ดังเล่าในบันทึกที่แล้วว่า ผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไปบรรยายเรื่อง AI and Medical Education in Thailand ในการประชุม 2025 SSAMESA Conference เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ ที่โรงแรมคอนราด ถนนวิทยุ โดยย้ายมาจากที่จัดเดิมที่หาดใหญ่ จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ ที่หาดใหญ่
จึงขอนำ ppt ประกอบการบรรยายของผม มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่นี่
ผมไปนั่งฟังการนำเสนออยู่เกือบตลอดวัน ปลีกตัวกลับบ้านตอน session สุดท้าย ที่เป็นการอภิปรายหมู่เรื่องการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ตอน ๑๖.๔๕ น.
เป็นประสบการณ์แรกในชีวิต ที่เข้าประชุมร่วม จีน-ไทย พบสภาพการประชุมที่แปลก คือฝ่ายจึนนำเสนอเป็นภาษาจีนทั้งหมด โดยมีล่ามแปลแบบแปลทันที เราฟังภาษาอังกฤษจากหูฟัง เท่ากับได้ยิน ๒ ภาษาในเวลาเดียวกัน จึงจับใจความได้ยากมาก
แปลกประการที่ ๒ คือ ไม่มีการเปิดให้ซักถามเลย เป็นจุดอ่อนของวิธีจัดการประชุม ที่ขาดโอกาสปรึกษาหารือ หาช่องทางความร่วมมือ จากความคิดสร้างสรรค์ของคนระดับปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม ผมได้เรียนรู้มาก เห็นได้ชัดว่า จีนลงทุนมากกับ SSAMESA เพื่อสร้างวเครือข่ายความร่วมมือด้านสุขภาพกับประเทศในย่านเอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใด้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของยุทธศาสตร์ Belt & Road ที่ไทยเราน่าจะใช้โอกาสนี้สร้างความเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศที่เข้าร่วม เพราะระบบสุขภาพของเราเข้มแข็งมาก หากมีกลไกภาวะผู้นำ ไทยเราสามารถเสนอกิจกรรมความร่วมมือได้มากมาย ที่จะนำสู่ผลกระทบต่อการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ และพัฒนาระบบสุขภาพ ไปพร้อมๆ กับสร้างมิตรภาพในหมู่ Alliance
เราได้เห็นความเข้มแข็งของจีน ในการพัฒนานวัตกรรมเชิงระบบของระบบสุขภาพ และระบบกำลังคน ที่เมื่อมีนโยบาย เขาสามารถบริหารนโยบายสู่การปฏิบัติได้จริงจัง ต่างจากระบบไทยมาก
ผมจึงสรุปกับตนเองว่า ข้อเรียนรู้ที่เราควรหาทางเรียนจากจีน ที่สำคัญและมีคุณค่าที่สุด คือ กลไกนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ส่วนข้อเรียนรู้เชิงวิชาการ มีคุณค่าเป็นที่สอง
ระหว่างรอเปิดการประชุมเวลา ๙.๓๐ น. มีเวลาราวๆ ๑ ชั่วโมง ผมถ่ายรูปโปสเตอร์ ๒๗ แผ่นที่วางรอบห้องประชุม เอากลับไปอ่านที่บ้าน เช้าตรู่วันที่ ๒ ธันวาคม ดูภาพถ่ายเหล่านี้ผ่านๆ พบว่าจัดสาระในโปสเตอร์ได้เป็น ๓ กลุ่มคือ ๑) ผลงานวิจัย ๒) แนะนำมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนแพทย์ และ ๓) นวัตกรรมการจัดการศึกษาแพทย์ มองเห็นชัดเจนว่า จีนใช้ SJTUSM – Shanghai Jiao Tong University School of Medicine ที่มีชื่อเสียงก้องโลก เป็นแม่เหล็กดีงศรัทธา และชวนมหาวิทยาลัยการแพทย์ท้องถิ่นระดับแนวหน้ามาร่วม แม่เหล็กอีกอย่างหนึ่งคือ ความก้าวหน้าด้านดิจิทัล และเอไอ ของจีน รวมทั้งประสบการณ์ในการจัดการการพลิกโฉม (transform) ระบบ ในเวลาสั้น
Keynote เป็นการนำเสนอโรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวตง มหาวิทยาลัยอันดับ ๑ ของจีน ผมติดใจสไลด์
ที่แบ่งยุคการศึกษาแพทย์เป็น ๕ ยุค คือ ยุคหมอผี ยุคฝึกประสบการณ์กับครู ยุควิจัย ยุคการแพทย์แม่นยำ และยุคการแพทย์ดิจิทัล ที่ผมเถียงว่าเขาตกแนวความคิดเรื่อง systems-based medical education ที่เสนอโดย Lancet Commission เรื่อง Health Professional Education for the 21st Century (2010) ที่วงการการศึกษาบุคลากรสุขภาพของเราดำเนินมาเป็นเวลาเกือบ ๑๕ ปี ประสานงานโดยมูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ
วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๘ ประชุม ๘.๓๐ - ๑๑.๑๐ น. หนึ่งชั่วโมงแรกเป็นการนำเสนอผลงานของ ๔ หน่วยงานคือ จุฬา บังคลาเทศ ปากีสถาน และบริษัท Mindray (บริษัทให้บริการเทคโนโลยีใหญ่และก้าวหน้ามากของจีน สำนักงานใหญ่อยู่ที่เสินเจิ้น) หน่วยงานละ ๑๕ นาที การนำเสนอของจุฬาน่าประทับใจสุดๆ
ผมจับความได้ว่า ทางจีนต้องการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเอไอทางการแพทย์ ผมยุท่านรองฯ เถกิง ของ มอ. ว่า เครือข่ายของไทยควรเข้าร่วมมือ ด้วยท่าทีของ co-creator ไม่ใช่ user
มองด้วยสายตาแบบแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การประชุมนี้น่าจะมีมิติของ Geo-economics อยู่ด้วย
วิจารณ์ พานิช
๒ ธ.ค. ๖๘