ในยุคที่โลกหมุนเร็วแบบก้าวกระโดด คำว่า “นวัตกรรม” ไม่ได้เป็นเพียงศัพท์สวยหรูที่องค์กรหยิบมาใช้ในสไลด์ประชุม แต่เป็นเงื่อนไขการอยู่รอดของประเทศ องค์กร และตัวเราเองในฐานะคนทำงานทุกคน นวัตกรรมทำให้บริษัทเล็กล้มยักษ์ใหญ่ได้ ในขณะเดียวกันก็ทำให้ยักษ์ใหญ่ที่มองข้ามการเปลี่ยนแปลงค่อย ๆ เลือนหายไปจากเวทีโลกได้อย่างเงียบ ๆ
บทความนี้ชวนมอง “นวัตกรรม” แบบตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองของ คุณศุภชัย หล่อโลหการ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ว่าแท้จริงแล้วนวัตกรรมประกอบด้วยอะไร ทำไมบางประเทศ “มีความรู้” แต่ไม่รวย และเราจะสร้างองค์กรนวัตกรรมในแบบฉบับไทย ๆ ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร
นวัตกรรม: มากกว่าคำว่า “ความรู้”
คุณศุภชัยอธิบายว่า นวัตกรรมในระดับประเทศและองค์กร ไม่ได้เกิดขึ้นจาก “ความรู้” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง ความรู้ (Knowledge) กับ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)ตัวอย่างของสหภาพโซเวียตในอดีตชี้ให้เห็นชัดเจนว่า แม้จะมีงานวิจัยและเทคโนโลยีชั้นสูงมากมาย ตั้งแต่การส่งยาน Sputnik ไปจนถึงระบบข่าวกรองที่ล้ำสมัย แต่ประชาชนกลับต้องต่อคิวซื้อขนมปังและเสื้อผ้า เพราะความรู้เหล่านั้นไม่ได้ถูกแปลงมาเป็นความมั่งคั่งและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สิ่งที่ทำให้ภาพเหล่านั้นเปลี่ยนไป คือการเติม “ความคิดสร้างสรรค์” และ “ความเป็นผู้ประกอบการ” เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ทำให้รัสเซียยุคใหม่ก้าวหน้าทันสมัย เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศ G7 / G8 ได้ในที่สุด เมื่อความรู้ถูกจับคู่กับคนที่เห็นโอกาสทางธุรกิจ และกล้าลงมือแปลงความคิดให้กลายเป็นสินค้า บริการ และรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ นั่นคือจุดที่ “นวัตกรรม” เริ่มทำงานจริง
คุณศุภชัยจึงสรุปสั้น ๆ ว่า Innovation = Creativity + Entrepreneurship หรือ “นวัตกรรมคือผลรวมของความคิดสร้างสรรค์และความเป็นผู้ประกอบการ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจาก “ความรู้” ไปสู่ “ความมั่งคั่ง”
Less for More: ลงทุนน้อย แต่ได้มาก
หัวใจหนึ่งของนวัตกรรมคือ การสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้มากกว่าต้นทุนที่ใช้ หรือ แนวคิด Less for More — ลงทุนน้อย แต่ได้ผลตอบแทนมาก ตัวอย่างมีให้เห็นรอบตัว เช่น โทรศัพท์มือถือที่ต้นทุนไม่กี่ร้อย แต่ขายได้หลักหมื่น หรือรถยนต์ที่ต้นทุนการผลิตหลักแสน แต่ขายได้หลักล้าน
เมื่อย้อนกลับมามองภาคเกษตรไทย จะพบว่าเรายังติดอยู่ในกับดัก “ขายแรงกาย ไม่ขายความคิด” ข้าวสารหนึ่งกระสอบอัดแน่นไปด้วยเหงื่อ แรงงาน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และทรัพยากรธรรมชาติ แต่กลับถูกขายในราคาที่สะท้อนเพียง “ต้นทุนกายภาพ” ไม่ใช่ “มูลค่าจากความคิดสร้างสรรค์” ถ้าเราเริ่มคิดใหม่ ตั้งคำถามว่า “จะเอาความรู้และเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร” ทั้งในเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ภาพเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ในทางกลับกัน เมื่อองค์กรใดเริ่มสร้างนวัตกรรมสำเร็จแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือ “การสร้างความแตกต่าง” ผ่านการสร้างแบรนด์ (Brand Building) เพื่อยืนเหนือคู่แข่ง ไม่ใช่แค่มีนวัตกรรม แต่ต้องทำให้นวัตกรรมนั้นมีตัวตนในใจผู้บริโภคด้วย
นวัตกรรม: ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นเทคโนโลยีไฮเทค
หลายคนเข้าใจว่านวัตกรรมต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีล้ำยุคเสมอไป แต่อีกมุมหนึ่ง นวัตกรรมอาจเป็นเพียง “การจัดการใหม่ ๆ” หรือ “รูปแบบบริการใหม่ ๆ” ที่ใช้เทคโนโลยีเดิมมาผสมกันอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น บริการ Counter Service ที่ใช้ร้านสะดวกซื้อเป็นจุดรับชำระและทำธุรกรรมต่าง ๆ ถือเป็นนวัตกรรมบริการที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนทั้งประเทศ
