ข่าว ศ. นพ. ประเวศ วะสี ถึงแก่กรรม คืนวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๒๐.๕๓ น. (๑)  นำสู่บันทึกนี้    ท่านเป็นเสมือน “พ่อคนที่สอง” ของผม คือเป็นผู้ลิขิตชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ให้แก่ผม   

พ่อจริง นายดำริ พานิช ชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ตำบลท่ายาง อำเภอเมืองจังหวัดชุมพร ให้กำเนิดผม   ส่งผมเข้าเรียนเพื่อเป็นแพทย์   และประสบความสำเร็จดียิ่ง   คือเรียนจบได้ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล    มีอนาคตสดใส   

พ่อคนที่สอง อาจารย์หมอประเวศ เข้ามาพัวพันชีวิตผมในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ (เมื่อผมอายุย่าง ๒๒ ปี)   ราวๆ มีเดือนมีนาคม    ขณะที่ผมเรียนที่ศิริราช ผ่านชั้นปีที่ ๒  ปิดเทอมฤดูร้อน    มีเพื่อนมาบอกว่า อ. หมอประเวศรับสมัครนักศึกษาแพทย์ปี ๒ ทำวิจัยเรื่อง G6PD   เมื่อไปสมัคร  และอาจารย์จัดประชุมทำความเข้าใจงาน    อาจารย์บอกว่างานวิจัยนี้มี ๒ ส่วน    คือ (๑) งานวิจัยแบบ screening หาอุบัติการณ์ของภาวะพร่องเอ็นไซม์ จี-๖-พีดี ในชายไทย   กับ (๒) งานวิจัยหาค่าเอ็นไซม์ จี-๖-พี ดี ในคนปกติ ไม่พร่องเอ็นไซม์ นี้   และในคนพร่องเอ็นไซม์  โดยที่งานที่สองต้องการคนที่มีความละเอียดประณีตเป็นพิเศษ    เพื่อนๆ ชี้มาที่ผมกับประวิทย์ (ไอ้ลิ้ม)    ประวิทย์ คัดนภาพรชัย กับผมจึงเป็นทีมวิจัย G-6-PD Quantitative Analysis   

จำได้ว่า เพื่อนที่ทำงานวิจัยชุดแรก  จะเอาขวดเลือดคนที่ไปตรวจแบบคัดกรอง พบว่า จี-๖-พีดี ในเม็ดเลือกแดงปรกติ กับกลุ่มที่พบว่าพร่อง    เอาไปใส่ในตู้เย็นที่หน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ แยกเป็นเลือดคนปรกติ กับเลือดคนที่พร่อง    ประวิทย์ กับผมไปเรียนรู้วิธีใช้  Spectrophotometer จากอาจารย์    และวิธีทำ hemolysate เอาไปใส่ในหลอดแก้ว เติมสารเคมี แล้วถ่ายใส่หลอดแก้วสำหรับเอาไปใส่ในช่องของ Spectrophotometer เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของความเข้มแสงที่ ๓๔๐ นาโนมีเตอร์  วัดความเข้มของ NADPH ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาที่กระตุ้นด้วยเอ็นไซม์ จี-๖-พีดี ตามเวลา ๐, ๒, ๔, .... ๑๖ นาที    เอามา ใส่ค่าในแผ่นกระดาษกราฟ เพื่อคำนวณค่าความชัน เอาไปคำนวณค่าระดับ จี-๖-พีดี ในเม็ดเลือดแดงของผู้นั้น

เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฝึกใช้ Spectrophotometer    และวิธีทำงานทางห้องปฏิบัติการเพื่อรายงานผลอย่างแม่นยำ    ที่นำสู่ชีวิตนักวิจัยในเวลาต่อมายาวนาน    

ปลายปี ๒๕๐๗ ในงานประชุมวิชาการของคณะ เป็นครั้งแรกที่มีนักศึกษาแพทย์ขึ้นเสนอผลงานวิจัย เป็นที่ฮือฮา     คือผลงานวิจัย จี-๖-พีดี ทั้งสองโครงการ    โดยโครงการ วัดระดับเอ็นไซม์ จี-๖- พีดี ในชายไทยที่พร่องเอ็นไซม์นี้ ผมเป็นผู้นำเสนอ    ทำให้ผมได้เป็นที่รู้จักต่อคณาจารย์ รุ่นพี่  เพื่อนๆ และรุ่นน้อง   เป็นจุดเริ่มต้นสู่ชีวิตหมอนักวิจัยในเวลาต่อมา   

