หนังสือ สังคม-อารมณ์ศึกษา พัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย เล่มนี้    เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ได้อ่านหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition (2025) Edited by Joseph A. Durlak, Celene E. Domitrovich, Joseph L. Mahoney ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับ SEL – Socio-Emotional Learning มากมาย    ผมเรียก SEL ในภาคไทยว่า สังคม-อารมณ์ศึกษา   และเขียนต้นฉบับหนังสือ สังคม-อารมณ์ศึกษา พัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย โดยการอ่านหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning การค้นคว้าเพิ่มเติม และการตั้งคำถามให้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยหาคำตอบ  ที่ผมนำมาปรับให้เหมาะสมต่อสังคมไทยยิ่งขึ้น   

สังคม-อารมณ์ศึกษายุคปัจจุบันต้องเป็น Transformative SEL (TSEL)  คือเป็นพลังพลิกโฉม (transform) ตัวตนของบุคคล และของสังคม   สู่สภาพที่มีสุขภาวะเพิ่มขึ้น และทั่วถึง ผ่านการถึงพร้อมพฤติกรรมด้านสังคม-อารมณ์   ทั้งระดับบุคคลและระดับชุมชน สังคม ประเทศ และโลก     สังคม-อารมณ์ศึกษา ที่เน้นผลกระทบต่อสังคมอย่างทั่วถึง จึงต้องเป็น สังคม-อารมณ์ศึกษาเชิงระบบ    คำนึงถึงองค์ประกอบที่รอบด้าน   ดำเนินการอย่างเป็นระบบ และในระยะยาว    มีวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์ นำมาปรับปรุงการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง   เป็นสังคม-อารมณ์ศึกษาของคนทั้งสังคม  ของกลไกหลักทั้งมวลของประเทศ   ไม่ใช่เพียงเป็นกลไกด้านการศึกษาเท่านั้น 

 

สังคม-อารมณ์ศึกษากับการเอื้ออำนาจ (Empowerment)  

สังคม-อารมณ์ศึกษายุคใหม่ หรือยุคพลิกโฉมสังคม นอกจากต้องยึดความเสมอภาคหรือเท่าเทียม (Equity) เป็นศูนย์กลางแล้ว   ยังต้องเน้นใช้พลังของการเอื้ออำนาจ (Empowerment)  เป็นพลังหนุนด้วย

สังคม-อารมณ์ศึกษา ที่ขาดความเท่าเทียม อาจเป็นกลลวงสำหรับใช้กดขี่เอาเปรียบคนที่ด้อยกว่า ให้ยอมทำตาม   ส่วนสังคม-อารมณ์ศึกษาที่ขาดการเอื้ออำนาจ จะไม่มีพลังที่จะนำสู่การพลิกโฉมสังคม   ไม่มีทางที่จะใช้ สังคม-อารมณ์ศึกษาเป็นเครื่องมือ  “วิวัฒน์ปัญญาสังคมไทย” ตามที่จะกล่าวในตอนต่อไป ได้   เพราะในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์มีพลังต่างๆ ซ่อนอยู่ในตัว อย่างมากมาย   หากการศึกษามีระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้ออำนาจ    พลังซ่อนเร้นเหล่านั้นก็จะออกมากระทำการ   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังสร้างสรรค์ สู่การพลิกโฉมสังคมเชิงโครงสร้าง

ในบริบท Transformative SEL การเอื้ออำนาจไม่ใช่แค่ “การให้กำลังใจ” หรือ “ให้คนตัดสินใจเอง”    แต่หมายถึงการสร้างเงื่อนไข และทรัพยากร ที่ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกพลังตัดสินใจ แสดงออก และสร้างผลกระทบต่อชีวิตตนเองและสังคมอย่างมีอำนาจจริง    ผู้เรียนที่ได้รับการเอื้ออำนาจ จะได้รับโอกาสสำคัญ ๔ อย่าง คือ  (๑) ได้มีเสียง(Voice) คือการที่ผู้เรียนได้พูด  ได้ออกความเห็น ได้รับการรับฟัง และมีผลต่อกิจกรรม หรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับตน  (๒) ตัดสินใจด้วยตนเอง(Decision)  สามารถตั้งเป้าหมาย  คิดแล้วลงมือ และมีผลลัพธ์ที่เกิดจากการเลือกของตน  (๓) มีสำนึกเชิงวิพากษ์ (Critical Consciousness)  มองเห็นโครงสร้างและบริบทที่มีอิทธิพลต่อชีวิต และสามารถตั้งคำถามหรือเปลี่ยนแปลงได้  (๔) มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม (Participation) ผู้เรียนได้เข้าร่วมในกระบวนการเรียนรู้และการตัดสินใจร่วมกับผู้อื่น

