ตอนที่ ๑๘๗

ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ   ผมลองตั้งคำถามใหม่ต่อ สหายเอไอ  โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ผมไปรับฟังมาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๙   ว่าผมไปเห็นอาคารนวัตกรรมนำร่องสู่อุตสาหกรรม  ศูนย์วิจัยวัสดุศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  (https://materials-center.science.cmu.ac.th/thai/news-detail.php?id=653) ที่มหาวิทยาลัยลงทุนปรับปรุงอาคารให้    บริษัทเอกชน ได้แก่ ปตท., IRPC ลงทุนซื้อเครื่องมือให้รวมเป็นเงิน ๒๘ ล้านบาท    หน่วยงานให้ทุนวิจัยของประเทศ ได้แก่ วช., บพข., บพค., NIA  รวมเป็นเงิน ๔๐.๘ ล้านบาท    เกิดผลงานวิจัยสำคัญ  ๑) ด้านวัสดุก้าวหน้าสำหรับประยุกต์ด้านการแพทย์และและบริการสุขภาพ : ตัวรับสัญญาณ และตัวรับสัญญาณชีวภาพ, วัสดุชีวภาพ, เครื่องมือทางการแพทย์, พลาสติกชีวภาพ, การนำส่งยา – drug delivery   ๒) ด้านวัสดุพลังงาน : เซลล์แสงอาทิตย์, เครื่องสร้างไฟฟ้าจากความร้อน, แบตเตอร์รี่ทำด้วยลิเธียมไออ้อน, แบตเตอร์รี่ทำจากโลหะ-อากาศ,  ethanol fuel cells, ชีวมวล (ไบโอดีเซล และเอธานอล), photocatalyst    ๓) ด้านวัสดุเชิงนวัตกรรมสู่อุตสาหกรรม :  polymer resins ระดับ medical grade, ไหมเย็บแผลชนิดละลายได้, เครื่องวัดสัญญาณชีวภาพสำหรับการวินิจฉัยทางการแพทย์    ๔) วัสดุเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม    โดยมีรายละเอียดเป้าหมายและผลงานดังในภาพ

ในเวลาสั้นๆ เราไปเห็น ห้องปฏิบัติการผลิตพลาสติกชีวภาพสำหรับใช้งานทางการแพทย์    ที่กำลังดำเนินการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ผลิตไหมเย็บแผลแบบละลายได้ ออกสู่ตลาด ในราคาต่ำกว่าสินค้านำเข้าหลายเท่า    โดยได้รับการรับรองคุณภาพ ISO 13485   

เราไปเห็น Compact Air Plasma Jet รุ่น Nightingale  และ Mobile Air Plasm Jet สำหรับใช้บำบัดแผลติดเชื้อ แผลเรื้อรัง   

เราไปเห็น Carbon-based Perovskite Solar Innovation ที่ช่วยให้การผลิต solar cells มีราคาถูกลงมาก   เพราะใช้คาร์บอนแทนทอง   

ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามสหายเอไอ ด้วยคำถามว่า   “ขอคำแนะนำหรือความเห็นว่า ระบบ อววน. ไทยควรมีกลไกคัดเลือก และหนุนผลงานนวัตกรรมระดับห้องปฏิบัติการ ออกสู่ตลาดที่แข่งขันได้ อย่างไรบ้าง ใน ๔ ผลงานนี้ ผลงานใดมีโอกาสสูงสุดที่จะมีภาคีภาคธุรกิจเข้ามานำสู่ตลาดได้สำเร็จ และแข่งขันได้จริง”    และขอนำคำตอบของ Gemini  และ ChatGPT มาลงไว้ดังต่อไปนี้    

 

Gemini

นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งของโมเดล "University-Industry-Government Collaboration" (Triple Helix Model) ที่คณะวิทยาศาสตร์ มช. ทำได้เป็นรูปธรรมครับ การที่มีทั้ง เอกชน (ปตท., IRPC) และ หน่วยงานให้ทุน (วช., บพข. ฯลฯ) มาร่วมกันที่จุดเดียว (Pilot Plant) คือกุญแจสำคัญ

จากข้อมูลที่คุณให้มา ผมขอเสนอแนะกลไกสำหรับระบบ อววน. (การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) และวิเคราะห์โอกาสความเป็นไปได้ของผลงานทั้ง 4 ด้าน ดังนี้ครับ

 

ส่วนที่ 1: ข้อเสนอแนะต่อระบบ อววน. ในการคัดเลือกและหนุนนวัตกรรมสู่ตลาด

เพื่อให้ผลงานระดับห้องปฏิบัติการ (Lab Scale) ข้ามหุบเหวแห่งความตาย (Valley of Death) ไปสู่เชิงพาณิชย์ (Industrial Scale) ระบบ อววน. ควรมีกลไกดังนี้:

