ได้รับหนังสือ บางบำหรุ ความทรงจำเมื่อวันวาน จากท่านศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ผ่อง เซ่งกิ่ง เมื่อสองสามเดือนก่อน เพิ่งได้โอกาสอ่านตอนหยุดยาวปีใหม่ อ่านแล้ววางไม่ลง เพราะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ชุมชน เล่าวิถีชีวิตชุมชนชาวสวนในอดีต ที่คล้ายสภาพที่ผมเติบโตมาตอนเป็นเด็ก โดยสภาพชุมชนที่ผมเติบโตมานั้น ไกลปืนเที่ยงกว่าชุมชนบางบำหรุมาก
จึงขอเขียนบันทึกแนะนำหนังสือดีเล่มนี้ ที่นักอ่านไม่ควรพลาด ยิ่งคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ชาวบ้านยิ่งไม่ควรพลาด
ส่วนที่ผมติดใจหรือชื่นชอบที่สุดคือเรื่อง “วิถีเกษตรกรรมแบบ สวนขนัดร่อง กันดินล้อม” ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาขึ้นใช้ปรากฏการณ์ธรรมชาติ น้ำขึ้นน้ำลง และน้ำหลากจากทางเหนือ เป็นพลังเติมปุ๋ยแก่สวนอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี และเป็นครั้งแรกที่ผมอ่านพบว่า “สวนผสม” ที่ปลูกต้นไม้หลากชนิดให้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลก็มีอยู่ที่บางบำหรุและสวนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณบางกอก ไม่ได้มีเฉพาะ “สวนสมรม” ของภาคใต้เท่านั้น ยังมีในทุกภาคของประเทศไทย
อ่านแล้ว ได้เห็นชีวิตที่มีคุณภาพของคนสมัยแปดสิบปีก่อน ที่ถูกทำลายโดย “ความเจริญ” ของบ้านเมือง ได้เข้าใจว่า เทคโนโลยี และชีวิตความเป็นอยู่สมัยใหม่ มันทำลายธรรมชาติอย่างไร
คนกรุงเทพสมัยนี้ ไม่รู้จัก “แกงกุบมะพร้าว” (หน้า ๙๙) แต่ที่บางบำหรุสมัยก่อน ในสวนมีต้นมะพร้าวปลูกอยู่ด้วย จึงสามารถเก็บลูกมะพร้าวตอนที่ยังไม่มีเนื้อ ส่วนที่เป็นกระลายังไม่แข็ง ลอกเอามาแกงเคี้ยวกรุบๆ และหวานหอม ปักษ์ให้เรียก “เหมงพร้าว” (คนปักษ์ใต้มักย่อคำ มะพร้าว จึงเหลือพร้าว) ในหนังสือเรียกกุบมะพร้าว ผมคิดว่า น่าจะเรียก กรุบมะพร้าว มากกว่า แต่คนสมัยนี้มักพูดคำกล้ำ ร เรือ ไม่เป็น แกงไก่เหมงมะพร้าว คืออาหารโปรดของผม ที่สมัยแม่ยังมีชีวิตอยู่ จะทำให้ผมกินทุกครั้งที่ผมกลับไปเยี่ยมบ้าน ถือเป็นอาหารราคาแพง เพราะแกงหนึ่งหม้อใช้มะพร้าวหลายลูก ตอนนั้นมะพร้าวลูกละสองสามบาท
ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือสวนผลไม้บางบำหรุ หลังน้ำท่วมใหญ่ปี ๒๔๘๕ ฟื้นตัวขึ้นมาเป็นสวนตอนกิ่งต้นไม้ขาย เพราะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำกว่า ตลาดต้องการ อีกอย่างหนึ่งคือความอุดมสมบูรณ์ของกุ้งก้ามกรามตัวโตเนื้อแน่นในคลอง ที่หมดไปจากการมีเรือหางยาว และการทำเขื่อนสองฝั่งคลอง ที่น่าสนใจมากสำหรับผมคือตลาดพันธุ์ไม้ที่ริมคลองหลอดสนามหลวง ที่ผมไปบ่อยๆ (แต่ไปหาซื้อหนังสือ) สมัยอยู่ที่บ้านบางขุนนนท์ (พ.ศ. ๒๕๑๒ - ๑๗) นั้น คนขายและพันธุ์ไม้เกือบทั้งหมดมาจากบางบำหรุ ตอนแรกมาทางเรือ เข้ามาทางคลองหลอด เมื่อมีสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ก็มาทางรถแทน
ในที่สุด วัฒนธรรมถนนก็มาแทนวัฒนธรรมแม่น้ำลำคลอง บางบำหรุเปลี่ยนจากสวนเป็นหมู่บ้านจัดสรร และศูนย์การค้า นี่คืออนิจจังของสังคม ที่เห็นได้ชัดเจนจากหนังสือเล่มนี้
เรื่องราวของคุณรุ่งโรจน์ เขียวมีส่วน (หน้า ๑๙๓ - ๑๙๖) บอกเราว่า ในวิกฤติมีโอกาส โอกาสมีอยู่เสมอสำหรับคนที่ดิ้นรนขวนขวาย ที่พ่อของเขาเปลี่ยนจากปลูกไม้ผลมาปลูกและค้าไม้ดอก เขาพัฒนาตัวเองมาปลูกไม้ประดับ ขยายตัวจนไปมีสวนที่ราชบุรีพื้นที่ ๖๐๐ ไร่ ปลูกไม้ประดับหลากชนิด ส่งออกตามออร์เดอร์
อ่านหนังสือจบ ผมสะท้อนคิดกับตนเองว่า เรื่องราวประวัติศาสตร์ของบางบำหรุ ในภาพใหญ่ ที่ความเจริญสมัยใหม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงพื้นที่ และชีวิตผู้คนที่เกี่ยวข้อง แบบที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนรูปแบบของการคมนาคม น่าจะมีอยู่ทั่วไป ความจำเพาะของบางบำหรุ อยู่ที่ในอดีตกว่าสองร้อยปีก่อน เคยทำหน้าที่สวนผลไม้ชั้นเยี่ยมเลี้ยงเมืองหลวง ต่อมาทำหน้าที่แหล่งพันธุ์ไม้ ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นที่อยู่อาศัย ต่อไปในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไรอีก เดาไม่ออก
วิจารณ์ พานิช
๕ ม.ค. ๖๙