น่าจะราวๆ กลางปี ๒๕๐๘  เมื่อผมเรียนแพทย์ปีสุดท้าย อาจารย์หมอประเวศชวนให้ผมไปเรียนต่อปริญญาเอก ด้านมนุษยพันธุศาสตร์ (Human Genetics) เน้น Population Genetics  ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน    โดยได้รับทุน China Medical Board    เพื่อกลับมาร่วมทีมวิจัย ธาลัสซีเมีย ของหน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล   

เด็กๆ ได้รับการยอมรับจากอาจารย์ที่ตนเคารพยกย่องว่าเป็นปราชญ์ เป็นผู้เรียนจบแพทยศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมเหรียญทอง ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลไปทำปริญญาเอกที่อเมริกา   ก็หัวใจพองโต    รู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับอย่างสูง ทั้งๆ ที่ผลการเรียนไม่ได้เด่นมาก   และมีเพื่อนหลายคนผลการเรียนเด่นกว่า   แต่อาจารย์กลับมาเลือกเรา   ก็รับโอกาสนั้นทันทีหลังแจ้งพ่อแม่  ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร   ก็ดีใจว่าลูกชายคนโตจะได้ไปเรียนเมืองนอก    ถือเป็นความสำเร็จในชีวิตที่ไม่คาดฝัน    

แต่เมื่อไปเรียนมนุษยพันธุศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งผลการเรียนอยู่ในระดับดี   ผมก็เกิดอาการสับสนในชีวิต   และตัดสินใจกลับมาหลังเรียนจบ ๑ ปี ได้รับปริญญาโท    อาจารย์หมอประเวศ ต้องหาทางบรรจุผมเป็นข้าราชการ เพื่อมาทำงานที่หน่วยโลหิตวิทยา    ได้ไปบรรจุเป็นอาจารย์ที่บัณฑิตวิทยาลัย    ที่ช่วยให้ผมได้ริเริ่มงานวิจัยศึกษาคุณสมบัติของเอ็นไซม์  จี-๖-พีดี ในคนที่เม็ดเลือดแดงพร่องเอ็นไซม์นี้   ยืนยันว่าเป็นชนิดที่แตกต่างจาก ภาวะพร่องเอ็นไซม์ในคนนิโกร และคนผิวขาว   และได้เรียนรู้สมรรถนะนักวิชาการมหาวิทยาลัยจากอาจารย์หมอประเวศ และอาจารย์หมอสุภา (ณ นคร) เป็นเวลา ๕ - ๖ ปี ก็ร้อนวิชา     อยากไปตั้งตัวในที่ใหม่    ก็ไปขออนุญาต อ. หมอประเวศ ย้ายไปเป็นอาจารย์ในคณะแพทย์ตั้งใหม่ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   

เป็นการสร้างความผิดหวังแก่อาจารย์ครั้งที่สอง    ผมเล่าเรื่องทั้งสองเพื่อบอกว่า แทนที่อาจารย์หมอประเวศจะโกรธผม   ท่านยังดำรงความเมตตาผม   และหมั่นชวนผมมาประชุมเรื่องใหญ่ๆ ด้านระบบสุขภาพ    ที่ช่วงแรกผมมึน ฟังไม่รู้เรื่อง    แต่นานเข้าก็จับประเด็นเชิงหลักการได้    เป็นจุดเริ่มต้นของตัวตนผมในปัจจุบันนี้    คือเป็นคนที่ชื่นชอบวิชาการและการพัฒนาเชิงระบบ    เข้าไปเกี่ยวข้องห่างๆ กับการพัฒนาระบบสุขภาพ    และค่อยๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา  และระบบการกำกับดูแลองค์กร (Organization Governance Systems) ในช่วง ๒๐ ปีหลัง                   

อ. หมอประเวศ ให้วิญญาณความเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อสังคม    และรักงานเชิงพัฒนาระบบ  แก่ผม 

วิจารณ์ พานิช

๑๑ ม.ค. ๖๙