เมื่อได้รับการเอื้ออำนาจ ๔ อย่างนั้นแล้ว ผู้เรียนจะได้นำมาใช้ฝึกตน และเรียนรู้ฝึกฝนทักษะด้านสังคม-อารมณ์ตัวอื่นๆ ให้ครบถ้วนและเข้มแข็งยิ่งขึ้น เช่นทักษะการรับฟังผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับฟังความเห็นที่ต่างอย่างให้เกียรติหรือแสดงความเคารพ    ทักษะความร่วมมือ   ทักษะการให้และรับ (Give and Take)   ทักษะการอยู่กับความไม่ชัดเจนไม่แน่นอน(Ambiguity)    ทักษะการให้ความเห็นอกเห็นใจ (Compassion)    ทักษะการแข่งขันแบบร่วมมือ (Collaborative Competition)     ทักษะการให้ความรักแบบไร้เงื่อนไข (Unconditioned Love)  เป็นต้น 

ผมมีความเห็นว่า สังคม-อารมณ์ศึกษาแบบเอื้ออำนาจ ผสานกับการโค้ชที่ดี จะหนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพลิกโฉมตนเองในมิติด้านสังคมอารมณ์  สู่การเป็นผู้เห็นแก่ส่วนรวม และร่วมพลิกโฉมสังคม   

จะเห็นว่า Transformative SEL มีความเชื่อมโยงกับ Transformative Student Voice (gotoknow.org/posts/tags/TSV)  ตามที่เสนอไว้ในหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา  (๑)   

ผลกระทบโดยตรงต่อผู้เรียนจากการได้รับการเอื้ออำนาจ

เมื่อได้รับการเอื้ออำนาจ   และได้ทำกิจกรรม ตามด้วยการสะท้อนคิดร่วมกัน    ผู้เรียนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ

  • ทักษะการจัดการตนเอง หรือความมั่นใจตนเอง (Self-Efficacy)   ผู้เรียนจะมีความเชื่อว่า “ฉันสามารถทำให้สิ่งที่ฉันตั้งใจให้เป็นจริงได้”    นี่คือพลังที่จะนำไปสู่ ความกล้าที่จะเป็นผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมสังคมในอนาคต    เพราะจะเป็นคนมีเป้าหมายชีวิต  ความตั้งใจมุ่งมั่นยืนยาว  มีความอดทนมานะพยายามเมื่อเผชิญอุปสรรค
  • ความไว้วางใจตนเอง(Self-Trust)   ผู้เรียนจะรู้วิธีจัดการอารมณ์   รู้แหล่งแรงจูงใจของตน  รู้ว่าความผิดพลาดคือบทเรียน   นำสู่ความมั่นคงภายในระดับสูง
  •  ความตระหนักรู้เชิงวิเคราะห์ (Critical Awareness)    ผู้เรียนจะไม่รับข้อมูลหรือกฎเท่านั้น  แต่จะตั้งคำถาม   ทำความเข้าใจบริบท  มองผลกระทบต่อผู้อื่นและต่อสังคม  และ วิเคราะห์ “โครงสร้าง” ที่มีผลต่อชีวิต   นี่คือพื้นฐานของพลเมืองที่คิดเป็น
  • เกิดพลังร่วมริเริ่มกระทำการ(Collective Agency)   เมื่อแต่ละคนมีพลังแล้ว จะตามมาด้วยความร่วมมือ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การตัดสินใจร่วม การสร้างกติการ่วมที่เป็นธรรม    ซึ่งเป็นเป้าหมายของ Transformative SEL

 

ผลกระทบเชิงเปลี่ยนแปลงบรรยากาศทางสังคมของผู้เรียน

เมื่อ Transformative SEL และการเอื้ออำนาจเกิดผลจริง   จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน   ระหว่างผู้เรียนกับครู และผู้ใหญ่อื่นๆ ดังต่อไปนี้   

  • ความไว้วางใจต่อกันและกัน(Mutual Trust)    ทั้งไว้วางใจระหว่างบุคคล  และไว้วางใจต่อกลไกกฎระเบียบต่างๆ ของโรงเรียน   รวมทั้งลดอคติต่อกัน  ลดการแบ่งแยก    เกิดระบบความสัมพันธ์ที่แข็งแรง
  • ความผูกพันต่อสังคม(Civic Engagement)   และเข้าร่วมกิจกรรม (Collective Action)   ผู้เรียนที่ผ่านกระบวนการที่เอื้ออำนาจ จะสนใจปัญหาสังคม   เข้าร่วมกิจกรรมชุมชน  ร่วมแก้ปัญหาเชิงระบบ
  • ความเท่าเทียม และ การเปลี่ยนแปลงสังคม (Equity and Social Change)   เมื่อทุกคนได้รับอำนาจจริง  ความเหลื่อมล้ำจะลดลง   ระบบจะรับฟังเสียงคนชายขอบ   กติกาและพื้นที่สาธารณะจะเป็นธรรมขึ้น
  • สู่สุขภาวะในวงกว้าง    ผลของสังคม-อารมณ์ศึกษาแนวเอื้ออำนาจ ไม่ได้จำกัดที่ สุขภาพจิต หรือความสุขเฉพาะบุคคลเท่านั้น   แต่จะขยายสู่สุขภาวะชุมชน ที่สัมผัสได้   

