ตอนที่ ๑ตอนที ๒, ตอนที่ ๓,

TDRI จัดการประชุมประจำปี ๒๕๖๘  เสนอวิธีคิดแบบใช้ transformative mindset เรื่อง “ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ”    (๒)   ที่มีการเผยแพร่ทางสื่ออย่างกว้างขวาง    ได้แก่ Session 1,     Session 2,   Talk Session,   Session 4,   ผมสะท้อนคิดว่า   ตัวฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยอันดับหนึ่งคือ พฤติกรรมแสวงประโยชน์โดยมิชอบ หรือคอร์รัปชั่น ที่รุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และทำกันอย่างเป็นระบบ    โดยเฉพาะในวงการการเมือง   

อันดับสองคือ คุณภาพคน   ที่สะท้อนจากคุณภาพการศึกษา ที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับโลก    เป็นปัญหาเชิงระบบ  และเชื่อมโยงกับปัญหาแรก    ส่วนเรื่องที่ ทีดีอาร์ไอ เสนอ เป็นอันดับ ๓   

แล้วผมก็เถียงตัวเองว่า คิดเช่นนั้น ผิด   เราต้องแก้สาเหตุของปัญหาในระดับรากเหง้าไปพร้อมๆ กัน    โดยหลายภาคส่วนร่วมมือกัน    ทำไปเรียนรู้ไป ปรับตัวไป    ทำแบบกระจายอำนาจ    ทุกภาคส่วนเป็นทั้งผู้รับผล และผู้ร่วมลงมือกระทำการ   โดยมีระบบข้อมูลที่ครบถ้วน แม่นยำ ทันกาล เป็นตัวช่วยบอกทิศทาง และความสำเร็จหรือล้มเหลว   มีกลไกเชื่อมโยงประสานงาน นำเอาตัวอย่างความสำเร็จเล็กๆ มาสะท้อนคิดหลักการที่นำสู่ความสำเร็จ   เพื่อใช้เอาไปปรับใช้ในบริบทอื่นๆ   

ผมคิดเช่นนี้  เป็นแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมต่อบริบทไทยหรือไม่   มีตัวอย่างความสำเร็จของประเทศอื่นที่ไทยควรเรียนรู้ สำหรับนำมาปรับใช้หรือไม่   มีแนวทางอื่นที่เหมาะสม และช่วยเติมเต็ม หรือเสริมพลังอะไรบ้าง   กรุณาให้คำแนะนำแนวทางดำเนินการที่ได้ผลจริง    โดยทำอย่างเป็นระบบ ทำเป็นเครือข่าย มีระบบเรียนรู้และปรับตัวระยะยาว   กรุณาให้คำแนะนำสิ่งที่ต้องทำ ควรทำ และไม่ควรทำ   

ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามสหายเอไอ    และนำคำตอบมาลงดังนี้ 

ตอนที่ ๑  ChatGPT  และ Gemini 

ตอนที่ ๒  Copilot  และ You.com

ตอนที่ ๓  Perplexity  และ DeepSeek

ตอนที่ ๔  Claude 

 

Claude:

การวิเคราะห์แนวคิดของท่าน

แนวคิดของท่านมีความถูกต้องและเหมาะสมกับบริบทไทยในหลายประเด็น โดยเฉพาะการมองว่าต้องแก้หลายปัญหาพร้อมกันแบบเป็นระบบ ไม่ใช่แก้ทีละอย่างตามลำดับ เพราะปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกันแน่นแฟ้น

จุดแข็งของแนวคิดท่าน:

  • เห็นความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาคอร์รัปชั่น คุณภาพคน และปัญหาโครงสร้างอื่นๆ
  • เน้นการมีส่วนร่วมของหลายภาคส่วน กระจายอำนาจ
  • ให้ความสำคัญกับระบบข้อมูลและการเรียนรู้
  • เน้นการทำจริง ปรับตัว และขยายผลจากความสำเร็จเล็กๆ

ข้อควรเสริม: แม้แนวคิดจะถูกต้อง แต่ความท้าทายอยู่ที่การทำให้เกิดขึ้นจริง ในบริบทที่กลไกอำนาจและผลประโยชน์ฝังรากลึก

 

ตัวอย่างความสำเร็จจากประเทศอื่น

1. เกาหลีใต้ (1960s-1990s): การปฏิรูปแบบบูรณาการ

สิ่งที่ทำ:

  • ปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากระดับบนลงล่าง มีการจับกุมข้าราชการและนักการเมืองระดับสูง
  • ลงทุนการศึกษาอย่างหนัก โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งคนเก่งไปเรียนต่างประเทศแล้วดึงกลับมา
  • สร้างพันธมิตรระหว่างรัฐ-เอกชน-มหาวิทยาลัย (Triple Helix Model)
  • มีแผนพัฒนาระยะยาว แต่ยืดหยุ่นปรับได้

บทเรียนสำหรับไทย: เกาหลีมี "วิกฤติชาติ" ที่ทำให้คนรวมตัว (สงครามเกาหลี ความยากจน) ไทยอาจต้องสร้าง "จุดร่วม" ใหม่ที่ข้ามขั้วการเมือง

2. สิงคโปร์: ธรรมาภิบาลเป็นรากฐาน

สิ่งที่ทำ:

  • จ่ายเงินเดือนข้าราชการสูง แต่ลงโทษคอร์รัปชั่นหนักมาก ไม่เว้นแม้ญาติผู้นำ
  • ระบบการศึกษาเน้นคุณภาพ มีการคัดกรองและพัฒนาครูอย่างเข้มข้น
  • ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการบริหารประเทศ (Smart Nation)
  • มีระบบสะสมความรู้จากนโยบายที่ผ่านมา

บทเรียนสำหรับไทย: ขนาดเล็กทำให้ควบคุมได้ง่าย แต่หลักการเรื่องธรรมาภิบาลและการใช้ข้อมูลนำไปใช้ได้

3. เอสโตเนีย: Digital Transformation และความโปร่งใส

สิ่งที่ทำ:

  • ทำให้บริการภาครัฐเป็นดิจิทัลเกือบ 100% ลดโอกาสคอร์รัปชั่น
  • ข้อมูลภาครัฐเปิดเผยและเข้าถึงได้
  • ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
  • ลงทุนพัฒนาทักษะดิจิทัลให้ประชาชนทุกวัย

บทเรียนสำหรับไทย: เริ่มจากวิกฤติ (แยกตัวจาก USSR) ทำให้กล้าเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง - ไทยอาจต้องมี "burning platform"

4. รวันดา: การฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง

สิ่งที่ทำ:

  • สร้างเป้าหมายชาติที่ทุกคนเห็นพ้อง (Rwanda Vision 2050)
  • ปฏิรูปการศึกษาโดยเน้นทักษะและภาษาอังกฤษ
  • ใช้เทคโนโลยีข้ามขั้นตอน (leapfrogging) เช่น ธุรกรรมดิจิทัล
  • มีระบบประเมินผลการทำงานของหน่วยงานรัฐแบบเปิดเผย (Imihigo)

บทเรียนสำหรับไทย: แสดงให้เห็นว่าแม้ประเทศที่เคยแตกแยกรุนแรง ถ้ามีเป้าหมายชัดเจนและธรรมาภิบาล สามารถเปลี่ยนแปลงได้

 

แนวทางดำเนินการที่ได้ผลจริงสำหรับไทย

ระดับ 1: สิ่งที่ต้องทำ (Critical Must-Do)

1.1 สร้าง "Quick Wins" ที่มองเห็นได้

ทำอย่างไร:

  • เลือก 3-5 พื้นที่นำร่อง (pilot areas) ที่มีศักยภาพ เช่น จังหวัดที่ผู้ว่าฯ มีวิสัยทัศน์ อปท. ที่ก้าวหน้า
  • กำหนดเป้าหมายชัดเจนวัดได้ภายใน 1-2 ปี เช่น ลดขั้นตอนอนุญาตธุรกิจ เพิ่มคะแนนการอ่านของเด็ก ลดเวลารอในโรงพยาบาล
  • ให้อำนาจและทรัพยากรเพียงพอ แต่มีระบบติดตามอย่างใกล้ชิด
  • เผยแพร่ผลสำเร็จอย่างกว้างขวาง สร้างกระแสให้คนอยากเลียนแบบ

ตัวอย่างที่ทำได้ทันที:

  • ระบบออนไลน์ที่ให้บริการภาครัฐโปร่งใส วัดเวลาได้ (เช่น ต่ออายุใบขับขี่ภายใน 30 นาที)
  • โครงการ "บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย" ในโรงเรียนนำร่อง วัดผลจากความสนใจและทักษะของเด็ก

1.2 สร้างระบบข้อมูลและการเรียนรู้

ทำอย่างไร:

  • ตั้ง "ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาประเทศ" ที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง
  • รวบรวมข้อมูลโครงการพัฒนาทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว วิเคราะห์สาเหตุ
  • สร้างแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงาน ให้คนในพื้นที่คุยกันได้
  • จัดประชุม "บทเรียนแห่งชาติ" ทุก 6 เดือน นำเสนอทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว

องค์ประกอบสำคัญ:

  • ข้อมูลต้องเปิดเผย เข้าถึงได้ (Open Data)
  • มีมาตรฐานการวัดผลที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่จำนวนเงินที่ใช้ แต่ดูผลลัพธ์จริง
  • เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและนักวิจัยที่ช่วยวิเคราะห์

1.3 สร้างกลไกเชื่อมประสานข้ามภาคส่วน

ทำอย่างไร:

  • ตั้ง "คณะกรรมการบูรณาการระดับชาติ" ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน (ภาครัฐ เอกชน สังคมประชาธิปไตย มหาวิทยาลัย สื่อ)
  • ไม่ใช่แค่การประชุม แต่มีทีมปฏิบัติการจริง (Task Force) ที่ทำงานร่วมกัน
  • มีงบประมาณข้ามหน่วยงาน (pooled budget) สำหรับโครงการที่ต้องทำร่วมกัน
  • ใช้กลไก "สัญญาประชาคม" (Social Contract) ที่ทุกฝ่ายร่วมกันกำหนดเป้าหมายและรับผิดชอบ

ตัวอย่างการทำงาน:

  • ถ้าจะแก้ปัญหาคุณภาพอากาศ ต้องมีกระทรวงอุตสาหกรรม พลังงาน คมนาคม สาธารณสุข และท้องถิ่นทำงานร่วมกัน พร้อมภาคเอกชนและประชาชน

1.4 ปฏิรูประบบรางวัลและการลงโทษ

ทำอย่างไร:

  • สร้างรางวัล "นวัตกรรมภาครัฐ" สำหรับหน่วยงานและข้าราชการที่ทำงานได้ผลดีจริง (ไม่ใช่แค่ทำตามขั้นตอน)
  • ลงโทษคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง เริ่มจากคดีตัวอย่าง (exemplary cases) ที่สังคมเห็นชัดเจน
  • ปรับระบบการประเมินข้าราชการ ไม่ดูแค่อาวุโส แต่ดูผลงานและการเรียนรู้
  • สร้างเส้นทางความก้าวหน้าสำหรับคนทำงานภาครัฐที่ดี (retention of talent)

 

ระดับ 2: สิ่งที่ควรทำ (Important Should-Do)

2.1 ปฏิรูปการศึกษาแบบรอบด้าน

ทำอย่างไร:

  • เริ่มที่ครู: เพิ่มเงินเดือนครูที่ดี คัดกรองคนเข้ามาใหม่อย่างเข้มข้น พัฒนาครูปัจจุบันอย่างจริงจัง
  • ปรับหลักสูตร: ลดการท่องจำ เพิ่มการคิดวิเคราะห์ ทำโครงงาน แก้ปัญหา
  • ใช้เทคโนโลยี: AI ช่วยสอนเสริมเฉพาะบุคคล แพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์คุณภาพสูง
  • เชื่อมโยงกับโลกการทำงาน: นักเรียนได้ฝึกงานจริง มีพี่เลี้ยงจากภาคธุรกิจ

กรอบเวลา: ต้องทำอย่างต่อเนื่อง 10-20 ปี แต่จะเห็นผลเริ่มต้นใน 3-5 ปี

2.2 สร้างระบบภาษีและสวัสดิการที่เป็นธรรม

ทำอย่างไร:

  • ปฏิรูประบบภาษี เก็บจากคนรวยและบริษัทใหญ่ให้ได้จริง ลดการหลีกเลี่ยง
  • จัดสรรงบประมาณแบบโปร่งใส ประชาชนเห็นว่าเงินภาษีไปทำอะไร
  • สร้างสวัสดิการพื้นฐานทั่วถึง (สาธารณสุข การศึกษา) แต่ไม่สร้างพึ่งพิง
  • ทดลอง "รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า" (UBI) ในพื้นที่นำร่อง

2.3 ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม

ทำอย่างไร:

  • ลงทุน R&D อย่างจริงจัง ตั้งเป้า 2-3% ของ GDP (ปัจจุบันไทยอยู่ที่ประมาณ 1%)
  • สร้าง Innovation Hub เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย-บริษัท-รัฐ
  • สนับสนุน Startup และ SMEs ที่ใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ให้เงิน แต่ให้คำปรึกษาและเปิดตลาด
  • ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง สร้างแรงจูงใจให้คิดค้น

2.4 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบยั่งยืน

ทำอย่างไร:

  • ลงทุนโครงสร้างดิจิทัล (5G, Fiber, Data Center) ให้ทั่วถึง
  • พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมโยง ลดการใช้รถส่วนตัว
  • เตรียมรับมือภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ใช้หลัก "ออกแบบเพื่อคนทุกคน" (Universal Design)

 

ระดับ 3: สิ่งที่ไม่ควรทำ (Critical Don'ts)

3.1 อย่าทำแผนใหญ่โตเกินจริงแบบ Top-Down อย่างเดียว

เพราะอะไร:

  • ไทยมีประสบการณ์แผนยุทธศาสตร์มากมาย แต่จบที่ลิ้นชัก
  • การบังคับจากบนลงล่างขาดความยืดหยุ่น ไม่เข้าใจบริบทพื้นที่
  • สร้างการต่อต้านจากคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วม

ทำอย่างไรแทน:

  • สร้างทิศทางกว้างๆ แต่ให้พื้นที่ปรับแต่งได้
  • เน้น Bottom-Up และ Middle-Out ควบคู่กับ Top-Down

3.2 อย่าคาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน

เพราะอะไร:

  • การเปลี่ยนวัฒนธรรมและระบบราชการต้องใช้เวลา
  • ถ้าเร่งเร็วเกินไป อาจได้ผลลัพธ์ผิวเผิน ไม่ยั่งยืน
  • สร้างความท้อแท้เมื่อไม่เห็นผลทันที

ทำอย่างไรแทน:

  • กำหนด Milestone ระยะสั้น กลาง ยาว
  • ฉลองความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง
  • เตรียมใจว่าจะมีอุปสรรคและความล้มเหลวบ้าง

3.3 อย่าทำแบบกระจัดกระจาย ขาดการประสานงาน

เพราะอะไร:

  • ทำให้เสียทรัพยากรซ้ำซ้อน
  • หน่วยงานต่างทำไปคนละทิศ ผลรวมเป็นศูนย์
  • ไม่มีใครรับผิดชอบชัดเจน

ทำอย่างไรแทน:

  • มีกลไกประสานที่ชัดเจน มีอำนาจจริง
  • ใช้ระบบข้อมูลร่วมกัน รู้ว่าใครทำอะไรอยู่
  • มีการทบทวนและปรับทิศทางร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

3.4 อย่าละเลยเรื่องคน วัฒนธรรม และความรู้สึก

เพราะอะไร:

  • การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเปลี่ยนใจคนด้วย
  • ถ้าคนไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ หรือรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม จะต่อต้าน
  • วัฒนธรรมองค์กรและสังคมเป็นตัวกำหนดว่านโยบายจะได้ผลจริงหรือไม่

ทำอย่างไรแทน:

  • ใช้เวลาสื่อสาร สร้างความเข้าใจ รับฟังความกังวล
  • สร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม ทั้งวัตถุและจิตใจ
  • ยอมรับความแตกต่าง หาจุดร่วมมากกว่าเน้นจุดต่าง

3.5 อย่าคิดว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาทุกอย่าง

เพราะอะไร:

  • เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย
  • ถ้าไม่แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นและธรรมาภิบาล เทคโนโลยีจะกลายเป็นเครื่องมือแสวงประโยชน์แบบใหม่
  • การเข้าถึงเทคโนโลยียังไม่เท่าเทียม อาจสร้างความเหลื่อมล้ำเพิ่ม

ทำอย่างไรแทน:

  • ใช้เทคโนโลยีร่วมกับการปฏิรูประบบ
  • ดูแลให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้
  • เน้นว่าเทคโนโลยีต้อง "ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น" ไม่ใช่แค่ "ทันสมัย"

 

กรอบการทำงานแบบเป็นระบบ

ระยะที่ 1: วางรากฐาน (ปีที่ 1-2)

ขั้นตอน:

  1. สร้างพันธมิตร สร้างความเข้าใจร่วม
  2. เลือกพื้นที่นำร่อง กำหนดเป้าหมายชัดเจน
  3. ตั้งระบบข้อมูลและการเรียนรู้
  4. สร้าง Quick Wins ที่มองเห็นได้