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ระบบ Logistic ที่ใช้เครือข่ายขนส่งและระบบประมูลออนไลน์ร่วมกับเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วอย่าง GPS หรือ GPRS เพื่อป้องกันไม่ให้รถวิ่งเปล่า ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบโดยไม่จำเป็นต้องสร้างเทคโนโลยีใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ขณะที่ในภาคเกษตร การใช้อุปกรณ์อย่าง RFID เพื่อติดตามหมูพันธุ์ดี เลือกตัวที่กินอาหารน้อยแต่โตเร็ว ก็เป็นตัวอย่างของการประยุกต์เทคโนโลยีง่าย ๆ มาสร้าง “Agritronic” หรือการผสานเกษตรกับอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มผลผลิต
จุดร่วมของตัวอย่างทั้งหมดคือ “ความคิดสร้างสรรค์ในการใช้เทคโนโลยีและทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว” มากกว่าการรอให้มีเทคโนโลยีไฮเอนด์ราคาแพงเข้ามาในมือก่อนค่อยเริ่มต้น
อุปสรรคขององค์กรนวัตกรรมสัญชาติไทย
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย อุปสรรคของ “องค์กรนวัตกรรม” หรือ Innovation Organization ไม่ได้อยู่ที่ผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ “โครงสร้างทางการผลิต” และ “วัฒนธรรมการทำงาน” ของเราเองด้วย โครงสร้างอุตสาหกรรมไทยจำนวนมากยังยึดติดกับการเป็น OEM หรือรับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่างชาติ ทำให้เราอยู่ปลายน้ำของห่วงโซ่มูลค่า ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ หรือเจ้าของนวัตกรรมอย่างแท้จริง
อีกด้านหนึ่ง ปัจจัยระดับนโยบายก็มีผลอย่างมาก ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทิศทางบ่อย ทำให้การสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรมแห่งชาติ” ในระยะยาวเป็นเรื่องยาก ประเทศเคยถูกผลักให้เป็น “Detroit of Asia”, “ครัวโลก” หรือ “กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น” หลายแนวคิดฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติกลับยากที่จะทำให้เกิดผลจริง เพราะขาดความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นเชิงยุทธศาสตร์
ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ “บุคลิกของคนไทย” ที่มักถูกมองว่าขาด Passion หรือความมุ่งมั่นจริงจังเมื่อเทียบกับชาติที่ใช้ความมุ่งมั่นเป็นแรงขับ เช่น เกาหลีใต้ที่มี mindset ว่า “ถ้าไม่ทำ จะต้องแพ้ญี่ปุ่นแน่ๆ” จึงกัดฟันเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและแบรนด์ของตัวเองจนสำเร็จ ไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาดความมุ่งมั่นในการ “เอาให้ได้จริง” จึงยังไปไม่ไกลเท่าที่ควร
Creative Economy: พื้นที่ของเอกชน ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในเอกสาร
แนวคิด Creative Economy หรือเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่พูดถึงกันมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คุณศุภชัยเห็นชัดเจนว่า “คนที่ต้องคิดและลงมือทำ” คือ ภาคเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานราชการ เหตุผลง่าย ๆ คือ ระบบราชการทำมากหรือน้อยก็มักได้ค่าตอบแทนเท่าเดิม จึงไม่เอื้อต่อการเสี่ยงทดลองและการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ
ขณะที่ภาคเอกชนกลับมีแรงขับตามธรรมชาติของธุรกิจ นั่นคือ “ทำน้อย ได้มาก” หรือใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด จึงเป็นพื้นที่ที่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มีโอกาสเติบโตได้จริง หากภาคเอกชนไทยแข็งแรง มีความคล่องตัว และใช้สมองมากกว่ากล้ามเนื้อ เราจะเห็นผลิตภัณฑ์ บริการ และโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่แข่งขันได้ในระดับโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ
ระบบนิเวศนวัตกรรมแห่งชาติ: เชื่อมโยง ปฏิสัมพันธ์ และวัฒนธรรม 4 ประการ
การจะสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ ต้องคิดในมุม “ระบบนิเวศ” ที่ประกอบด้วยผู้เล่นหลายฝ่าย ไม่ใช่ปล่อยให้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว สองคำสำคัญที่ต้องมีคือ Connectivity (ความสามารถในการเชื่อมโยง) และ Interactivity (ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์) ธุรกิจต้องเชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน ภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และหน่วยงานวิจัย เพื่อช่วยกันพัฒนาให้กลายเป็น Business Model ที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง
ในระดับองค์กร คุณศุภชัยเสนอว่าหากอยากสร้าง “วัฒนธรรมนวัตกรรม” จำเป็นต้องปลูกฝังวัฒนธรรมอย่างน้อย 4 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่
-
วัฒนธรรมนวัตกรรม: กล้าคิด กล้าทำของใหม่อยู่เสมอ ไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม
- วัฒนธรรมการเพิ่มผลผลิต: คิดอยู่ตลอดว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น เร็วขึ้น คุ้มค่าขึ้น
- วัฒนธรรมการลงทุน: กล้าลงทุนในสิ่งใหม่ที่มีศักยภาพ แม้จะยังไม่เห็นผลทันที
- วัฒนธรรมผลกำไร: เข้าใจการสร้างผลตอบแทนจากสิ่งที่ลงทุนลงแรงไป ไม่ใช่ทำไปโดยไม่คิดเรื่องความยั่งยืนทางธุรกิจ
เมื่อนำวัฒนธรรมทั้ง 4 ด้านมาผสมผสานกันในองค์กร จะเกิดเป็นฐานคิดและฐานพฤติกรรมที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมในระยะยาว ไม่ใช่แค่โครงการสั้น ๆ แล้วก็หายไป
How to Build Innovation Organization? บทบาทของผู้นำและคนทำงาน
ในมุมของการสร้าง “องค์กรนวัตกรรม” คุณศุภชัยย้ำชัดว่า “Innovation Start at the Top” หรือ นวัตกรรมต้องเริ่มจากผู้นำสูงสุดขององค์กรCEO ต้องคิดใหม่ ลงมาคลุก ลงมือทำ และแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง เพื่อให้คนในองค์กรกล้าทดลองและไม่กลัวความล้มเหลว หากผู้นำไม่เคยออกไปสัมผัสตลาด ไม่พบลูกค้า และไม่เข้าใจการแข่งขันจริง ๆ ก็ยากที่จะผลักดันนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้จากห้องประชุมเพียงอย่างเดียว
ผู้นำยังต้องวางกรอบให้ชัดเจนอย่างน้อย 3 เรื่องคือ
- ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่า “จะทำนวัตกรรมไปเพื่ออะไร”
- ต้องให้เห็นผลลัพธ์บางอย่างภายในเวลาสั้น ๆ (เช่น ภายใน 1 ปี) เพื่อไม่ให้คนในองค์กรท้อ
- ต้องให้อำนาจพนักงานในการปรับเปลี่ยนวิธีทำงานได้ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ไม่ใช่ติดล็อกอยู่กับขั้นตอนเดิม ๆ
หากองค์กรมีแต่งานอบรม สัมมนา วางแผนบนกระดาษ แต่ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองทำจริง ไม่มีกลไกจูงใจ และไม่ให้พื้นที่ในการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ นวัตกรรมก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ในระดับบุคคล องค์กรนวัตกรรมต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ข้อ คือ
- มี “นวัตกร” หรือคนที่ชอบคิดและทำสิ่งใหม่
- รู้จัก “ขอความช่วยเหลือ” และร่วมมือกับคนอื่น เพราะไม่มีใครเก่งได้ทุกด้านคนเดียว
- ที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องลงมือทำ” ไม่ใช่แค่คิดแล้วปล่อยให้คนอื่นไปทำแทน
เมื่อนำทั้ง 3 ข้อมาใช้จริง โอกาสที่จะ “คิดเป็น แต่ไม่เคยได้เริ่มทำ” จะลดลง และองค์กรจะมีนวัตกรรมที่จับต้องได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
นวัตกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือสงวนไว้สำหรับองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก แต่เป็นเรื่องของ “วิธีคิดและวิธีทำงาน” ที่ทุกองค์กรและทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งที่มีอยู่แล้วรอบตัว หากเข้าใจว่านวัตกรรมคือ การผสมผสานระหว่างความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นผู้ประกอบการ แล้วลงมือสร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการทดลองสิ่งใหม่ ๆ อย่างจริงจัง โลกการทำงานของไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในวันที่การแข่งขันไม่ใช่เรื่องของ “ใครตัวใหญ่กว่า” แต่เป็นเรื่องของ “ใครคิดได้ไว ปรับตัวได้เร็ว และสร้างคุณค่าได้มากกว่า” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ประเทศหรือองค์กรเรามีนวัตกรรมหรือยัง” แต่คือ “วันนี้เราได้เริ่มลงมือทำอะไรใหม่ ๆ ด้วยตัวเองหรือยัง” และพร้อมแปลงความรู้ที่มีให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตแล้วหรือไม่......
หมายเหตุ: เนื้อหามาจากการสัมภาษณ์คุณศุภชัย หล่อโลหการ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร BrandAge Essential