ผมขอเสนอ การแปลงโฉม สังคม-อารมณ์ศึกษา สู่อวตารที่ไม่เพียงพัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย แต่จะมีผลยิ่งใหญ่ระดับ พัฒนาคุณภาพสังคมไทย ได้จริง    เรียกชื่อว่า ขบวนการวิวัฒน์ปัญญาสังคมไทย(Thailand Wisdom Evolution Movement)       

 

ขบวนการวิวัฒน์ปัญญาสังคมไทย

เน้นทั้งปัญญาภายนอก และปัญญาภายใน  เพื่อร่วมกันก้าวข้ามความท้าทายในสังคมทั้งที่เห็นเด่นชัด และที่ซ่อนเร้น    ในทุกอณู หรือทุกภาคส่วนของสังคม โดยไม่มุ่งตำหนิหรือกล่าวหาซึ่งกันและกัน    มุ่งหาสาเหตุ ระดับรากเหง้า (root cause) นำมาใช้ในการดำเนินการ วิวัฒน์ปัญญา (Wisdom Development)    ทั้งปัญญาภายนอก และปัญญาภายใน    ทั้งปัญญาบุคคล และปัญญาสังคม    ทั้งปัญญาของภาคส่วน และปัญญาเชิงระบบ 

นี่คือ ยุทธศาสตร์ชาติทางจิตวิญญาณและปัญญา ที่แปลงหลักการตะวันตก ตามที่เสนอในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition (2025)   และในแหล่งความรู้ด้าน SEL อื่นๆ ของตะวันตก    สู่การพัฒนาพลเมืองไทยให้มีปัญญา อารมณ์ จริยธรรม และพลังพลเมือง    ในลักษณะ “ตื่นรู้ภายใน เกื้อกูลภายนอก”    ร่วมสร้างระบบสังคมที่ยุติธรรม เอื้อการงอกงาม และร่วมสร้างอนาคตอย่างยั่งยืน    ประยุกต์ใช้พลังพลเมือง เพื่อพลิกโฉมสังคมไทย สู่สังคมรายได้สูง สังคมดี มีสุขภาวะถ้วนหน้า (Well-being for All)  และปรับตัวได้ต่อเนื่อง    เป็นสังคมแห่งปัญญาและเมตตา   

ใช้ โมเดล ๓ × ๓ × ๓ เป็นโครงสร้างปฏิบัติการหลัก

โมเดลการดำเนินการ ๓ × ๓ × ๓ ประกอบด้วย  ๓ ระดับ  ๓ แกนคุณค่า   ๓ กลไกขับเคลื่อน 

๓ ระดับ  ได้แก่

  1. บุคคล  การเติบโตภายใน เน้นฝึกสติรู้ตน  ควบคุมอารมณ์ จริยธรรม  พลังชีวิต (agency)   เพื่อพัฒนาด้าน ใจ–ปัญญา–อัตลักษณ์   สู่การเป็นคนที่มั่นคงภายใน 
  2. ความสัมพันธ์   ฝึกปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน  พัฒนาความไว้วางใจ  การสื่อสารเชิงเคารพและให้เกียรติกัน  ฝึกแก้ข้อขัดแย้ง  การมีส่วนร่วม   เป้าหมายการมีวัฒนธรรมร่วม เป็นชุมชนที่มีความเกื้อกูล 
  3. โครงสร้าง   เน้นการเปลี่ยนวัฒนธรรม สู่การมีนโยบายที่มีความยุติธรรม  กระจายอำนาจ รับฟังเสียงของประชาชน ระบบงบประมาณที่กระจายผลประโยชน์   เป้าหมายที่ระบบและอำนาจที่ไม่กดทับความเป็นมนุษย์ 

๓ แกนคุณค่า ที่บูรณาการกัน และเป็นเสมือนยาดำแทรกอยู่ในทุกเรื่อง ทุกกิจกรรม ได้แก่

  1. ความเท่าเทียม   ด้านโอกาส  ทรัพยากร เสียง  ศักดิ์ศรี   
  2. คุณธรรมสาธารณะ   ด้านความซื่อสัตย์  ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม  ความกล้าหาญทางจริยธรรม
  3. พลังพลเมือง(Agency)    ที่กล้าคิด  กล้าทำ  กล้าเปลี่ยน ไม่ยอมจำนน 

