โทณปากสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
๓. โทณปากสูตร
ว่าด้วยการหุงข้าวสารทะนานหนึ่ง
[๑๒๔] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารที่หุงด้วยข้าวสารทะนานหนึ่ง ทรงอึดอัด เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยแล้วทรงอึดอัด จึงได้ตรัสคาถานี้ในเวลานั้นว่า
มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ
รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้แล้ว
ย่อมมีเวทนาเบาบาง
เขาย่อมแก่ช้า อายุก็ยั่งยืน
สมัยนั้น มาณพชื่อสุทัสสนะ ยืนอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งเรียกสุทัสสนมาณพมาตรัสว่า “มานี่สุทัสสนะ เจ้าจงเรียนคาถาในสำนักของพระผู้มีพระภาค แล้วจงกล่าวในเวลาที่เราเสวยกระยาหาร อนึ่ง เราจะให้ค่าอาหารแก่เจ้าวันละ ๑๐๐ กหาปณะ”
สุทัสสนมาณพรับสนองพระดำรัสพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า “เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่ง พระเจ้าข้า” แล้วเรียนคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้วกล่าวในเวลาที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารว่า
มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ
รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้แล้ว
ย่อมมีเวทนาเบาบาง
เขาย่อมแก่ช้า อายุก็ยั่งยืน
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงดำรงอยู่ได้โดยเสวยพระกระยาหารทะนานหนึ่งเป็นอย่างมากเรื่อยมา ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศล มีพระวรกายกระปรี้กระเปร่า ทรงลูบพระวรกายด้วยฝ่าพระหัตถ์ ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า “พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงอนุเคราะห์เราด้วยประโยชน์ทั้งสอง คือ ประโยชน์ในปัจจุบันและประโยชน์ในภายหน้าอย่างแท้จริง”
โทณปากสูตรที่ ๓ จบ
--------------------------------------------
อรรถกถาโทณปากสูตรที่ ๓
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงบรรเทาความเมาในพระกระยาหารก่อนแล้วพักผ่อนครู่หนึ่ง แล้วจึงเสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ แต่วันนั้น ท้าวเธอกำลังเสวย ระลึกถึงพระทศพล ก็ล้างพระหัตถ์แล้วเสด็จไป. ท้าวเธอกำลังเสด็จไป ก็เกิดความกระวนกระวาย เพราะพระกระยาหารอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้น จึงทรงหายใจด้วยพระอัสสาสะอย่างแรง หยาดพระเสโทก็ไหลออกจากพระวรกายของพระองค์ พวกราชบุรุษต้องยืนประคองทั้งสองข้าง พัดวีพระองค์ด้วยขั้วใบตาลคู่ แต่ท้าวเธอก็ไม่อาจบรรทม เพราะทรงคารวะในพระพุทธองค์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า พระราชาทรงลำบาก เพราะไม่ทรงรู้จักประมาณในโภชนะ เราจักทำพระองค์ให้อยู่ผาสุก ณ บัดนี้ แล้วจึงได้ตรัส [พระคาถานี้].
สุทัศนมาณพกล่าวพระคาถาทุกเวลาที่เทียบพระเครื่อง กล่าวอย่างไร.
ตอบว่า กล่าวโดยทำนองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอน.
ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนมาณพนั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนมาณพ เจ้าอย่ากล่าวคาถานี้พร่ำเพรื่อ ในที่ไปถึงๆ (เหมือนนักร้องนักรำ) จงยืนใกล้ที่เสวยของพระราชา อย่ากล่าวเมื่อเสวยพระกระยาหารก้อนแรก พึงกล่าวเมื่อทรงถือก้อนสุดท้าย พระราชาทรงได้ยินแล้ว จักทรงทิ้งก้อนข้าว เมื่อเป็นดังนั้น เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว ก็พึงชักถาดออกมานับเมล็ดข้าว [ได้เท่าใด] รู้จักกับแกล้มที่ผสมกับข้าวนั้น [แยกกับข้าวออก] วันรุ่งขึ้นก็พึงลดข้าวสารเสียเพียงเท่านั้น พึงกล่าวเฉพาะในเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า อย่ากล่าวในเวลาเสวยพระกระยาหารเย็น.
มาณพนั้นรับพระพุทธดำรัสแล้ว ได้กล่าวคาถาโดยทำนองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอน ในเวลาเสวยพระกระยาหารเย็น เพราะในวันนั้น พระราชาเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จเสด็จไปเสียแล้ว. พระราชาทรงระลึกถึงพระดำรัสของพระทศพล ก็ทิ้งก้อนข้าวลงในถาดนั่นแหละ เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว มาณพก็ชักถาดออกมานับเมล็ดข้าว [ได้เท่าใด] วันรุ่งขึ้น ก็ลดข้าวสารเสียเท่านั้น.
มาณพนั้นไปสำนักพระตถาคตทุกวันเป็นผู้คุ้นกับพระทศพล. ต่อมาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามมาณพนั้นว่า พระราชาเสวยเท่าไร. มาณพนั้นทูลตอบว่า ข้าวสุกทะนานหนึ่ง พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ด้วยปริมาณเพียงเท่านี้ ส่วนของบุรุษนี้นับว่าเหมาะ ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่ากล่าวคาถาเลย. ดังนั้น พระราชาจึงดำรงอยู่ในปริมาณนั้นนั่นแล.
It is one insightful sutta. It begins with a king overfilling himself with cooked rice (from 1 ทะนาน of uncooked rice), and after days of experimentation, ending with the king eating only 1 ทะนาน of cooked rice). According to the Royal Institute Thai dictionary, 1 ทะนาน is volume measure (made from กะโหลกมะพร้าว) equivalent of 8 ฟายมือ (เต็มอุ้งมือ, เรียกของที่เต็มฝ่ามือที่ห่อเข้าว่า ฟายมือหนึ่ง; open palm with fingers squeezed tight to hold water; 1 กำมือ or 1 fistful is less than 1 palmful - in modern measure 1 ทัพพี [ladle]? ). Many people would feel overwhelmed by 1 ทะนาน (8 ladles) of cooked rice. Perhaps, people should experiment and find the right amount of food by themselves, not from a book or advice.
Isn’t that what Buddhism is about? Discovering limits for oneself by oneself.