ว่าด้วยความสุขเป็นอันมาก

พหุธิติสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๑๐. พหุธิติสูตร

ว่าด้วยความสุขเป็นอันมาก

             [๑๙๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้นโกศล สมัยนั้น โคพลิพัท ๑๔ ตัวของพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่งได้หายไป

             ครั้งนั้น พราหมณ์ภารทวาชโคตรเที่ยวแสวงหาโคพลิพัทเหล่านั้นอยู่ เข้าไปถึงราวป่านั้น ได้พบพระผู้มีพระภาคประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า อยู่ในราวป่านั้นแล้วเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          โคพลิพัท ๑๔ ตัว ของพระสมณะนี้ไม่มีแน่

                          แต่ของเราหายไปได้ ๖๐ วันเข้าวันนี้

                          เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข

                          ต้นงาทั้งหลายที่ไม่งาม

                          มีเพียงใบสองใบ ในไร่ของพระสมณะนี้ไม่มีแน่

                          เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข

                          หนูทั้งหลายในฉางข้าวเปล่า ที่รบกวนพระสมณะนี้

                          ด้วยการยกหูชูหางขึ้นกระโดดโลดเต้นไม่มีแน่

                          เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข

                          เครื่องลาดของพระสมณะนี้ใช้ตั้งเจ็ดเดือน

                          ที่จะเกลื่อนกล่นด้วยสัตว์เล็กสัตว์น้อยทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นไม่มีแน่

                          เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข

                          หญิงหม้ายมีลูกสาว ๗ คน

                          มีลูกชายหนึ่งคนหรือสองคน

                         แต่ของพระสมณะนี้ไม่มีแน่

                          เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข

                          แมลงวันตัวลาย ชอบไต่ตอมคนหลับ

                          ที่จะไต่ตอมพระสมณะนี้ไม่มีแน่

                          เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข

                          ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลาย

                          ที่จะตามทวงหนี้พระสมณะนี้ว่า

                          ‘ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้’ ไม่มีแน่

                          เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข

             พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระคาถาว่า

                          พราหมณ์ โคพลิพัท ๑๔ ตัวของเราไม่มีเลย

                          แต่ของท่านหายไปได้ ๖๐ วันเข้าวันนี้

                          เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข

                          ต้นงาทั้งหลายที่ไม่งาม

                          มีเพียงใบสองใบ ในไร่ของเราไม่มีเลย

                          เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข

                          หนูทั้งหลายในฉางข้าวเปล่า ที่จะรบกวนเรา

                          ด้วยการยกหูชูหางขึ้นกระโดดโลดเต้นไม่มีเลย

                          พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข

                          เครื่องลาดของเราใช้ตั้งเจ็ดเดือน ที่จะเกลื่อนกล่น

                          ด้วยสัตว์เล็กสัตว์น้อยทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นไม่มีเลย

                          เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข

                         หญิงหม้ายมีลูกสาว ๗ คน

                          มีลูกชายหนึ่งคนหรือสองคน

                          แต่ของเราไม่มีเลย

                          เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข

                          แมลงวันตัวลาย ชอบไต่ตอมคนหลับ

                          ที่จะไต่ตอมเราไม่มีเลย

                          เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข

                          พราหมณ์ ในเวลาใกล้รุ่ง

                          เจ้าหนี้ทั้งหลาย ที่จะตามทวงหนี้เราว่า

                          ‘ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้’ ไม่มีเลย

                          เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข

             เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระสมณโคดมผู้เจริญ พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ”

             พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้บรรพชาอุปสมบท ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว ท่านพระภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่เหล่ากุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”

             อนึ่ง ท่านพระภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย

พหุธิติสูตรที่ ๑๐ จบ

--------------------

อรรถกถาพหุธิติสูตรที่ ๑๐

          พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นธรรมอันเป็นอุปนิสัยพระอรหัตของพราหมณ์นั้น ทรงพระดำริที่จะไปสงเคราะห์พราหมณ์ จึงเสด็จไปประทับอยู่ในไพรสณฑ์นั้น. ก็แลเมื่อประทับนั่งอย่างนี้ ได้ประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีที่หนาทึบ ๖ สี.

          โคที่พราหมณ์ใช้ไถนาแล้วปล่อย เที่ยวไปปากดง หนีไปเมื่อพราหมณ์ไปบริโภคอาหาร. พราหมณ์มีความโทมนัสครอบงำเที่ยวไป คิดว่า พระสมณโคดมนี้ประทับนั่งเป็นสุขหนอ ดังนี้เข้าไปเฝ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพราหมณ์นั้นพรรณนาความทุกข์ด้วยคาถา ๗ คาถาเหล่านี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า พราหมณ์ ทุกข์ที่ท่านพรรณนามานั้นทั้งหมดไม่มีแก่เรา จึงใช้คาถาตอบพราหมณ์ขยายพระธรรมเทศนา. (เพื่อจะแสดงว่า พราหมณ์ฟังพระคาถาเหล่านั้น เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งอยู่ในสรณะ ๓ บวชแล้วบรรลุพระอรหัต) 