 

๓ กลไกขับเคลื่อน เพื่อพลิกโฉมสังคม  ได้แก่

  1. ระบบเรียนรู้จากประสบการณ์(Experiential Learning Cycle) ในชีวิตจริง   เช่น ร่วมกันทำโครงการเรียนรู้จากการรับใช้สังคม (Service Learning)   โครงการพัฒนาชุมชน (Community Development Project)    กิจกรรมสาธารณะ (Civic Action)   กิจกรรมสร้างนวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation) เป็นต้น 
  2. ระบบการสะท้อนคิดและสุนทรียสนทนา    เรียนรู้จากการรับฟังซึ่งกันและกัน   เปิดเผยความคิดต่อกัน    วงสุนทรียสนทนาข้ามวัย   เวทีชุมชน 
  3. การประเมินเพื่อพัฒนา(DE – Developmental Evaluation)    เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันตีความข้อมูล (ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ) ความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการที่มีเป้าหมายร่วมกัน   ร่วมกันปรับนโยบาย หรือหาทางพัฒนาสู่เป้าหมายนั้น โดยทุกคนมีส่วนร่วมกันดำเนินการต่อเนื่อง   

 

โมเดล ๔ เสาหลัก

เพื่อเป็นทางเลือก และเพื่อความชัดเจนในหลักการ ขอเสนอ อีกโมเดลหนึ่งสำหรับเลือกใช้ หรือใช้ควบคู่    คือโมเดล ๔ เสาหลัก  ประกอบด้วย

เสาหลักที่ ๑  การศึกษาฐานสมรรถนะใจ (SEL in Education)   สถาบันพัฒนาครูบูรณาการ TSEL ในการฝึกครูรุ่นใหม่และครูประจำการ    เปลี่ยนโรงเรียนจาก "โรงงานผลิตคนเก่ง" เป็น "พื้นที่ปลอดภัยของการเติบโต"   มี TSEL บูรณาการอยู่ในทุกกิจกรรม ทุกวิชา    เพื่อเป้าหมาย จิตใจเข้มแข็ง (Self-Awareness & Self-Management)  ใจเขาใจเรา (Social Awareness & Relationship Skills)   คิดเป็นทำเป็น (Responsible Decision-Making)   และจิตสาธารณะ (Transformative Civic Engagement)

ยกเลิกการประเมินครูด้วยเอกสาร แต่ประเมินด้วย "บรรยากาศห้องเรียน" (Classroom Climate) และทักษะการเป็น "กระบวนกร" (Facilitator)    ดูแลนักเรียน (และครู) ด้วยระบบ "เพื่อนช่วยเพื่อน" (Peer Support) ที่เข้มแข็ง ลดปัญหาการรังแก (Bully) ด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) แทนการลงโทษ   

ประเมินผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนแบบองค์รวม โดยใช้ Portfolio, การสังเกต, และการประเมินโดยชุมชน

เสาหลักที่ ๒  ครอบครัวและชุมชนฐานปัญญา (Community & Family SEL)    สร้าง "หมู่บ้าน/ชุมชน" ที่ทำหน้าที่เป็น "ตาข่ายรองรับทางใจ" (Safety Net)    วัด/มัสยิด 2.0  พัฒนาศาสนสถานให้เป็น "ศูนย์บำบัดทุกข์ทางใจ" (Spiritual Community Hub) โดยผู้นำศาสนาต้องผ่านการอบรมทักษะการฟัง (Deep Listening) และ Basic Counseling    พ่อแม่  มีหลักสูตร "พ่อแม่มือใหม่" ที่รัฐสนับสนุน (เรียนฟรี/ลดหย่อนภาษี) เพื่อสอน Positive Parenting ตัดวงจรความรุนแรงในครอบครัว    มีศูนย์เรียนรู้ครอบครัวสุขภาวะ ทุกอำเภอ   อสม. ทางจิต  ยกระดับ อสม. ให้มีทักษะคัดกรองสุขภาพจิตเบื้องต้น เพื่อดูแลคนในชุมชน   ธนาคารเวลาชุมชน แลกเปลี่ยนทักษะทางสังคม-อารมณ์ข้ามรุ่น   

