ว่าด้วยมารแปลงกายเป็นพญางู

สัปปสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๖. สัปปสูตร

ว่าด้วยมารแปลงกายเป็นพญางู

             [๑๔๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแตเขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในที่กลางแจ้ง ในราตรีอันมืดมิด และฝนกำลังตกประปรายอยู่

             ครั้งนั้น มารผู้มีบาปต้องการจะให้ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ความขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาค จึงแปลงกายเป็นพญางูใหญ่ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ พญางูนั้นมีกายเหมือนเรือลำใหญ่ที่ขุดด้วยซุงทั้งต้น มีพังพานเหมือนเสื่อลำแพนผืนใหญ่สำหรับปูตากแป้งของช่างทำสุรา มีนัยน์ตาเหมือนถาดสำริดใบใหญ่ของพระเจ้าโกศล มีลิ้นแลบออกจากปากเหมือนสายฟ้าแลบในขณะที่เมฆกำลังกระหึ่ม มีเสียงหายใจเข้าหายใจออกเหมือนเสียงสูบของช่างทองที่กำลังพ่นลมอยู่ ฉะนั้น

             ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “นี้คือมารผู้มีบาป” จึงตรัสกับมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า

                          มุนีใดอาศัยเรือนว่างอยู่

                          มุนีนั้นสำรวมตนได้แล้ว

                          เขาสละความอาลัยในอัตภาพนั้นเที่ยวไป

                          เพราะการสละความอาลัยในอัตภาพแล้วเที่ยวไปนั้น

                          เหมาะสมแก่ผู้เช่นนั้น

                          สัตว์ที่สัญจรไปมาก็มาก สิ่งที่น่ากลัวก็มาก

                          อนึ่ง เหลือบและสัตว์เลื้อยคลานก็ชุกชุม

                          แต่มหามุนีผู้อยู่ในเรือนว่าง

                          ไม่หวั่นไหวเพราะสิ่งที่น่ากลัวเหล่านั้นแม้เพียงขนลุก

                          ถึงแม้ท้องฟ้าจะแตก แผ่นดินจะไหว

                          สัตว์ทั้งหลายจะสะดุ้งกลัวกันก็ตามที

                          ถึงแม้หอกจะจ่ออยู่ที่อกก็ตามเถิด

                          พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่ทรงป้องกันตัว

             ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า “พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา” จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง

สัปปสูตรที่ ๖ จบ

------------------

อรรถกถาสัปปสูตรที่ ๖

         มารคิดว่า พระสมณโคดมประกอบความเพียรเนืองๆ นั่งเป็นสุข จำเราจักกระทบกระเทียบเขาดู แล้วเนรมิตอัตภาพมีประการดังกล่าวแล้วจึงเดินด้อมๆ ณ ที่ทรงทำความเพียร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นด้วยแสงฟ้าแลบ ทรงนึกว่า สัตว์ผู้นี้เป็นใครกันหนอ ก็ทรงทราบว่า ผู้นี้เป็นมาร ดังนี้.