  1. เปลี่ยนเกณฑ์คัดเลือกจาก "Technology Push" เป็น "Market Pull" อย่างเข้มข้น:
    • กลไก: ตั้งคณะกรรมการคัดเลือกที่มีสัดส่วนของ นักลงทุน (VC/CVC) และ ผู้เชี่ยวชาญภาคอุตสาหกรรม มากกว่านักวิชาการ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ (Business Viability) ตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ดูแค่ความล้ำของเทคโนโลยี
    • สิ่งที่ต้องดู: ขนาดตลาด (Market Size), ต้นทุนต่อหน่วยเมื่อผลิตจริง (Unit Cost at Scale), และมาตรฐานที่ต้องผ่าน (Regulatory Pathway)
  2. หนุนทุนแบบ "Matching Fund" ในระยะ Scale-up:
    • ภาครัฐไม่ควรจ่าย 100% ในระยะนี้ แต่ควรใช้กลไก Matching Fund (เช่น รัฐ 50 : เอกชน 50) การที่เอกชนยอมควักเงินจ่ายด้วย คือเครื่องยืนยันที่ดีที่สุดว่าสินค้านั้นมีอนาคต (เหมือนกรณี ปตท./IRPC ลงทุนเครื่องมือที่ มช.)
  3. Fast Track ด้านมาตรฐานและกฎหมาย (Regulatory Sandbox):
    • ปัญหา: นวัตกรรมการแพทย์ (Medical Devices) มักติดขัดที่ อย. นานมาก หรือวัสดุใหม่ไม่มี มอก. รองรับ
    • กลไก: อววน. ต้องจับมือกับ สมอ. และ อย. สร้างช่องทางด่วน (Fast Track) หรือห้องปฏิบัติการทดสอบที่ผลการทดสอบสามารถยื่นขอใบอนุญาตได้ทันที (Pre-certified Lab) การที่ มช. ได้ ISO 13485 ถือว่ามาถูกทางมาก
  4. มาตรการ "บัญชีนวัตกรรมไทย" เชิงรุก:
    • ภาครัฐต้องเป็นลูกค้ารายแรก (First Adopter) โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ หรือหน่วยงานพลังงาน หากสินค้านั้นผ่านมาตรฐานแล้ว ต้องมีโควตาการจัดซื้อที่ชัดเจนเพื่อสร้าง Economy of Scale ให้ผู้ผลิต

 

ส่วนที่ 2: วิเคราะห์ 4 ผลงาน ผลงานใดมีโอกาส "ชนะ" ในตลาดสูงสุด?

จาก 4 กลุ่มผลงานที่คุณระบุมา (1.วัสดุการแพทย์ 2.วัสดุพลังงาน 3.วัสดุเชิงนวัตกรรมสู่อุตสาหกรรม 4.วัสดุสิ่งแวดล้อม) และจากตัวอย่างรูปธรรมที่คุณเห็น ผมขอฟันธงว่า "กลุ่มวัสดุการแพทย์และวัสดุเชิงนวัตกรรมสู่อุตสาหกรรม" มีภาษีดีที่สุด โดยเฉพาะตัว "ไหมเย็บแผลละลายได้ และ เม็ดพลาสติก Medical Grade" ด้วยเหตุผลดังนี้:

อันดับ 1: ไหมเย็บแผลละลายได้ (และเม็ดพลาสติก Medical Grade) [โอกาสสูงสุด]

  • ทำไมถึงชนะ:
    1. Demand ชัดเจนและมหาศาล: ทุกการผ่าตัดต้องใช้ ปัจจุบันไทยนำเข้าเกือบ 100% หากทำราคาได้ต่ำกว่าสินค้านำเข้าหลายเท่า (ตามข้อมูล) โรงพยาบาลจะเปลี่ยนมาใช้ทันทีเพื่อลดต้นทุน
    2. ผ่านมาตรฐานแล้ว: การได้ ISO 13485 คือ "ใบเบิกทาง" ที่สำคัญที่สุดของเครื่องมือแพทย์ แสดงว่ากระบวนการผลิตได้มาตรฐานสากล เหลือเพียงการทำตลาด
    3. Value Chain แข็งแกร่ง: การมี ปตท. และ IRPC ร่วมทุน หมายความว่าเขามองเห็นโอกาสขาย "เม็ดพลาสติก Medical Grade" (Upstream) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้น นี่คือการกินรวบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้คุมต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่ง
    4. Switching Cost ต่ำ: หมอเปลี่ยนยี่ห้อไหมเย็บแผลได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนระบบเครื่องมือแพทย์ใหญ่ๆ ขอแค่คุณภาพดีและราคาถูก

