กิจกรรมครั้งนี้ เหมือนได้ทดลองวิจัยเปรียบเทียบระหว่างการปลูกผักครั้งก่อนๆ ที่ใช้ขี้วัวผสมกับขี้เถ้าแกลบ ทำให้ผมได้ผักที่มีลำต้นยาวอวบใหญ่ ต่อจากนี้ไปก็ต้องมาดูกันว่าไบโอชาร์หรือถ่านชีวภาพจะแผลงฤทธิ์ได้ดีมากน้อยแค่ไหน

ลำไย..ไบโอชาร์ (Biochar)

          อันนี้มิใช่ชื่อพันธุ์ลำไยแต่อย่างใด แต่เป็นงานชิ้นใหม่ที่ผมทดลองทำดู จากคำแนะนำชี้แนะของอาจารย์ขจิต ฝอยทอง เพื่อกิจกรรมการปลูกผักที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

          งานนี้ทำให้นึกถึงการตัดแต่งต้นไม้รอบบ้าน ซึ่งรวมทั้งต้นลำไยด้วยนั้น ผมไม่เคยขายไม้และไม่เคยนำไม้ไปทิ้ง ไม่เคยแม้กระทั่งเผา ผมวางกองไว้เป็นกลุ่มก้อน โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม้จะผุไปบ้างก็ไม่เป็นไร

          แต่พอกลับมาฟังและศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างจริงจังอีกครั้ง เกี่ยวกับถ่านชีวภาพ จึงรู้ว่ากองไม้ที่สุมอยู่จนชินตานั้น มีคุณค่ามากมาย เสียดายว่าน่าจะเอามาทำประโยชน์ได้ตั้งนานแล้ว

          คำว่า “ไบโอชาร์” (Biochar) ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมเคยอ่านพบในโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพบในกิจกรรมโครงการเศรษฐกิจพอเพียงในองค์กรต่างๆ ตอนนั้นผมยังเป็นผู้บริหารโรงเรียน

          กระบวนการของไบโอชาร์หรือถ่านชีวภาพสำหรับการปรับปรุงดิน ต้องมีอุปกรณ์เฉพาะและในขั้นตอนการผลิตต้องมีการเผาไม้ ผมเลยคิดว่าไม่เหมาะสำหรับการบริหารจัดการในโรงเรียนขนาดเล็ก

          จึงล้มเลิกความคิด ในท้ายที่สุดก็หลงลืมเรื่องนี้ไปเลย นานกว่า ๑๐ ปีที่ต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง

          ผมเปิดหาในกูเกิล ดูในยูทูป ก็เข้าใจได้ทันที แต่ไม่มีความพร้อมเลยสักนิด จึงคิดว่าจะลองทำดูแบบประยุกต์ โดยใช้วัสดุเหลือใช้เป็นอุปกรณ์ชั่วคราวไปก่อน คราวหน้าค่อยจัดหาเตาที่ได้มาตรฐานหรือใช้ถัง ๒๐๐ ลิตร

          ตอนแรกผมจะขุดหลุมแทนเตาเผา แต่ดูแล้วน่าจะขุดไม่ไหว เลยใช้กาละมังเก่าๆแทน เอามีดสับกิ่งลำไยเป็นท่อนเล็กๆใส่ลงไปพอประมาณ ใช้เวลาเผา ๒๐ นาที ก็ได้ถ่านที่พอใช้สำหรับกิจกรรมการเกษตร

          สังเกตรูปร่างหน้าตาก้อนถ่านเล็กๆ ก็เห็นว่าน่าจะไปได้สวย แต่ผมจะเผาไม่เยอะ สำหรับพอใช้ในแปลงผักคะน้ากับกวางตุ้ง เพียง ๒ แปลงเท่านั้น ส่วนที่จะใช้กับไม้กระถางก็คงต้องรอคราวหน้า

          ถ่านที่ได้จากการเผารอบแรก ยังไม่เป็นไบโอชาร์ ผมต้องนำไปแช่ในน้ำหมักชีวภาพเป็นเวลา ๕ วัน เพื่อให้ก้อนถ่านดูดซึมธาตุอาหารกักเก็บไว้ในก้อน เหมือนกับว่าก้อนถ่านจะได้ดูดชาร์ตพลังงานอย่างนั้นเลย

          พอดีกับที่ผมเพาะกล้าคะน้ากับกวางตุ้งไว้ อีก ๑๐ วันคงจะได้ลงแปลง จึงมีเวลาที่จะจัดเตรียมแปลงปลูกเพื่อให้ดินในแปลงมีส่วนผสมของไบโอชาร์เป็นครั้งแรก

          กิจกรรมครั้งนี้ เหมือนได้ทดลองวิจัยเปรียบเทียบระหว่างการปลูกผักครั้งก่อนๆ ที่ใช้ขี้วัวผสมกับขี้เถ้าแกลบ ทำให้ผมได้ผักที่มีลำต้นยาวอวบใหญ่ ต่อจากนี้ไปก็ต้องมาดูกันว่าไบโอชาร์หรือถ่านชีวภาพจะแผลงฤทธิ์ได้ดีมากน้อยแค่ไหน

          แต่เท่าที่ศึกษาไบโอชาร์มีประโยชน์เยอะเหลือเกิน อาทิ ใช้ปลูกผักสวนครัว ผักจะทนแล้งได้ดี ทำให้ดินมีชีวิต เป็นบ้านเล็ก ๆ ให้ไส้เดือน จุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตในดินอยู่อาศัย ทำให้รากเดินไว โครงสร้างพรุน ๆ ของไบโอชาร์ ทำให้รากหายใจสะดวก ไม่อับน้ำ

          ช่วยให้การปลูกพืชอินทรีย์มั่นใจขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงได้บางส่วน  ทำเองได้ในครัวเรือน ไม่จำเป็นต้องซื้อเสมอไป เกษตรกรสามารถเผาเองในเตาถ่านแบบง่าย ๆ เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตลูกหลาน ทุกครั้งที่ใส่ไบโอชาร์ลงดิน เท่ากับฝากระบบนิเวศที่ดีกว่าไว้ให้รุ่นต่อไป

          สุดท้ายมีการสรุปสั้นๆเอาไว้ว่า: ถ่านไบโอชาร์ไม่ใช่ของใหม่ แต่คือของจำเป็นสำหรับอนาคต ใครอยากทำเกษตรให้มั่นคง ยั่งยืน ต้องเริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้ 

           เหมือนกับที่ผมกำลังใช้กิ่งก้านลำไยมาทำไบโอชาร์ เรียนรู้และพัฒนาเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๕  มกราคม  ๒๕๖๙