เสาหลักที่ ๓  องค์กรแห่งความสุขและผลิตภาพ (Workplace Well-being)    เปลี่ยนที่ทำงานจาก "ระบบเจ้านาย-ลูกน้อง" เป็น "พื้นที่แห่งความร่วมมือ"    ความปลอดภัยทางใจ  กฎหมายแรงงานต้องคุ้มครอง "ความปลอดภัยทางใจ" ไม่ใช่แค่ทางกาย (เช่น การถูกคุกคาม ต้องร้องเรียนได้)    ผู้บริหาร  ผู้บริหารต้องผ่านการประเมิน EQ และธรรมาภิบาล (Governance) เพื่อแก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์   มีหลักสูตรผู้นำแห่งความเห็นอกเห็นใจ สำหรับผู้บริหาร   Reskilling  อบรมทักษะ "Empathy & Collaboration" ให้พนักงานทุกระดับ เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับ AI    ทุนสนับสนุน มีกองทุนพัฒนาความฉลาดทางสังคมและอารมณ์ในที่ทำงาน

เสาหลักที่ ๔  สื่อและพื้นที่ดิจิทัลสร้างสรรค์ (Digital Citizenship)    เพื่อสร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีวิจารณญาณและความรับผิดชอบ   ผ่านการส่งเสริมการบูรณาการ SEL ในรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และโซเชียลมีเดีย รวมทั้งป้องกันสื่อที่ชักจูงไปในทางเสื่อม เช่น  Algorithm Watchรัฐและภาคประชาสังคมร่วมมือกันตรวจสอบสื่อที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)    ส่งเสริมเนื้อหาสร้างสรรค์ สนับสนุนทุนสร้างสื่อ (ละคร, เกม, TikTok) ที่สอดแทรก SEL และความเท่าเทียม โดยไม่ยัดเยียดศีลธรรมแบบเก่า    ทุนสนับสนุนสื่อดี   กองทุนสื่อสร้างสรรค์มีทุนสนับสนุนสื่อเพื่อสังคมอารมณ์สุข    รางวัล จัด “รางวัลสื่อเมตตา”  เพื่อส่งเสริมเนื้อหาที่พัฒนาทักษะ SEL   

 

ไม่ว่าใช้โมเดลใด ขบวนการวิวัฒน์ปัญญาสังคมไทย สนธิ (synergy) สองพลังหลัก คือ “พลังแห่งสติและปัญญา”  และ “พลังแห่งความเท่าเทียมและเกื้อกูล”   

 

โครงสร้างกลไกกำกับและขับเคลื่อนเชิงนโยบาย

ประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ 

  1. ระดับชาติ   ผมมีความเห็นว่า เพื่อให้เกิดผลจริงจังและดำเนินการต่อเนื่องยาวนาน (๑๐ - ๒๐ ปี)   ไม่ควรใช้กลไกทางการเมือง   ควรใช้กลไกของความพร้อมใจกันของภาคประชาชน  องค์กรชุมชน ภาครัฐ (กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณสุข พัฒนาชุมชนและความมั่นคงของมนุษย์ มหาดไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) หน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นหน่วยราชการ (เช่น สสส.  ศูนย์คุณธรรม  มูลนิธิยุวพัฒน์)  และภาควิชาการ  ร่วมกันจัดตั้งและดำเนินการหน่วยกำกับดูแลและหนุนนำระดับชาติ   โดยมีคณะเลขานุการกิจที่เข้มแข็ง 
  2. กรอบพัฒนา และระดับเป้าหมายการดำเนินการ (Thailand SEL Framework)   สำหรับใช้เป็น “เข็มทิศร่วม” ของทุกภาคส่วน   กรอบดังกล่าวครอบคลุมคนทุกอายุ   ทั้งในเมืองและในชนบทห่างไกล   ทั้งคนในระบบที่เป็นทางการและคนนอกระบบ      
  3. งบประมาณแผ่นดิน แบบ เน้นความเท่าเทียม (Equity-based Budgeting)   คือพื้นที่เปราะบางได้มากกว่า    

 

กลไกขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ

ใช้ ๓ กลไกคือ   

  1. ใช้นโยบายเป็นคานงัด    ตัวชี้วัดความสำเร็จ  เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จของชาติ จาก GDP อย่างเดียว เป็น GDP + GNH (Gross National Happiness/Well-being)    ระบบงบประมาณ  จัดสรรงบประมาณแบบ "Integration" คือโครงการไหนมี SEL ผสมอยู่ จะได้รับงบสนับสนุนพิเศษ
  2. ใช้ความเท่าเทียมเป็นแว่นขยาย    ทุกโครงการต้องตอบคำถามว่า "คนกลุ่มเปราะบาง (คนจน, คนพิการ, กลุ่มชาติพันธุ์) ได้ประโยชน์อย่างไร"   จัดสรรทรัพยากรแบบ "เอียงข้างคนจน" (Pro-poor) คือให้โรงเรียน/ชุมชนที่ขาดแคลน มากกว่าปกติ เพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ
  3. ใช้ปัญญาเป็นเข็มทิศ   บูรณาการงานของ สสส., กรมสุขภาพจิต, กระทรวงศึกษาธิการ  ศูนย์คุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์  ฯลฯ  ให้เป็น "ภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญาแห่งชาติ" เพื่อไม่ให้ต่างหน่วยต่างทำ