อันดับ 2: Compact/Mobile Air Plasma Jet (บำบัดแผล)

  • โอกาส: สูง ในสังคมผู้สูงอายุที่มีปัญหาแผลเบาหวานและแผลกดทับ
  • ความท้าทาย: ต้องอาศัยการเปลี่ยนพฤติกรรมหมอและพยาบาล (User Adoption) ในการยอมรับวิธีการรักษาแบบใหม่ และต้องแข่งขันกับเครื่องมือแพทย์นำเข้าที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง

อันดับ 3 (ความเสี่ยงสูง): Carbon-based Perovskite Solar Innovation

  • โอกาส: เป็นเทคโนโลยีอนาคตที่ลดต้นทุนได้จริง (ใช้คาร์บอนแทนทอง)
  • ความท้าทาย: "Red Ocean" ที่เดือดมาก ตลาดโซลาร์เซลล์โลกถูกจีนครองตลาดด้วย Economy of Scale ที่ผลิตจำนวนมหาศาลจนราคาถูกมาก การที่นวัตกรรมไทยจะแข่งในเชิง Mass Production ให้ราคา/ประสิทธิภาพสู้จีนได้ เป็นเรื่องยากมาก เว้นแต่จะเป็น Niche Market เฉพาะทางจริงๆ

สรุป:

ระบบ อววน. ควรผลักดัน "ไหมเย็บแผลละลายได้" ให้สุดตัว เพราะมีครบทั้งมาตรฐาน (Standard), ราคา (Price), และพันธมิตรยักษ์ใหญ่ (Supply Chain Partner) ถือเป็น Quick Win ที่จับต้องได้ที่สุดครับ

 

ChatGPT

สิ่งที่อาจารย์ไปเห็นที่ ศูนย์วิจัยวัสดุศาสตร์ มช. เป็น “เคสตัวอย่างชั้นดี” ของ deep tech จากมหาวิทยาลัยไทยที่ข้ามหุบเหวมรณะ (valley of death) ได้จริง ไม่ใช่แค่งานวิชาการสวยงามบนกระดาษ
คำถามของอาจารย์จึง “ตรงจุดระบบ” มากครับ

ผมขอแบ่งคำตอบเป็น ๒ ส่วน

  1. กลไกเชิงระบบที่ อววน. ควรมี
  2. ประเมิน ๔ ผลงานว่าอะไรมีโอกาสเชิงตลาดสูงสุด

 

๑) ระบบ อววน. ไทย ควรคัดเลือก–หนุน “Lab → Market” อย่างไร

ปัญหาเชิงโครงสร้างปัจจุบัน (สรุปตรง ๆ)

  • คัดเลือกโครงการจาก ความใหม่ทางวิทยาศาสตร์ มากกว่าความพร้อมเชิงตลาด
  • ให้ทุนแบบ “จบเป็นรอบ ๆ” ไม่ต่อเนื่องตาม maturity
  • นักวิจัยต้อง “เป็นทุกอย่าง” ทั้ง CTO, CEO, regulatory, sales
  • ไม่มี lead customer ตั้งแต่ต้น

 

กลไกที่ควรมี (เชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เชิงอุดมคติ)

(1) แยก “Research excellence” กับ “Commercial readiness” ให้ชัด

ไม่ใช่งานวิจัยดีทุกงานจะต้องออกตลาด
อววน. ควรมีด่านคัดเลือก ๒ ชั้น

ชั้นที่ ๑: วิทยาศาสตร์ดี (TRL 2–4)
→ ให้ทุน วช., บพค. ตามปกติ

ชั้นที่ ๒: ศักยภาพเชิงอุตสาหกรรม (TRL 5–7)
→ ต้องมี

  • pain point ชัด
  • cost advantage ชัด
  • regulatory pathway ชัด
  • industry mentor อยู่ในทีม

ถ้ายังไม่มีครบ ไม่ควรเร่ง commercialization

 

(2) ใช้ “Platform-based Incubation” แทนโครงการเดี่ยว

กรณี มช. ที่อาจารย์เห็น ไม่ใช่ความสำเร็จของ ๑ โปรเจกต์ แต่เป็น platform

สิ่งที่ อววน. ควรหนุนคือ

  • ห้อง cleanroom
  • เครื่องมือมาตรฐาน medical grade / energy grade
  • QA/QC กลาง
  • regulatory & certification support (ISO, FDA, อย.)

