ผมอยากรู้ว่า ในปี ๒๕๖๘ มีการค้นพบใหม่ที่สำคัญระดับเข้าใจขอบฟ้าใหม่ เกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์บ้างหรือไม่ หากมี เป็นเรื่องอะไรบ้าง มีความสำคัญต่อระบบการศึกษา และวิธีจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนอย่างไร วงการศึกษาไทยควรนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทไทยอย่างไร
ผมนำคำถามข้างบนไปถากเหล่าสหายเอไอของผม ได้รับคำตอบที่ทรงพลัง และหลากหลายมาก ในบันทึกที่แล้ว เป็นคำตอบของ Copilot และ Qwen ขอลำดับคำตอบของเหล่าสหายเอไอ ดังนี้
ตอนที่ ๒ ChatGPT และ You.com
ChatGPT:
คำถามดีมากครับ — ปี ๒๕๖๘ (2025) มีงานวิจัยและสังเคราะห์งานวิจัยหลายชิ้นที่ช่วยขยาย “ขอบฟ้า” ของความเข้าใจการเรียนรู้ของมนุษย์ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบการศึกษา ขอสรุปใจความสำคัญ (ที่เป็น “new” หรือมีนัยสำคัญในปีนั้น) และอธิบายความหมายเชิงนโยบาย-ปฏิบัติสำหรับระบบการศึกษาไทย ดังนี้ครับ
1) งานวิจัยเชิงสำคัญ (ปี 2025) ที่เปลี่ยนมุมมองการเรียนรู้
ผมคัด 4 แนวสำคัญที่มีความหมายต่อการศึกษาและการจัดการเรียนรู้
A. การพัฒนา “ช่วงชีวิตสมอง” มีจุดเปลี่ยนชัดเจน (distinct epochs) — ไม่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
งานศึกษาขนาดใหญ่จาก Cambridge ชี้ว่าโครงสร้างสมองผ่าน “จุดเปลี่ยน” สำคัญในวัยประมาณ 9, 32, 66 และ 83 ปี — แสดงว่าไม่ใช่แค่เด็ก–ผู้ใหญ่–แก่ แต่มีระยะเวลา (epochs) ที่แต่ละช่วงมีความเปราะบางและศักยภาพต่างกัน ซึ่งมีความหมายต่อการออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสมรรถนะสมองในแต่ละช่วงชีวิต (The Guardian)
นัยสำคัญ: การออกแบบการเรียนการสอนควรพิจารณา “ช่วงพัฒนาการเชิงเวลาตรง” (timing) — ตัวอย่างเช่น เด็กต้น-ปลายต่างต้องการลักษณะการเรียนรู้ที่ต่างกัน และผู้ใหญ่ (young adults) ยังอยู่ในช่วงพัฒนาการที่มี plasticity สูงกว่าที่เคยคิด(The Guardian)
B. สมองเรียนรู้ด้วย “บล็อกทางความรู้/กลไก” ที่นำกลับมาใช้ซ้ำ (modular cognitive blocks)
งานทดลองจากกลุ่มที่ศึกษา prefrontal cortex ในลิง ชี้ให้เห็นว่า สมองประกอบพฤติกรรมใหม่โดยนำ “บล็อกความรู้” แบบโมดูลาร์มาประกอบ เหมือนชิ้นส่วนเลโก้ — อธิบายว่าทำไมมนุษย์เรียนรู้เร็วและยืดหยุ่น ในขณะที่โมเดล AI มักลืมสิ่งเก่าเมื่อเรียนใหม่ (catastrophic forgetting) (ScienceDaily)
นัยสำคัญ: การสอนที่ออกแบบให้ผู้เรียนได้สร้างและซ้อนองค์ความรู้เป็นหน่วยที่ยืดหยุ่น (modularized learning, concept chunking, transfer tasks) จะช่วยให้เรียนรู้ข้ามบริบทได้ดีขึ้น และลดความเปราะของความรู้ที่ 'ใช้ไม่ได้' ในสถานการณ์ใหม่ (ScienceDaily)
C. เครื่องมือทางชีวภาพและโมเดลสมอง (organoids / 3D brain tissue) — เปิดหน้าต่างใหม่สู่กลไกการเรียนรู้ระดับเซลล์
กลุ่มงานในปี 2025 สร้างแพลตฟอร์มเนื้อเยื่อสมอง 3 มิติที่รวมเซลล์หลัก ๆ และหลอดเลือดจำลองได้ ทำให้สามารถศึกษาไดนามิกส์การพัฒนาสมองและผลกระทบของยา/สิ่งเร้าได้ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น — ช่วยให้ความเข้าใจพื้นฐานเรื่อง plasticity และการคอนโซลิเดชันของความจำมีรายละเอียดขึ้น (MIT News)