 

ชาลาดำเนินการ(Implementation Platform) 

มีการออกแบบชาลาปฏิบัติการที่ส่งมอบผลลัพธ์การพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์เชิงระบบในชีวิตจริง เห็นผลกระทบได้ชัดเจน  อย่างน้อย ๓ กลุ่มคือ

  1. ชาลาปฏิบัติการในสถานศึกษา (โรงเรียน มหาวิทยาลัย)    สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัย (สนามพลังบวก)    มีสภานักเรียน  มีโครงงานฐานชุมชน กิจกรรมรับใช้สังคม   นักเรียนนักศึกษาร่วมกำหนดกติกาสถานศึกษา    มีกิจกรรม TSV / TSA (gotoknow.org/posts/tags/TSV และหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ๒๕๖๙)    
  2. ชาลาปฏิบัติการในชุมชน   มีชาลาการทำงานร่วมกันระหว่าง วัด (มัสยิด โบสถ์คริสต์)  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และศูนย์เรียนรู้ในชุมชน  รวมทั้งหน่วยงานที่เป็นกลไกสุขภาวะในชุมชน เช่น รพสต. (โรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำบล)  อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน) เพื่อร่วมกันสร้างกิจกรรม และระบบนิเวศที่หนุนการพัฒนาสังคม-อารมณ์ ในชีวิตประจำวัน ของคนในชุมชน   
  3. ชาลาปฏิบัติการในสถานที่ทำงาน หรือองค์กร    พัฒนา การเรียนรู้ด้านสังคม-อารมณ์ในที่ทำงาน (Work-place SEL)  เช่น ภาวะผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจ (empathy)    ระบบนิเวศสุขภาวะ   วัฒนธรรมแห่งคุณธรรมจริยธรรม  เป็นต้น  

ใช้โมเดล L-C-A-R-A-S  ๖ ขั้นตอน

เพื่อปฏิบัติ และฝึกการพัฒนาทักษะสังคม-อารมณ์ ในทุกกิจกรรม อย่างเป็นกิจวัตร   แนะนำให้ใช้โมเดล L-C-A-R-A-S  L = listen (ฟังอย่างลึก), C = co-design (ร่วมกันออกแบบ), A = act (ลงมือปฏิบัติ, R = reflect (สะท้อนคิด), A = adapt (ปรับปรุง), S = scale (ขยายผล)   โดยทำอย่างเป็นวงจรต่อเนื่องในทุกเรื่อง ทุกกิจกรรม จนเป็นนิสัย หรือเป็นวัฒนธรรม

กิจกรรมตัวอย่าง

เป็นกิจกรรมที่รวมตัวกันทำได้ทันที เช่น

  • กลุ่มเยาวชนพัฒนาหมู่บ้าน   ร่วมกันศึกษาหนังสือ วิถีชุมชน: คู่มือการเรียนรู้ที่ทำให้การทำงานชุมชนเป็นเรื่องสนุก (เครื่องมือ 7 ชิ้น) โดยโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ นำมาใช้หาปัญหาสำคัญของชุมชน  แล้วร่วมกันทำงานเพื่อแก้ปัญหาที่เลือกมา ๑ อย่าง   ซึ่งอาจต้องทำต่อเนื่องเป็นปี  และมีผู้ใหญ่ช่วยให้คำแนะนำปรึกษา   ในระหว่างนั้น มีการตั้งวงสะท้อนคิดร่วมกันว่า ตนได้เรียนรู้และพัฒนามิติด้านสังคม-อารมณ์ด้านใดบ้าง  เกิดการพัฒนาได้อย่างไร เพราะอะไร   คิดว่าเป็นคุณต่อชีวิตของตนในภายหน้าอย่างไร  เป็นต้น 
  • ในกิจกรรมข้างบน  อาจจัดเป็นเวทีสาธารณะในหมู่บ้าน  เชิญปราชญ์ชาวบ้าน และผู้นำชุมชนมารับฟังข้อค้นพบ และข้อเรียนรู้ของเยาวชน   เพื่อขอคำแนะนำ ช่วยหนุน และขยายผล 
  • เครือข่ายครอบครัวพัฒนาสังคม-อารมณ์   ในชุมชนหรือหมู่บ้าน   ตั้งวงคุยกันสัปดาห์ละ ๑ ชั่วโมง  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความสำเร็จ และความท้าทายในการโค้ชให้ลูกหรือบุตรหลาน รู้จักพัฒนามิติด้านอารมณ์-สังคมของตน  รู้จักจำกัดการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างพอเหมาะพอควร   รวมทั้งอาจแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาตนเองด้านสังคม-อารมณ์  เป็นต้น 
  • เวทีสุนทรียสนทนา ในชุมชน  ที่เป็นการเสวนาข้ามวัย  ข้ามกลุ่ม เพื่อเข้าใจซึ่งกันและกันในชุมชน
  • กลุ่มข้าราชการที่มีหัวใจของมนุษย์   ให้บริการประชาชนด้วยหัวใจ   รวมตัวกันสะท้อนคิดถอดบทเรียน ว่าวิถีปฏิบัติเช่นนั้นให้ผลดีด้านสังคม-อารมณ์แก่ตนเองอย่างไร    มีแนวทางยกระดับขึ้นไปอีก ได้อย่างไร   เป็นต้น 

