ดันทุรังตั้ง "ช.นันท์ เพ็ชญไพศิษฏ์" เป็นรองปลัดฯ ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนตำแหน่งเมื่อปี 49 ยังไม่ได้รับการสะสาง อ้างกระทรวงการคลังไม่มีคนมีฝีมือจำเป็นต้องตั้งเพื่อรักษาสถานะ ขณะที่กระบวนการสอบสวนไม่มีความคืบหน้าทั้งที่ต้องยื่นกฤษฎีกาตีความหาข้อสรุปที่ชัดเจน

            การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงการคลัง ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไปเมื่อวันที่   3 มกราคม 2550 ส่อเค้าว่าจะประสบปัญหายุ่งยาก  เมื่อนาย ช.นันท์ เพ็ชญไพศิษฏ์ ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) กรมสรรพากร ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง พบว่ามีปัญหาในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายก่อนหน้านี้  โดยมีเรื่องฟ้องร้องต่อศาลปกครอง รวมทั้งกระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคำสั่งกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้มีคำสั่งที่ 226/2544 ลงวันที่ 26 กันยายน 2544 และคำสั่งที่ 108/2545 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 แต่งตั้งบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร  ได้แก่ นางจันทิมา สิริแสงทักษิณ, นาย ช.นันท์ เพ็ชญไพศิษฏ์, นายวิชัย จึงรักเกียรติ  และนายบุญศักดิ์  เจียมปรีชา  เป็นรองอธิบดีกรมสรรพากร แต่ต่อมานายไพรัช สหเมธาพัฒน์ ได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยระบุว่า หลักเกณฑ์  วิธีการ และขั้นตอนในการคัดเลือก และคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการดังกล่าวไม่ถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำหนดไว้   และในที่สุดศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

            ภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา กระทรวงการคลังได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง    มีนายปิยพันธุ์   นิมมานเหมินท์  อธิบดีกรมบัญชีกลาง เมื่อครั้งเป็นผู้ตรวจราชการ เป็นประธาน แต่เมื่อนายปิย พันธุ์ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมบัญชีกลาง ก็ได้ส่งเรื่องคืนให้สำนักปลัดกระทรวงการคลัง โดยกล่าวเพียงว่าการสอบสวนยุติแล้วแต่ไม่สามารถเปิดเผยผลสอบได้ ให้ไปถามรายละเอียดจากนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล     ปลัดกระทรวงการคลัง

            แหล่งข่าวระบุว่า การแต่งตั้งนาย ช.นันท์เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง แม้จะถือว่าเป็นความจำเป็น    ด้านการบริหารที่ต้องมีบุคลากรที่เก่งเข้ามาทำงาน แต่การโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ครั้งนี้ ก็รู้กันอยู่ว่านาย ช.นันท์ยังมีเรื่องนี้ค้างอยู่ และยังไม่ได้รับการสะสางให้เกิดความชัดเจน ดังนั้นเมื่อแต่งตั้งนาย ช.นันท์ให้มีตำแหน่งสูงขึ้น  มีอำนาจหน้าที่มากขึ้น หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

            แหล่งข่าวกล่าวว่า  ขณะนี้เกิดปัญหาในการตีความว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมา        อย่าง ชัดเจนแล้วว่า การแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงการคลังในครั้งนั้นเป็นโมฆะ หมายถึงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากรต้องโมฆะไปด้วย อันส่งผลกระทบต่อผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งในลำดับต่อ ๆ ไปที่มีปัญหาว่าจะโมฆะไปด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะตำแหน่งของนาย  ช.นันท์ ที่เป็นถึงรองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเรื่องนี้แทนที่ กระทรวงการคลังจะเร่งสะสางให้เกิดความชัดเจนและแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ลุล่วง โดยการยื่นเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความคำพิพากษาดังกล่าว ว่าจะต้องดำเนินการกับตำแหน่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอย่างไร แต่กลับมีเพียงการ
ส่งหนังสือหารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
  เท่านั้น

            ทั้งนี้ หากนายไพรัช สหเมธาพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีเห็นว่ากระทรวงการคลัง โดยนายศุภรัตน์ ปลัด กระทรวงฯ ที่เป็นผู้บริหารสูงสุดไม่ดำเนินการอะไรเลย อาจมีการฟ้องร้องอีกครั้งในฐานะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้    และเมื่อเรื่องนี้ถึงที่สิ้นสุด  ผลปรากฏว่าตำแหน่งทุกตำแหน่งที่ผ่านมาหลังจากเป็นรองอธิบดีฯ เป็นโมฆะ  อาจทำให้กระทรวงการคลังเกิดความวุ่นวายในการบริหารงานได้ "เรื่องนี้ถ้าผลสุดท้ายตำแหน่ง    เป็นโมฆะจริง  กระทรวงการคลังปั่นป่วนแน่นอน  และงานเอกสารต่าง ๆ ที่ได้ลงนามไปในช่วงที่เป็นโมฆะจะต้องวุ่นวาย ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ ก็คือปลัดกระทรวงฯ เพราะการแต่งตั้งในครั้งนั้นปลัดฯ ที่เป็นอธิบดีกรมสรรพากร  เป็นผู้เสนอรายชื่อรองอธิบดีฯ ทั้ง  4  ราย เมื่อเกิดเรื่องแทนที่จะรีบสะสางจัดการให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว    แต่กลับทำเรื่องนี้ให้เงียบที่สุดและยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ออกมา" แหล่งข่าวระบุ

ไทยโพสต์ : 15 ม.ค. 50