รางวัลระดับชาติในงานวันครู ประจำปี ๒๕๖๙
หลายคนแล้วที่ถามผม ว่าตั้งแต่เป็นผู้บริหารโรงเรียนจนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ได้รับรางวัลระดับชาติมาแล้วกี่ครั้ง ผมตอบว่าจำไม่ได้ มันนับไม่ถ้วนจริงๆ การตอบแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นการคุยโม้โอ้อวดเสียเหลือเกิน
แต่มันเป็นความจริง และเป็นเรื่องปกติทั่วไป ที่ใครๆก็ทำได้ ถ้ามีใจรักในเรื่องแบบนี้
คือรักที่จะเขียนผลงาน เพราะรางวัลร้อยทั้งร้อยในวงการศึกษาไทย ล้วนแต่ใช้งานกระดาษเป็นเครื่องมือนำทาง เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งแต่เดิมนั้นผมไม่เคยเห็นด้วยเลย
เคยคิดว่าน่าจะมีแมวมองสรรหา ครูดีมีคุณธรรม เน้นสอนมากกว่าการสร้างภาพ ไม่ทิ้งเด็ก ชอบอยู่ห้องเรียนมากกว่าไปโน่น นี่ นั่น เอางานสอนเป็นตัวตั้ง มิใช่ตั้งหลักอยู่แต่โลกของโซเชียลที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานพัฒนาการสอน
ส่วนผู้บริหารสถานศึกษาต้องค้นหาผอ.รร.ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ครูจริงๆ ไม่จำเป็นต้องรอบรู้ทุกเรื่อง แต่ใช้อำนาจให้น้อย ไม่คอยแต่สั่งการ เป็นกัลยาณมิตรกับครู มากกว่าทำตัวเป็นเจ้าคนนายคน
ที่สุดของที่สุดก็เป็นเพียงภาพในฝัน เพราะทำได้ยากยิ่งนัก การค้นหามันอาจจะมีความคลาดเคลื่อนสูง ที่จะทำให้ได้คนของใครก็ไม่รู้ ซึ่งเป็นผลงานที่ไม่ใช่เชิงประจักษ์อย่างแท้จริง
จึงพบว่ามีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นจำนวนมากมายมหาศาล ที่มุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละให้แก่การทำงานเพื่อเด็กที่ด้อยโอกาส เขาและเธอทั้งหลายนั้นไม่มีเวลาที่จะเขียนเอกสารผลงานเป็นรูปเล่ม
แต่มีหัวใจใฝ่เรียนรู้สู้งาน ในชีวิตของเขาไม่เคยมีโล่รางวัลตอบแทน นอกจากหยาดเหงื่อแรงกายและแรงใจที่ไม่เคยเหือดแห้ง และหลายคนก็ไม่ต้องการรางวัลใดๆด้วยซ้ำ
ส่วนผมมีความสนใจเรื่องรางวัลมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่มาอยู่ในโรงเรียนบ้านหนองผือ ตอนนั้นมีแต่คนดูถูกดูแคลนโรงเรียนเล็กๆ จ้องแต่จะยุบ ควบ รวม ผมเลยต้องทำให้ดูอยู่ให้เห็น พอเน้นคุณภาพของงานมากเข้า รางวัลก็มิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด
ผมผลักดันตัวเองให้ได้มายืนอยู่หัวแถว เหมือนเป็นตัวแทนโรงเรียนขนาดเล็กที่สามารถผงาดอยู่แถวหน้า
ผมทราบดีและยอมรับมานานแล้วว่า “รางวัล” มันไม่ใช่ตัวการันตีคุณภาพของคนและของโรงเรียน แต่มันก็ทรงคุณค่าและมีความหมายยิ่งนัก ผมมิได้เสียเวลาหรือเสียความรู้สึกกับสิ่งเหล่านี้ เพราะทุกรางวัลของผม จะได้มาหลังจากที่ผมสอนหนังสือทุกวัน และทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่อง
ผมมิได้ตั้งเป้าไว้ก่อนว่าจะต้องคว้ารางวัลใดในชีวิต ไม่เคยได้ศึกษาหลักเกณฑ์อะไรไว้ล่วงหน้า แต่รู้ว่าถ้าทำงานวิชาการ เน้นงานการเรียนการสอน เดี๋ยวทุกอย่างจะบูรณาการให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ทั้งหมด
จึงเป็นอุทาหรณ์สอนลูกหลานทุกคน ว่าถ้าอยากได้รางวัลต้องทำงานอย่างจริงจังตั้งใจเสียก่อน ต้องรู้จักอดทนและรอคอย ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยง่าย และถ้าหากไม่ต้องการรางวัล ก็อย่าได้ไปอิจฉาใคร อย่ามองใครในแง่ลบ ทางใครทางมัน สุขใครสุขมัน
สำคัญที่สุดก็คือ เบื้องหลังหรือที่มาของรางวัลต่างๆ อย่าได้ไปเบียดบังเวลาราชการ อย่าไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครทั้งสิ้น และอย่าได้ไปเอาผลงานของคนอื่นมาเป็นของตน จงพึ่งพาตนเองเป็นดีที่สุด
ผมถือว่ารางวัลทางการศึกษาในทุกระดับ เท่ากับได้พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทำให้ได้เรียนรู้การเขียน”วิธีปฏิบัติงานที่ดี” ( Best practices) จะสื่อสารอย่างไรให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นภาพอย่างชัดเจน มันต้องเขียนอย่างเป็นระบบ ต้องวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพราะการทำงานกับการเขียนมันเป็นเรื่องเดียวกัน จึงทำให้ผมมายืนในจุดนี้ได้
ปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ได้รับรางวัลคุณธรรมอวอร์ดจาก ฯพณฯ องคมนตรี ต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ได้รับรางวัลเนื่องในงาน”วันครู”จากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผมจึงมีความรู้สึกภาคภูมิใจ เกษียณแล้วยังมีภาพความทรงจำดีๆให้จดจำ
เหมือนว่ายังได้ทำงานของครู เพื่อครู อยู่ทุกวัน อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๖ มกราคม ๒๕๖๙