 

หนุนด้วยตัวชี้วัดความสำเร็จ

ใช้ความสำเร็จเล็กๆ เป็นพลังหนุนการหมุนวงล้อหรือวงจรแห่งการพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์  ที่ส่งผลเชิงระบบให้เกิดชุมชนหรือสังคมสุขภาวะ   โดยต้องไม่มุ่งวัดเป็นคะแนน  ไม่มุ่งที่การได้คะแนนสูง   แต่มุ่งหาความสำเร็จเล็กๆ มาตีความสะท้อนคิดหาความหมายร่วมกัน ตามวงจร Kolb’s Experiential Learning Cycle   เพื่อใช้ หลักการเชิงนามธรรมที่ร่วมกันตีความได้ เป็นพลังหมุนวงจรกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 

ตัวชี้วัดที่น่าสนใจ เช่น

  1. ดัชนีความไว้วางใจ (Trust Index)   มีการศึกษาเชิงวิชาการเรื่องนี้มากมาย   สรุปง่ายๆ ว่า ความไว้วางใจมี ๓ มิติ คือ ไว้วางใจตนเอง  ไว้วางใจผู้อื่น  และไว้วางใจซึ่งกันและกัน    คนที่ความไว้วางใจตนเองต่ำ จะขี้ขลาดและคอร์รัปชั่นง่าย    หากความไว้วางใจคนอื่นต่ำสังคมจะแตกแยกและรุนแรง    หากความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (Mutual Trust) ต่ำเศรษฐกิจจะพังเพราะต้นทุนธุรกรรม (Transaction Cost) สูง    ขบวนการวิวัฒน์ปัญญาสังคมไทย ส่งเสริมให้มีการทำงานวิชาการเรื่องดัชนีความไว้วางใจในสังคมไทย   เอามาพัฒนาเป็นเครื่องมือที่ใช้ง่ายสำหรับคนทั่วไปนำมาใช้ประเมินผลกระทบของกิจกรรมที่ตนร่วมกันดำเนินการ
  2. วัดระดับความมั่นใจตนเอง (Self-Efficacy) ของผู้เข้าร่วม    ซึ่งมีวิธีวัดทั้งในระดับบุคคลและระดับกลุ่ม  ที่ทำได้ง่ายๆ เช่น
  • ในระดับบุคคล   ใช้ ๓ คำถาม (๑) เมื่อเจอปัญหาในชุมชน ท่านมั่นใจแค่ไหนว่าท่านมีส่วนช่วยแก้ได้  (๒) ท่านมั่นใจแค่ไหนในการพูดคุยกับคนที่คิดต่างจากท่าน  (๓) แม้จะยากลำบาก ท่านมั่นใจแค่ไหนว่าจะไม่ล้มเลิกกลางคัน   
  • วิธีวัดที่เรียกว่า การถามย้อนหลัง (Retrospective Pre-Test) ใช้คำถามว่า “ก่อนมาร่วมกิจกรรม วันนั้นท่านมีความมั่นใจระดับไหน... และวันนี้ท่านมีความมั่นใจระดับไหน”    
  • วัดเชิงพฤติกรรม (Behavioral Observation)   เช่น จาก "ผู้สังเกตการณ์" เปลี่ยนเป็น "อาสาสมัคร" หรือไม่    จาก "คนนั่งหลังห้อง" ขยับมา "นั่งหน้า/ถือไมค์" หรือไม่    มีการริเริ่มชักชวนคนอื่นมาร่วมด้วยหรือไม่

 

ความสำเร็จเล็กๆ ที่เห็นเป็นรูปธรรม เป็นพลังสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคง ขยายตัว และต่อเนื่อง ของ  ขบวนการวิวัฒน์ปัญญาสังคมไทย 

กลไกสนับสนุน (Support Mechanisms)

ขบวนการวิวัฒน์ปัญญาสังคมไทย ต้องการกลไกสนับสนุน   เพื่อให้เกิดวงจรการเรียนรู้ขึ้นในกิจกรรมและกระบวนการต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว    กลไกสนับสนุนจึงได้แก่