นัยสำคัญ: ผลเชิงพื้นฐานนี้ยังไม่ใช่คู่มือการสอน แต่ช่วยขยายหลักฐานทางประสาทวิทยาที่สนับสนุนวิธีการเรียนรู้บางอย่าง (เช่น การฝึกซ้ำเป็นช่วง ๆ การสร้างบริบทหลายมิติ) ซึ่งสามารถนำมาออกแบบกิจกรรมได้อย่างมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ (MIT News)
D. หลักฐานการทดลองสังเคราะห์ (meta-analyses) ยืนยันประสิทธิผลของเทคนิคการเรียนรู้ที่มีหลักฐานแข็ง — spacing, retrieval practice, interleaving
ปี 2025 มีการสรุปงานวิจัยหลายชิ้น (meta-analyses / large-scale classroom studies) ที่ย้ำว่า การฝึกซ้ำเป็นช่วง (distributed/spaced practice) และ การเรียกความจำ (retrieval practice/testing) ให้ผลดีต่อการจำถาวร โดยมีผลในชั้นเรียนจริง (รวมสาขาคณิตฯ) มากกว่าการท่องจำแบบมาราธอนหรือการอ่านซ้ำ ๆ (PMC)
นัยสำคัญ: นโยบายการสอนในโรงเรียนควรเปลี่ยนจาก 'สอนแล้วสอบ' เป็น 'สอนแล้ววางแผนการฝึกซ้ำ–ทดสอบแบบก่อประโยชน์ (desirable difficulties)' โดยออกแบบตารางเรียนและการบ้านให้มีการย้อนกลับ (spacing) และการทดสอบสั้น ๆ เป็นระยะ (retrieval) เพื่อสร้างความจำที่ยืนยาว. (PMC)
2) ความสำคัญต่อระบบการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน (สรุปประเด็นปฏิบัติได้จริง)
จากข้อค้นพบข้างต้น สรุปเป็นแนวปฏิบัติที่มีหลักฐานรองรับได้ดังนี้
(1) ออกแบบหลักสูตรและบทเรียนตาม “epoch” ของการพัฒนา
- เด็ก 0–9: เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นและสร้างพื้นฐาน (sensory, motor, language)
- วัยรุ่น–วัยหนุ่มสาว (9–32 ตามการศึกษาใหม่): เป็นช่วงมี plasticity สูง — เปิดโอกาสให้การเรียนรู้เชิงลึก ทักษะคิดเชิงวิพากษ์ และการฝึกเชิงปฏิบัติที่ต้องการการสร้างเครือข่ายความรู้ (The Guardian)
ปฏิบัติ: ปรับหลักสูตรระดับมัธยมตอนปลายและมหาวิทยาลัยให้มีโอกาสเรียนข้ามสาขาและทำโครงการระยะยาวที่กระตุ้นการเรียนรู้แบบเชิงระบบ (project-based, interdisciplinary) (The Guardian)
(2) ทำให้การเรียนเป็น “โมดูล” และส่งเสริมการถ่ายโอนความรู้ (modularized learning & transfer tasks)
- แยกเนื้อหาเป็นหน่วย (chunks) ที่ชัดเจน และออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนต่อยอดบล็อกความรู้นั้นในบริบทต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความยืดหยุ่นของความรู้ตามที่งานวิจัยโมดูลาร์ชี้ (ScienceDaily)
ปฏิบัติ: ตัวอย่างเช่น ในวิชาคณิตศาสตร์ ให้บล็อกแนวคิด (algebraic manipulation; proportional reasoning) และออกแบบงานที่ใช้บล็อกเหล่านี้ในวิทยาศาสตร์ สถิติ และชีวิตจริง (transfer tasks) (ScienceDaily)
(3) ปรับวิธีฝึก-ประเมิน: spacing, retrieval, interleaving (desirable difficulties)
- แทนที่จะมอบงานที่เป็นการอ่านซ้ำ ให้จัดแผนการบ้าน/การทบทวนที่มีช่วงห่าง (spaced review) และทดสอบสั้น ๆ เป็นประจำ (low-stakes quizzes) ที่เน้นการเรียกความจำและการอธิบายด้วยตนเอง (self-explanation). (PMC)
ปฏิบัติ: กำหนด “แผนทบทวนราย 2–4 สัปดาห์” สำหรับมาตรฐานหลัก และฝึกครูใช้แบบทดสอบสั้นเพื่อวัดการเรียกใช้ความจำ ไม่ใช่การท่องจำเพียงอย่างเดียว (PMC)
(4) ครูต้องเป็นนักออกแบบการเรียนรู้ (teacher professionalization) — ใช้พยานหลักฐานทางประสาทวิทยาและการเรียนรู้
