ว่าด้วยพระโคธิกะ

โคธิกสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๓. โคธิกสูตร

ว่าด้วยพระโคธิกะ

             [๑๕๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ท่านพระโคธิกะอยู่ที่วิหารกาฬศิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ

             ครั้งนั้น ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ได้บรรลุเจโตวิมุตติชั่วคราว (หมายถึงโลกิยสมาบัติ) ภายหลังท่านพระโคธิกะเสื่อมจากเจโตวิมุตติชั่วคราวนั้น

             แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ได้บรรลุเจโตวิมุตติชั่วคราว แม้ครั้งที่ ๒ ท่านก็เสื่อมจากเจโตวิมุตติชั่วคราวนั้น

             แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ได้บรรลุเจโตวิมุตติชั่วคราว แม้ในครั้งที่ ๓ ท่านก็เสื่อมจากเจโตวิมุตติชั่วคราวนั้น

             แม้ครั้งที่ ๔ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท ฯลฯ ได้บรรลุเจโตวิมุตติชั่วคราว แม้ในครั้งที่ ๔ ท่านก็เสื่อมจากเจโตวิมุตติชั่วคราวนั้น

             แม้ครั้งที่ ๕ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท ฯลฯ ได้บรรลุเจโตวิมุตติชั่วคราว แม้ในครั้งที่ ๕ ท่านก็เสื่อมจากเจโตวิมุตติชั่วคราวนั้น

             แม้ครั้งที่ ๖ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ได้บรรลุเจโตวิมุตติชั่วคราว แม้ในครั้งที่ ๖ ท่านก็เสื่อมจากเจโตวิมุตติชั่วคราวนั้น

             แม้ครั้งที่ ๗ ท่านพระโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ก็ได้บรรลุเจโตวิมุตติชั่วคราวนั้นอีก

             ครั้งนั้น ท่านพระโคธิกะได้มีความคิดดังนี้ว่า “เราได้เสื่อมจากเจโตวิมุตติชั่วคราว ๖ ครั้งแล้ว ทางที่ดีเราพึงนำศัสตรามา (หมายถึงนำศัสตรามาฆ่าตัวตาย คือตัดก้านคอ)”

             ลำดับนั้น มารผู้มีบาปทราบความคิดคำนึงของท่านพระโคธิกะด้วยใจแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

                          ข้าแต่พระมหาวีระผู้มีปัญญามาก

                          ผู้รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์และยศ

                          ผู้ก้าวล่วงเวรและภัยทั้งปวง ผู้มีพระจักษุ

                          ข้าพระองค์ขอถวายอภิวาทพระยุคลบาท

                          ข้าแต่พระมหาวีระผู้ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง

                          สาวกของพระองค์ถูกมรณะครอบงำแล้ว

                          มุ่งหวังความตายอยู่

                          ขอพระองค์จงทรงห้ามสาวกของพระองค์นั้นเถิด

                          ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ปรากฏในหมู่ชน

                          สาวกของพระองค์ยินดีในพระศาสนา

                          มีใจยังไม่ได้บรรลุ (หมายถึงยังไม่ได้บรรลุพระอรหัต) ยังเป็นพระเสขะอยู่

                          จะพึงมรณะได้อย่างไร

             ขณะนั้น ท่านพระโคธิกะได้นำศัสตรามา ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “นี้คือมารผู้มีบาป” จึงได้ตรัสกับมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า

                          นักปราชญ์ทั้งหลายทำอย่างนี้แล

                          ย่อมไม่ห่วงใยชีวิต

                          พระโคธิกะถอนตัณหาพร้อมทั้งราก

                          ปรินิพพานแล้ว

             ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เราจักไปยังวิหารกาฬศิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ ซึ่งเป็นสถานที่ที่โคธิกกุลบุตรนำศัสตรามา” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว

             ต่อมา พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังวิหารกาฬศิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ พร้อมด้วยภิกษุจำนวนมาก ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระโคธิกะนอนคอบิดอยู่บนเตียงแต่ไกลเทียว ก็สมัยนั้น กลุ่มควันกลุ่มหมอกลอยไปทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง และทิศเฉียง