  ก็แหละพระผู้มีพระภาคเจ้าให้พราหมณ์นั้นบวชแล้ว พาไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ในวันรุ่งขึ้นมีพระเถระนั้นเป็นปัจฉาสมณะได้เสด็จไปยังทวาร พระราชมณเฑียรของพระเจ้าโกศล. พระราชาทรงสดับว่า พระศาสดาเสด็จมา จึงเสด็จลงจากปราสาท ถวายบังคมแล้วทรงรับบาตรจากพระหัตถ์ อาราธนาพระตถาคตให้เสด็จขึ้นบนปราสาท ให้ประทับนั่งเหนือพระแท่น ทรงล้างพระยุคลบาทด้วยน้ำหอม ทาด้วยน้ำมันที่หุงร้อยครั้ง ให้นำข้าวยาคูมา ทรงถือทัพพีทองด้ามเงิน ทรงน้อมเข้าไปถวายพระศาสดา.
         พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิด.
         พระราชาทรงหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระตถาคตกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าข้าพระองค์มีโทษ ขอพระองค์โปรดอดโทษ.
         พระศาสดาตรัสว่า ไม่มีโทษดอก มหาบพิตร.
         พระราชาตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์ไม่รับข้าวยาคู.
         ปลิโพธ ความกังวล มีอยู่ มหาบพิตร.
         ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เหตุไรเล่า ผู้ไม่รับข้าวยาคูพึงได้ปลิโพธ ข้าพระองค์สามารถทำปลิโพธหรือ โปรดรับข้าวยาคูเถิด พระเจ้าข้า.
         พระศาสดาทรงรับแล้ว.
         แม้พระเถระแก่หิวมานานจึงดื่มข้าวยาคูตามความต้องการ.
         พระราชาทรงถวายขาทนียโภชนียะ ในเวลาเสร็จภัตกิจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์อุบัติในวงศ์โอกากราช ซึ่งมีมาตามประเพณี ทรงละสิริราชสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงผนวชบรรลุความเป็นผู้เลิศในโลกแล้ว พระองค์ยังจะมีปลิโพธอะไรอีกเล่า พระเจ้าข้า.
         มหาบพิตร ความปลิโพธของพระเถระผู้แก่รูปนี้ เป็นเช่นปลิโพธของอาตมาเหมือนกัน.
         พระราชาทรงไหว้พระเถระตรัสถามว่า ท่านขอรับ ท่านมีปลิโพธอะไร.
         พระเถระถวายพระพรว่า มีความปลิโพธเรื่องหนี้ มหาบพิตร.
         เท่าไร ขอรับ. ทรงนับดูเถิด มหาบพิตร.
         เมื่อพระราชาทรงนับว่า ๑, ๒, ๑๐๐, ๑,๐๐๐ ดังนี้ นิ้วพระหัตถ์ไม่พอ.
         ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า พนายจงไปตีกลองร้องประกาศในพระนครว่า เจ้าหนี้ของพหุฐิติกพราหมณ์ทั้งหมดจงประชุมกันในพระลานหลวง. พวกมนุษย์ได้ยินเสียงกลองประชุมกันแล้ว. พระราชาให้นำบัญชีมาจากมือของเจ้าหนี้เหล่านั้น ได้พระราชทานทรัพย์ไม่หย่อนกว่าหนี้ที่กู้มาทั้งหมด. ในที่นั้น ทองมีราคาหนึ่งแสน.
         พระราชาตรัสถามอีกว่า ท่านขอรับ ปลิโพธอื่นยังมีอีกไหม.
         พระเถระถวายพระพรว่า พระมหาราชสามารถทรงใช้หนี้ให้แล้วตรัสถาม จึงกล่าวว่า เด็กหญิง ๗ คนเหล่านี้เป็นปลิโพธใหญ่ของอาตมา.
         พระราชาทรงส่งยานไปรับธิดาทั้งหลายของพระเถระนั้นมา ทรงทำเป็นธิดาของพระองค์ แล้วทรงส่งไปยังเรือนตระกูลสามีนั้นๆ แล้วตรัสถามว่า ท่านขอรับ ยังมีปลิโพธอื่นอีกไหม.
         พระเถระถวายพระพรว่า นางพราหมณี มหาบพิตร.
         พระราชาทรงส่งยานไปนำนางพราหมณีมา ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งพระอัยยิกา แล้วตรัสถามอีกว่า ท่านขอรับ ยังมีปลิโพธอื่นอีกไหม.
         พระเถระถวายพระพรว่า ไม่มี มหาบพิตร.
         พระราชามีรับสั่งให้พระราชทานผ้าจีวร ตรัสว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงทราบความเป็นภิกษุของท่านว่าเป็นของข้าพเจ้า.
         พระเถระถวายพระพรว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร.
         ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า ท่านขอรับ ปัจจัยทุกอย่างมีจีวรและบิณฑบาตเป็นต้น จักเป็นของของพวกเราจัดถวาย ขอท่านจงยึดถือพระทัยพระตถาคต บำเพ็ญสมณธรรมเถิด.
         พระเถระไม่ประมาท บำเพ็ญสมณธรรมตามนั้นทีเดียว ถึงความสิ้นอาสวะต่อกาลไม่นานนักแล.