 

  • ระบบวิจัยและพัฒนา  เพื่อมีฐานข้อมูลติดตามผลระยะยาว ๒๐ ปี    มีการวิเคราะห์ประมวลผลสำหรับหนุนการปรับระบบ ปรับกลไกการดำเนินการเป็นระยะๆ   และเพื่อนำผลออกสื่อสารสังคม เพื่อให้มีแรงสนับสนุนจากสังคม
  • ระบบการประเมินเพื่อพัฒนา (DE – Developmental Evaluation)   เพื่อมีการเก็บข้อมูลทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative)   สำหรับนำมาตั้งวงสานเสวนา (dialogue)  ในหมู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย    เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบ และความท้าทาย ที่เกิดขึ้น   นำสู่การทำความเข้าใจหรือข้อตกลงการดำเนินการในระยะต่อไป ว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้ดำเนินการอะไรบ้าง    เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าต่อเนื่องของขบวนการวิวัฒน์ปัญญาสังคมไทย
  • ระบบงบประมาณสนับสนุน  ทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน  และภาคการกุศล   เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องระยะยาว   
  • ระบบการมีส่วนร่วม  เช่น สภาเยาวชนปัญญาชนสาธารณะแห่งชาติ    การจัดฟอรั่มวิวัฒน์ปัญญาสังคมไทย รายไตรมาส   โดยจัดในส่วนกลาง  และในภูมิภาคสลับกัน  สร้างความคึกคักต่อเนื่อง
  • ระบบข้อมูลและสารสนเทศที่มีความแม่นยำ ครบถ้วน และทันเวลา  สนับสนุนระบบวิจัยและพัฒนา สำหรับนำข้อมูลไปวิเคราะห์สังเคราะห์ประมวลองค์ความรู้ ออกสื่อสารคุณค่า
  • ระบบสื่อสารสาธารณะ   เพื่อสื่อสารคุณค่าต่อสังคมระยะยาว  สื่อสารความก้าวหน้า  สื่อสารความท้าทาย  สื่อสารความสำเร็จเล็กๆ ในพื้นที่หรือกลุ่มเฉพาะ ที่เป็นตัวอย่างให้แก่พื้นที่อื่นหรือกลุ่มอื่นได้   เป็นกลไกแลกเปลี่ยนเรียนรู้   

 

ระวังปัจจัยบ่อนทำลาย

ปัจจัยหรือพฤติกรรมบ่อนทำลายที่พบบ่อยได้แก่

  1. ทำเป็นโครงการชั่วคราว
  2. ทำแบบสั่งการจากบนลงล่าง
  3. วัดผลแบบปรนัย
  4. โยนความรับผิดชอบให้ครู หรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ 

 

ผลลัพธ์ที่จะ “พลิกโฉม” สังคมไทย 

หากดำเนินการตามโมเดลนี้ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงใน ๓ ระดับ ดังนี้ 

ระดับ จากสภาพปัจจุบัน สู่สภาพใหม่
คนไทย (ปัจเจก) ใช้อารมณ์นำ, เชื่อข่าวง่าย, รอคอยโชคชะตา มีสติรู้ทัน, คิดวิเคราะห์เป็น, เชื่อมั่นในศักยภาพตนเอง (Agency)
ความสัมพันธ์ (Interpersonal) เกรงใจจนก็บกด, นินทา, ขัดแย้งรุนแรง สื่อสารตรงไปตรงมาด้วยความเคารพ (Assertiveness), ฟังด้วยหัวใจ, ร่วมมือกัน
สังคม (Societal) ระบบอุปถัมภ์, เหลื่อมล้ำสูง, อำนาจนิยม สังคมที่เป็นธรรม (Equity), เคารพความหลากหลาย, มีความเป็นพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen)

 

สรุป

สังคม-อารมณ์ศึกษา แนวสร้างการพลิกโฉม (TSEL – Transformative Social and Emotional Learning)  มุ่งใช้สังคม-อารมณ์ศึกษา เป็นกลไกพลิกโฉมสังคม   สู่สังคมที่มีความเจริญรุ่งเรือง มีความเสมอภาค มีความครอบคลุม มีความมั่นคง ผ่านกลไกการเรียนรู้บูรณาการทุกด้าน รวมทั้งด้านสังคม-อารมณ์   ทั้งในระดับบุคคล องค์กร ชุมชน สังคม ประเทศ และโลก    โดยเน้นการเรียนรู้และพัฒนาที่บูรณาการอยู่ในทุกกิจกรรมของสังคม

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ก.พ. ๖๙  ปรับปรุง ๑๕ มี.ค. ๖๙