การจัดการโลจิสติกส์ อารีย์ แผ้วสกุลพันธ์
ในยุคแห่งการแข่งขันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับการบูรณาการเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน ซึ่งได้แก่ การสร้างประสิทธิภาพในการตอบสนอง การสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ดังนั้น กระบวนการโลจิสติกส์จึงต้องประสานกิจกรรมภายในองค์กรกับองค์กรคู่ค้าหรือผู้ส่งมอบ เรียกว่า ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain ) การบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน จึงประกอบด้วย • การพยากรณ์ยอดขายและการจัดหาจัดซื้อ (Sales Forecasting & Procurement) • การขนส่งทั้งขาเข้าและขาออก (Inbound and Outbound Transporation) • การวางแผนการผลิต (Production Planning) • การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management) • การคลังสินค้า (Warehousing) • การให้บริการลูกค้า (Customer Service) • กระบวนการรับคำสั่งซื้อ (Order Processing)
โลจิสติกส์แบบบูรณาการหรือแบบหนึ่งเดียวกัน (Integration Logistics) จะต้องให้ความสำคัญกับ การจัดการกิจกรรมสำคัญที่เรียกว่า RIMS ซึ่งประกอบด้วย 1) การจัดการความสัมพันธ์ (Relation Management) 2) การจัดการข้อมูลสารสนเทศ (Information Technology Management) 3) การจัดการวัตถุดิบและสินค้า (Materials Management) 4) ผู้ให้บริการ (Services Provider หรือ Outsources) กิจกรรมทั้ง 4 ที่เรียกว่า RIMS ซึ่งมีนัยสำคัญอีกประการหนึ่งว่า Logistics จะขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบบูรณาการจะต้องมีการจัดการกิจกรรม RIMS ภายใต้เครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Network) โดยกิจกรรมของ RIMS ต่างดำเนินกิจกรรมตามความถนัดและความเชี่ยวชาญของตน ( Service on Individual Specialize) เช่น ผู้ผลิต ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้จัดจำหน่าย การจัดการกระบวนการต่างๆ ข้างต้น ที่ประกอบเป็นโครงข่าย Logistics นั้น มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ความพยายามที่จะลดต้นทุนหรือ บทบาทของระบบงานใดงานหนึ่งหรือของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอย่างไม่เป็นบูรณาการ (Integration) มักจะทำให้กระทบในส่วนอื่น เช่น การลดต้นทุนการจัดซื้อด้วยการจัดซื้อทีละมากๆ จะทำให้เกิดต้นทุนในการจัดเก็บวัสดุคงคลังสูงขึ้นเป็นปัญหาต่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนรวมและปัญหากระแสเงินสดของกิจการ เป็นต้น การจัดการ Logistics จำเป็นต้องพิจารณาของภาพรวมทั้งระบบ ที่เรียกว่า Integrated Logistics Management