- ครูต้องเข้าใจหลักการเชิงวิทยาศาสตร์ (เช่น ทำไม spacing ดี ทำไมการฝึกแบบ varied practice ช่วย transfer) และมีทักษะออกแบบแผนการสอนตามหลักฐาน. (Jenny Kraft)
ปฏิบัติ: พัฒนาหลักสูตรพัฒนาวิชาชีพครูระยะสั้นที่เน้นวิทยาการเรียนรู้ (learning science) พร้อม coaching ในชั้นเรียนจริง (in-class coaching). (Jenny Kraft)
(5) ขยายแนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” โดยยึดช่วงพัฒนาการสมอง — มหาวิทยาลัย/อาชีวะสำหรับวัยผู้ใหญ่ยังต้องออกแบบกิจกรรมกระตุ้น plasticity
- สำหรับผู้เรียนระดับอุดมศึกษาและบุคคลในวัยทำงาน (young adults) ให้มีโอกาสเรียนรู้เชิงลงมือและฟื้นฟูทักษะ (reskilling) ในรูปแบบที่เหมาะกับช่วงสมองที่ยังเปิดรับการเปลี่ยนแปลงสูง (The Guardian)
3) คำแนะนำเชิงนโยบายสำหรับวงการศึกษาไทย — ขั้นปฏิบัติที่ควรนำไปทำจริง (รวบรัด)
- ออกแบบหลักสูตรชาติและคำชี้แนะให้ใช้หลัก spacing & retrieval — สอนครูก่อน แล้วค่อยขยายเป็นนโยบายระดับจังหวัด/เขต (PMC)
- ลงทุนพัฒนาครูด้าน learning science — แผนพัฒนาวิชาชีพที่สั้น กระชับ และมี coaching ในชั้นเรียน (on-the-job) (Jenny Kraft)
- สนับสนุนการทำ “modular curriculum” และ assessment ที่วัด transfer — เปลี่ยนจากวัดเพียง procedural correctness มาเป็นวัดการนำความรู้ไปใช้ (ScienceDaily)
- ตั้งชุดทดลอง (pilots) ในโรงเรียนตัวอย่าง — ทดสอบตารางการสอนที่มี spacing, ระบบทดสอบสั้น และโมดูลการสอนข้ามวิชา ก่อนขยายวงกว้าง. (ทดลอง–วัด–ปรับตามหลัก evidence-based) (PMC)
- ใช้ผลการวิจัยประสาทวิทยาเป็นกรอบ ไม่ใช่เป็นกฎตายตัว — รักษาสมดุลระหว่างหลักฐานเชิงประสาทและบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย (language, family structure) (MIT News)
4) ข้อควรระวัง (limitations & ethics)
- งานประสาทวิทยาระดับเซลล์หรือ organoids ยังไม่ถึงขั้นแนะนำ “วิธีสอนเฉพาะ” โดยตรง — ต้องแปลผลอย่างระมัดระวังก่อนนำไปใช้เชิงนโยบาย (MIT News)
- อย่าใช้คำว่า “neuro-truth” เป็นตัวกำหนดนโยบายเดียว — การศึกษาเป็นระบบสังคม การนำหลักฐานทางสมองต้องรวมเสียงครู นักจิตวิทยา และชุมชน
- ต้องระวังช่องว่าง (equity): ถ้านโยบายใหม่พึ่งพาเทคโนโลยีหรือการฝึกครูมาก อาจทำให้โรงเรียนฐานทรัพยากรน้อยตามไม่ทันได้
5) ตัวอย่างกิจกรรมที่โรงเรียนไทยสามารถเริ่มทำได้ทันที (low-cost, high-impact)
- แผนการบ้านแบบ spaced — ให้แบบฝึกหัดสั้นๆ ทบทวนบทเรียนก่อนหน้าเป็นรอบ ๆ แทนมอบงานจำนวนมากในคืนเดียว
- quiz สั้นทุกสัปดาห์ (low-stakes retrieval) — ทำคะแนนเล็กน้อย แต่เน้นเป็นการฝึกเรียกความจำและการอธิบายด้วยปากคำหรือเขียนสั้น ๆ
- งานเชื่อมโยงข้ามวิชา (transfer projects) — ทำงานที่ใช้ทฤษฎีคณิตศาสตร์ในโครงการวิทยาศาสตร์หรือชีวิตจริง
- ฝึกครูเรื่อง modularization — เวิร์กช็อปให้ครูแตกเนื้อหาเป็นบล็อกและออกแบบกิจกรรมนำไปใช้ซ้ำได้หลายบริบท
สรุปสั้น ๆ (takeaway)
- ปี 2025 ให้หลักฐานที่ ยืนยันและขยาย แนวปฏิบัติการเรียนรู้ที่มีหลักฐานดี (spacing, retrieval, modular learning) และมีงานประสาทวิทยาที่แสดงว่า การออกแบบการสอนต้องสอดคล้องกับช่วงชีวิตสมอง และส่งเสริมการถ่ายโอนความรู้