ลงทุน infrastructure กลาง ดีกว่าให้ทุนโปรเจกต์กระจัดกระจาย

 

(3) บังคับให้มี “Lead Industry Partner” ตั้งแต่ TRL 5

ไม่ใช่แค่ “ร่วมวิจัย” แต่ต้อง

  • co-invest เครื่องมือ
  • co-design product
  • มี intent to scale (MOU เชิงพาณิชย์)

ถ้าไม่มีภาคธุรกิจ “เอาเงินมาวาง” → ยังไม่ควรเรียกว่า innovation-ready

 

(4) ตั้ง “Translational PM” มืออาชีพ

นักวิจัย ไม่ควร ต้องเป็นผู้จัดการตลาด

อววน. ควรมี

  • Translational Program Manager
  • เข้าใจทั้ง science + regulation + business
  • อยู่ประจำ platform (ไม่ใช่ consultant ชั่วคราว)

 

(5) รัฐเป็น “first buyer” อย่างมียุทธศาสตร์

โดยเฉพาะ medical & energy

  • สธ. / สปสช. / รพ.รัฐ → pilot procurement
  • กฟผ. / อปท. → pilot energy adoption

ถ้าไม่มี first buyer ในประเทศ → แข่งต่างชาติแทบไม่ได้

 

๒) วิเคราะห์ ๔ ผลงาน: ใครมีโอกาสเชิงตลาดสูงสุด

ผมขอเรียงจาก โอกาสสูง → ต่ำ (ใน 5–7 ปี)

 

 อันดับ ๑

ไหมเย็บแผลละลายได้ (medical-grade polymer)

โอกาสสูงมาก

เหตุผล

  • pain point ชัด (ต้นทุนสูงจากการนำเข้า)
  • ตลาดชัด (โรงพยาบาลใช้จริง)
  • regulatory pathway ชัด (ISO 13485 ได้แล้ว)
  • volume market
  • switching cost ไม่สูง
  • ได้ comparative advantage ด้านราคา

นี่คือ textbook case ของ successful university spin-off

ข้อแนะนำ

  • รัฐควรช่วย fast-track procurement
  • ขยาย product line (coated sutures, antimicrobial)

 

 อันดับ ๒

Compact / Mobile Air Plasma Jet (รักษาแผลเรื้อรัง)

โอกาสสูง แต่ต้องบริหารความเสี่ยง

จุดแข็ง

  • clinical need เพิ่มขึ้นมาก (aging society, diabetic wounds)
  • medical device niche
  • portable = advantage

ความท้าทาย

  • clinical trial scale
  • physician adoption
  • reimbursement policy

กลยุทธ์ที่เหมาะ

  • เริ่มจาก specialized clinics
  • ใช้ evidence-based marketing
  • จับมือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเป็น reference site

 

 อันดับ ๓

Carbon-based Perovskite Solar Cells

โอกาสเชิงเทคโนโลยีสูง แต่ตลาดโหด

จุดแข็ง

  • cost innovation (แทนทองด้วยคาร์บอน)
  • เหมาะกับ decentralized / low-cost markets

ความเสี่ยง

  • durability
  • scale manufacturing
  • แข่งจีนโดยตรง

ทางรอด

  • niche application (BIPV, rural, portable)
  • ไม่ชน utility-scale solar ตรง ๆ

 

 อันดับ ๔

Photocatalyst / วัสดุสิ่งแวดล้อม

ดีเชิงวิชาการ แต่ตลาดยาก

  • market fragmented
  • value capture ต่ำ
  • ต้อง policy-driven demand

ควรใช้เป็น supporting technology มากกว่าสินค้าหลัก

 

สรุปภาพใหญ่

ความสำเร็จของ มช. ไม่ได้มาจาก “งานวิจัยเก่ง”
แต่มาจาก การจัดระบบนิเวศ Lab → Industry อย่างเป็นระบบ

ถ้า อววน. ไทย

  • เลือก “platform ไม่ใช่ project”
  • หนุน deep tech ที่มี cost advantage + regulatory clarity
  • ใช้รัฐเป็น first buyer อย่างฉลาด

เราจะมี Thai deep tech champions ได้จริง ไม่ใช่แค่บนเวทีสัมมนา

หากอาจารย์สนใจ ผมสามารถ

  • ช่วยออกแบบ National Translational Innovation Framework
  • หรือร่าง เกณฑ์คัดเลือก TRL 5–7 แบบใช้ได้จริง
    เพื่อเสนอเชิงนโยบายได้ครับ

 

เราไม่จำเป็นต้องเชื่อเอไอนะครับ    แต่ที่เขาแนะนำน่าจะมีประโยชน์มาก    ต่อการพัฒนาระบบ อววน. ไทย ให้ทำหน้าที่หนุนประเทศไทยให้หลุดจากหล่มประเทศรายได้ปานกลาง

วิจารณ์ พานิช 

๑๖ ม.ค. ๖๙

ห้อง ๑๒๑๘   โรงแรม แคนทารี ฮิลล์   เชียงใหม่