น" ในการค้นพบมิตรภาพใหม่ๆ ระหว่างรออาหารอยู่หรือไม่?

          บางที ความโหยหา (Nostalgia) ที่เรามีต่อตลาดโต้รุ่งในอดีต อาจไม่ใช่การโหยหาภาพทีวีที่พร่ามัว หรือรสชาติอาหารเจ้าเก่าเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการโหยหา "ตัวตนของเรา" ในเวอร์ชันที่กล้าสบตาคนแปลกหน้า และมีความสุขง่าย ๆ เพียงแค่ได้ยินเสียงหัวเราะข้างโต๊ะอาหาร ในคืนที่แสงไฟนีออนสว่างไสว...แต่จิตใจเราเชื่อมโยงกันมากกว่าวันนี้หลายเท่าตัว....