- สำหรับไทย: เริ่มจาก พัฒนาครู ทดลองในโรงเรียนตัวอย่าง (pilots) และปรับหลักสูตร/การประเมินให้สอดคล้องกับหลักการเหล่านี้ — โดยระวังไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และไม่ตีความผลวิจัยเชิงประสาทเกินกว่าขอบเขต
ถ้าท่านสนใจ ผมทำได้ต่อเลย:
- ร่างแผนปฏิบัติ 6 เดือน สำหรับโรงเรียนตัวอย่าง (เช่น 3 โรงเรียน) เพื่อทดสอบ spaced practice + low-stakes retrieval + modular projects (มี KPI และ M&E)
- ออกแบบเวิร์กช็อป 1 วัน สำหรับครู เพื่อถ่ายทอดแนวคิด learning science และให้ครูฝึกแยกเนื้อหาเป็นโมดูลจริงในวิชาของตน
- จัดตัวอย่างแบบฝึก/quiz templates ที่ครูสามารถนำไปใช้ได้ทันที (Word/Google Docs)
อยากให้ผมเริ่มทำข้อไหนให้ครับ?
You.com:
การค้นพบใหม่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ในปี 2568: ความสำคัญต่อการศึกษาและข้อเสนอสำหรับไทย
Key Takeaway:
ปี 2568 มีการค้นพบใหม่ระดับ "ขอบฟ้าใหม่" ในด้านสมองและจิตวิทยาการเรียนรู้ เช่น กฎการเปลี่ยนแปลงของสมองที่ซับซ้อนกว่าเดิม กลไกการฟื้นฟูความจำในผู้สูงอายุ และเทคโนโลยี AI/BCI ที่พลิกโฉมการเรียนรู้ ซึ่งมีศักยภาพสูงในการยกระดับระบบการศึกษาไทย หากนำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับบริบทไทย
1. การค้นพบใหม่ที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ในปี 2568
1.1 กลไกการเปลี่ยนแปลงของสมอง (Brain Plasticity) ที่ซับซ้อนและยืดหยุ่นตลอดชีวิต
- นักวิจัยค้นพบว่าเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์มี "กฎการเปลี่ยนแปลง" (plasticity rules) หลายแบบในแต่ละส่วนของเซลล์ ไม่ใช่กฎเดียวเหมือนที่เคยเชื่อมา ทำให้การเรียนรู้ของมนุษย์มีความยืดหยุ่นและซับซ้อนกว่าที่คิด
- สมองยังคงเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ไม่จำกัดแค่ช่วงวัยเด็ก
1.2 การฟื้นฟูความจำในผู้สูงอายุด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ
- การใช้เทคนิคแก้ไขยีน (CRISPR) ในสัตว์ทดลองสามารถฟื้นฟูความจำที่เสื่อมตามวัยได้ โดยปรับเปลี่ยนโมเลกุลสำคัญในสมอง
- ชี้ให้เห็นว่าความเสื่อมของความจำในวัยชราอาจย้อนกลับได้ในอนาคต
1.3 การเข้าใจโครงสร้างความจำและการเรียนรู้แบบใหม่
- พบว่า "ร่องรอยความจำ" (memory trace) ในสมองไม่ได้อยู่ที่การเชื่อมต่อแบบเดิม แต่เกิดจากการจัดโครงสร้างใหม่ของเครือข่ายเซลล์ประสาทแบบยืดหยุ่น
- การทบทวน (retrieval) และการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด (error-based learning) มีผลต่อการสร้างความจำระยะยาวมากกว่าการท่องจำ
1.4 เทคโนโลยี AI, สมอง-คอมพิวเตอร์ (BCI), และ VR/AR ในการเรียนรู้
- ระบบ AI สามารถปรับเนื้อหาและวิธีสอนให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนแบบเรียลไทม์
- เทคโนโลยี BCI เริ่มนำมาใช้เพื่อวัดสมาธิและปรับการสอนตามสภาพสมองของผู้เรียน
- VR/AR ทำให้การเรียนรู้เป็นประสบการณ์ตรงและเข้าใจเนื้อหายากๆ ได้ดีขึ้น
2. ความสำคัญต่อระบบการศึกษาและวิธีจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน
| การค้นพบ/เทคโนโลยี | ความสำคัญต่อการศึกษา | แนวทางจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน |
| สมองเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต | ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) | ออกแบบกิจกรรมที่ท้าทายและหลากหลาย |