             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นกลุ่มควันกลุ่มหมอกลอยไปทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง และทิศเฉียงหรือไม่” เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย นั่นแลคือมารผู้มีบาป ค้นหาวิญญาณ (หมายถึงปฏิสนธิจิต) ของโคธิกกุลบุตรด้วยคิดว่า ‘วิญญาณของโคธิกกุลบุตรสถิตอยู่ ณ ที่ไหน’ ภิกษุทั้งหลาย โคธิกกุลบุตรไม่มีวิญญาณสถิตอยู่ ปรินิพพานแล้ว”

             ครั้งนั้น มารผู้มีบาปถือพิณสีเหลืองเหมือนผลมะตูมสุก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

                          ข้าพระองค์ค้นหาทั้งทิศเบื้องบน

                          ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวาง

                          คือทั้งทิศใหญ่และทิศเฉียง ก็ไม่พบ

                          ท่านพระโคธิกะนั้นไป ณ ที่ไหนเล่า

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          นักปราชญ์ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยปัญญา

                          มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌานทุกเมื่อ

                          พากเพียรอยู่ตลอดวันและคืน ไม่เสียดายชีวิต

                          ชนะกองทัพมัจจุแล้ว ไม่กลับมาสู่ภพใหม่

                          นักปราชญ์นั้น คือโคธิกกุลบุตร

                          ได้ถอนตัณหาพร้อมทั้งราก ปรินิพพานแล้ว

             พิณได้พลัดตกจากรักแร้ของมารผู้มีความเศร้าโศก

             ในลำดับนั้น มารผู้เป็นยักษ์นั้นเสียใจ จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง

โคธิกสูตรที่ ๓ จบ

-------------------

อรรถกถาโคธิกสูตรที่ ๓

         เพราะเหตุไร ท่านโคธิกะจึงเสื่อมถึง ๖ ครั้ง. ตอบว่า เพราะท่านมีอาพาธ.
         ได้ยินว่า พระเถระมีอาพาธเรื้อรัง [ประจำตัว] โดยเป็นโรคลมน้ำดีและเสมหะ. ด้วยอาพาธนั้น พระเถระจึงไม่อาจบำเพ็ญอุปการธรรมให้เป็นสัปปายะของสมาธิได้ จึงเสื่อมจากสมาบัติที่แน่วแน่แนบแน่นไปเสีย.
         ได้ยินว่า พระเถระคิดจะฆ่าตัวตาย. ผู้มีฌานเสื่อมกระทำกาละ [ตาย] คติไม่แน่นอน. ผู้มีฌานไม่เสื่อม คติแน่นอนคือย่อมบังเกิดในพรหมโลก เพราะฉะนั้น พระเถระจึงประสงค์จะฆ่าตัวตายเสีย.
         มารคิดว่า สมณะนี้ประสงค์จะฆ่าตัวตาย ก็ขึ้นชื่อว่าการฆ่าตัวตายนี้ ย่อมมีแก่ผู้ไม่เยื่อใยในร่างกายและชีวิต สมณะนั้นพิจารณามูลกัมมัฏฐานแล้ว ย่อมสามารถยึดแม้พระอรหัตไว้ได้ ถึงเราห้ามปราม เธอคงไม่ละเว้น ต่อพระศาสดาทรงห้ามปราม จึงจะเว้น ดังนี้ จึงทำเหมือนหวังดีต่อพระเถระ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.

          ได้ยินว่า พระเถระคิดว่า เราจะมีประโยชน์อะไรด้วยชีวิตนี้ จึงนอนหงายเอามีดตัดหลอดคอ. ทุกขเวทนาทั้งหลายก็เกิดขึ้น. พระเถระข่มเวทนาแล้วกำหนดเวทนานั้นนั่นแหละเป็นอารมณ์ตั้งสติมั่น พิจารณามูลกัมมัฏฐานก็บรรลุพระอรหัต เป็นสมสีสี (สิ้นอาสวะและสิ้นชีพไม่ก่อนไม่หลัง บรรลุพระหัตและหายโรคพร้อมคราวเดียวกัน) ปรินิพพานแล้ว.
        มารคิดว่า เราไม่รู้ที่เกิดของพระโคธิกเถระ ต้องถามพระสมณโคดม จึงจะหมดสงสัย แล้วแปลงเพศเป็นเด็กเล็กเข้าไปเฝ้า.