การที่ท่านมีใจยินดี อยู่ในป่าแต่ผู้เดียวนี้ ปรากฏเป็นข้อน่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้า

กัฏฐหารสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๘. กัฏฐหารสูตร

ว่าด้วยคนหาฟืน

             [๒๐๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้นโกศล สมัยนั้น มาณพหลายคนซึ่งเป็นศิษย์ของพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่งเป็นคนหาฟืน พากันเข้าไปยังราวป่านั้นแล้วได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า อยู่ในราวป่านั้น จึงเข้าไปหาพราหมณ์ภารทวาชโคตรถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับพราหมณ์ภารทวาชโคตรดังนี้ว่า “ขอท่านพึงทราบ พระสมณโคดมประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้าอยู่ในราวป่า”

             ลำดับนั้น พราหมณ์ภารทวาชโคตรพร้อมด้วยมาณพเหล่านั้นเข้าไปยังราวป่านั้นแล้ว ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้าเช่นนั้นจริง จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วได้กราบทูลด้วยคาถาว่า

                          ภิกษุ ท่านเข้าไปสู่ป่าที่ว่างเปล่าปราศจากคน

                          ในป่าหนาทึบน่าหวาดเสียวนัก มีกายไม่ไหวหวั่น

                          มีประโยชน์อันงาม เพ่งพินิจอย่างดีหนอ

                          ท่านเป็นมุนีอาศัยป่า อยู่ในป่าแต่ผู้เดียว

                          ซึ่งไม่มีเสียงขับร้อง และเสียงบรรเลง

                          การที่ท่านมีใจยินดี อยู่ในป่าแต่ผู้เดียวนี้

                          ปรากฏเป็นข้อน่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้า

                          ข้าพเจ้าปรารถนาไตรทิพย์อันยอดเยี่ยม (หมายถึงพรหมโลก)

                          จึงอยากเป็นสหายกับท้าวมหาพรหมผู้เป็นอธิบดีของโลก

                          เหตุไรท่านจึงชอบใจป่าที่ปราศจากคน

                          ท่านทำความเพียรอยู่ที่นี้เพื่อจะบังเกิดเป็นพรหมหรือ

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          ความมุ่งหวัง (หมายถึงตัณหา) หรือความเพลิดเพลินอย่างใดอย่างหนึ่ง

                          ในอารมณ์หลายชนิดซึ่งมีอยู่ประจำทุกเมื่อนานาประการ

                          หรือตัณหาอันเป็นเหตุให้กระชับแน่นทั้งปวงนั้น

                          ซึ่งมีความไม่รู้เป็นมูลรากก่อให้เกิดต่อๆ ไป

                          เราทำให้สิ้นสุดพร้อมทั้งรากแล้ว

                          เรานั้นจึงไม่มีความมุ่งหวัง ไม่มีตัณหาอาศัย

                          ไม่มีตัณหาเข้ามาใกล้ มีปกติเห็นหมดจดในธรรมทั้งปวง

                          บรรลุสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม (หมายถึงพระอรหัต) ประเสริฐสุดแล้ว

                          เราจึงควรแก่ความเป็นพรหม แกล้วกล้า เพ่งพินิจอยู่ (หมายถึงเพ่งพินิจอยู่ด้วยฌาน ๒ อย่าง คือ (๑) รูปฌาน (๒) อรูปฌาน)

             เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต”

กัฏฐหารสูตรที่ ๘ จบ

--------------------