ตัวชี้วัดความสำเร็จ:

  • มีพื้นที่นำร่องอย่างน้อย 5 แห่งที่เห็นผลเป็นรูปธรรม
  • มีแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีคนใช้งานจริง
  • ได้รับการยอมรับจากสังคม เริ่มมีคนอยากเข้าร่วม

ระยะที่ 2: ขยายผล (ปีที่ 3-5)

ขั้นตอน:

  1. ขยายโมเดลที่สำเร็จไปพื้นที่อื่น ปรับให้เข้ากับบริบท
  2. เริ่มปฏิรูประบบใหญ่ (การศึกษา ภาษี สวัสดิการ)
  3. สร้างกลไกทางกฎหมายและงบประมาณรองรับ
  4. เผยแพร่บทเรียนกว้างขวาง

ตัวชี้วัดความสำเร็จ:

  • ครอบคลุมอย่างน้อย 20% ของพื้นที่ทั่วประเทศ
  • เห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเลขระดับชาติ เช่น คะแนน PISA การจัดอันดับคอร์รัปชั่น
  • มีกฎหมายและนโยบายรองรับการเปลี่ยนแปลง

ระยะที่ 3: ฝังรากและยั่งยืน (ปีที่ 6-10)

ขั้นตอน:

  1. ทำให้การเปลี่ยนแปลงกลายเป็นวัฒนธรรม "วิถีใหม่"
  2. สร้างกลไกป้องกันการถอยหลัง
  3. มีระบบถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่น
  4. ปรับทิศทางตามบริบทโลกที่เปลี่ยนไป (เช่น AGI)

ตัวชี้วัดความสำเร็จ:

  • ไทยขึ้นอันดับใน Global Competitiveness Index อย่างมีนัยสำคัญ
  • ระบบสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
  • คนรุ่นใหม่เติบโตมาในระบบที่ดีกว่า มีทักษะและค่านิยมที่แตกต่าง

 

ข้อเสนอเฉพาะสำหรับท่าน

ในฐานะผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์และภูมิปัญญา ท่านสามารถมีบทบาทสำคัญได้หลายทาง:

  1. เป็นพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษา: ให้คำแนะนำกับคนรุ่นหลังที่กำลังลงมือทำ โดยไม่ครอบงำหรือบอกว่า "สมัยก่อนเราทำแบบนี้"
  2. เป็นผู้เชื่อมโยง: ด้วยเครือข่ายกว้างขวางที่สะสมมา ท่านสามารถเชื่อมคนที่ควรคุยกัน เปิดประตูที่ปิดอยู่
  3. เป็นผู้บันทึก: เขียนสะท้อนบทเรียนจากประสบการณ์ ทั้งสิ่งที่สำเร็จและล้มเหลว เป็นมรดกให้คนรุ่นหลัง
  4. เป็นผู้ตั้งคำถาม: ด้วยระยะทางจากวงการ ท่านสามารถตั้งคำถามที่คนในระบบอาจมองข้าม
  5. เป็นสัญลักษณ์: แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่จำกัดอายุ ผู้สูงวัยก็เรียนรู้ และมีส่วนร่วมได้

 

สรุป

แนวคิดของท่านถูกต้องและเหมาะสม แต่ความท้าทายอยู่ที่การทำให้เกิดขึ้นจริง ในบริบทที่มีอุปสรรคหนักหน่วง

กุญแจสำคัญ:

  • เริ่มจากที่เล็ก ทำให้เห็นผล สร้างกระแส
  • เน้นความร่วมมือข้ามภาคส่วน ไม่ใช่แข่งกัน
  • มีระบบเรียนรู้และปรับตัวอย่างจริงจัง
  • อดทน มองระยะยาว แต่มี Quick Wins ระหว่างทาง
  • ใส่ใจคน วัฒนธรรม อารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่แค่ระบบและนโยบาย

ปัจจัยชี้ขาด: มีกลุ่มคนเพียงพอหรือไม่ที่พร้อมจะลงมือทำจริง รับผลดีผลเสียร่วมกัน และไม่ยอมแพ้เมื่อเจอกำแพง

ประเทศที่ประสบความสำเร็จมักมีจุดเปลี่ยนจาก "วิกฤติ" หรือ "ความปรารถนาร่วม" ที่ทรงพลัง ไทยอาจต้องค้นหาหรือสร้างจุดนั้นขึ้นมา

วิจารณ์ พานิช

 ๒ ม.ค. ๖๙