บันทึกก่อนๆ 

วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๘ เป็นวันเรียนรู้ของผม ที่ช่วยให้ผมรู้จัก มทส. ในมิติที่ลึกขึ้น   และเชื่อว่า น่าจะช่วยให้ทำหน้าที่กำกับดูแล มทส. ได้ดีขึ้น   และยิ่งดีใจที่มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๒ ท่านไปร่วมเยี่ยมชม ๓ หน่วยงานพร้อมกันด้วย    คือ ดร. วิจารย์ สิมะฉายา  และ ดร. อัมรินทร์ ดรัณภพ ผู้เป็นศิษย์เก่าวิศวรุ่น ๓ และเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ 

เช้ามืดวันที่ ๒๕ ผมจึงสะท้อนคิดกับตนเองว่า   การไปเยี่ยมชมกิจการ และรับฟังการนำเสนอของทีมงาน ๓ หน่วยงาน คือ 1) Academic Wellness Center   2) โรงพยาบาล มทส.   และ 3) กลุ่มหอพักที่เพิ่งสร้างเสร็จ    บอกอะไรผม สำหรับให้คำแนะนำ หรือเสนอแนะแก่ฝ่ายบริหาร และฝ่ายปฏิบัติ ของ มทส.   

ถามใหม่ว่า ผมได้เรียนรู้อะไร จากเหตุการณ์บ่ายวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๘     

ผมเรียน รศ. ดร. สิทธิชัย แสงอาทิตย์ รักษาการอธิการบดี ในวงอาหารเย็นที่ร้านอาหาร “ตำไทบ้าน”    ว่าควรพิจารณาสนับสนุนให้ผู้บริหารรุ่นเยาว์ที่มีแววของ มทส. ไปเรียนรู้เรื่อง management   สำหรับสนับสนุนให้เติบโตขึ้นมารับผิดชอบการบริหารงานส่วนงานต่างๆ ของ มทส.   โดยที่ผมมีความเห็นว่า สิ่งที่ต้องการเป็นอย่างยิ่งคือ “มุมมองและทักษะการบริหารงานเชิงระบบ”  

โดยที่คน มทส. มีจุดแข็งคือ ทักษะหรือสมรรถนะด้านวิชาการด้านลึก    ที่เป็นพื้นฐานสำหรับมหาวิทยาลัยวิจัย    ที่ มทส. ประสบความสำเร็จสูงมาก    แต่เห็นได้ชัดเจนว่า ความท้าทายในขณะนี้คือ การบริหารงานเชิงระบบ    ที่มีระบบป้องกันพฤติกรรมสีเทา ไม่ให้เข้ามารบกวนสร้างความอ่อนแอ และความด่างพร้อยให้แก่ประชาคม มทส.   

ผมไม่ได้ทำหน้าที่บริหาร    แต่ทำหน้าที่หัวขบวนของกลไกกำกับดูแล (governance) มทส. แทนเจ้าของ คือสังคมไทย   โดยมีหลักการทำหน้าที่ดังกล่าว ๓ บทบาทคือ ๑) กำหนดทิศทาง เป้าหมาย  แล้วหาคนที่เหมาะสมที่สุด มาทำหน้าที่หัวหน้าทีมบริหาร คือ อธิการบดี   และคอยช่วยหนุนให้อธิการบดีบรรลุเป้าหมายนั้นได้   ๒) ดูแลว่า มีการดำเนินการถูกต้องตรงตามกฏเกณฑ์กติกา ที่กำหนด   ๓) ช่วยให้คำแนะนำว่า ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงรุนแรง และไม่แน่นอน อย่างไร   

ในช่วงนี้ สิ่งที่ต้องชัดคือข้อ ๑ เรื่องทิศทางเป้าหมาย   ผมและกรรมการสภาหลายท่านมีความเห็นตรงกันว่า    กระบวนทัศน์เรื่องมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งวัดจากผลงานวิชาการตีพิมพ์ และจำนวนการได้รับการอ้างอิง (Academic Impact)  เป็นสิ่งดี ยอดปรารถนา แต่ไม่เพียงพอ    ต้องเพิ่ม ผลงานด้านการสร้างผลกระทบแก่สังคมหรือประเทศ (Social & Economic Impact) ผ่านการเป็นหุ้นส่วนกับภาคชีวิตจริง ของสังคม   

เราจึงมุ่งทำหน้าที่ข้อ ๓   ด้วยการเสนอให้ฝ่ายบริหารสร้าง  “ชาลาปฏิบัติการ หุ้นส่วนพัฒนาพื้นที่นครชัยบุรินทร์” (NakhonChaiBuRin Development Engagement Platform) สำหรับทำหน้าที่ มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นแนวหน้าของประเทศไทยในอนาคต   โดยการยกระดับผลงานนวัตกรรมภายในรั้ว มทส. ออกสู่พื้นที่นครชัยบุรินทร์   สู่การประยุกต์ใช้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี และเศรษฐกิจก้าวหน้า ในพื้นที่นี้     

เป็นความท้าทาย   ว่าแนวคิดนี้จะได้รับการยอมรับจากประชาคม มทส. หรือไม่        

วิจารณ์ พานิช         

 ๒๕ ธ.ค. ๖๘

ห้อง ๑๑๗๑๐  โรงแรมแคนทารี   นครราชสีมา