| การฟื้นฟูความจำ/การเรียนรู้ | เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุและผู้มีปัญหาการเรียนรู้กลับมาเรียนรู้ได้ | สร้างโปรแกรมเสริมทักษะสำหรับทุกวัย |
| การเรียนรู้จากข้อผิดพลาด | การทบทวนและฝึกคิดวิเคราะห์สำคัญกว่าการท่องจำ | ใช้การประเมินแบบเน้นกระบวนการ (formative) |
| AI/BCI/VR/AR | ปรับการสอนให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เพิ่มประสบการณ์เรียนรู้ | ใช้เทคโนโลยีช่วยสอนและประเมินผล |
3. ข้อเสนอแนะสำหรับการประยุกต์ใช้ในบริบทไทย
3.1 ปรับหลักสูตรและวิธีสอน
- เปลี่ยนจากเน้นท่องจำ เป็นเน้นทักษะคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา นำแนวคิด "การเรียนรู้จากข้อผิดพลาด" และ "การทบทวน" มาใช้ในห้องเรียน เช่น การให้เด็กฝึกตั้งคำถาม วิเคราะห์ และอภิปราย
- ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ได้เข้าถึงโปรแกรมเสริมทักษะและการเรียนรู้ใหม่ๆ
3.2 พัฒนาและอบรมครู
- อบรมครูให้เข้าใจกลไกสมองและการเรียนรู้แบบใหม่ เช่น การใช้เทคนิคการสอนที่เน้นการมีส่วนร่วม การตั้งคำถาม และการประเมินแบบต่อเนื่อง
- ลดภาระงานเอกสาร ให้ครูมีเวลาพัฒนาตนเองและออกแบบการสอนที่เหมาะกับผู้เรียน
3.3 ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
- นำ AI และระบบปรับเนื้อหาอัตโนมัติมาใช้ เพื่อช่วยให้การเรียนรู้เป็นรายบุคคลและเข้าถึงผู้เรียนที่มีความต้องการหลากหลาย
- ทดลองใช้ VR/AR และ BCI ในโรงเรียนที่พร้อม เพื่อสร้างประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ โดยเริ่มจากโครงการนำร่องในพื้นที่ที่มีศักยภาพ
3.4 เน้นความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม
- ออกแบบนโยบายและโครงการที่ลดความเหลื่อมล้ำ เช่น สนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กและชนบทให้เข้าถึงเทคโนโลยีและการอบรมครู
- ใช้ "education sandbox" ทดลองนวัตกรรมก่อนขยายผล เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่นและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงใหญ่
4. สรุปและข้อคิดสำหรับวงการศึกษาไทย
Key Finding: การค้นพบใหม่ในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า "สมองมนุษย์เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต" การเรียนรู้ที่ดีควรเน้นการคิดวิเคราะห์ การทบทวน และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ไทยควรเร่งปรับหลักสูตร พัฒนาและอบรมครู ใช้เทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียม และเปิดโอกาสให้ทุกคนเรียนรู้ตลอดชีวิต
ตารางสรุป: การค้นพบใหม่กับการประยุกต์ใช้ในไทย
| ประเด็นสำคัญ | ข้อค้นพบใหม่ (2568) | แนวทางประยุกต์ใช้ในไทย |
| สมองเปลี่ยนแปลงได้ | Plasticity ตลอดชีวิต | ส่งเสริม lifelong learning |
| ความจำฟื้นฟูได้ | ฟื้นฟูความจำในผู้สูงอายุด้วยชีววิทยา | พัฒนาโปรแกรมเสริมทักษะผู้สูงอายุ |
| การเรียนรู้จากข้อผิดพลาด | การทบทวนสำคัญกว่าท่องจำ | ปรับวิธีสอนและประเมินผล |
| AI/BCI/VR/AR | ปรับการสอนให้เหมาะกับแต่ละบุคคล | ใช้เทคโนโลยีในโรงเรียนและอบรมครู |
| ความเท่าเทียม | เทคโนโลยีช่วยลดช่องว่างการเรียนรู้ | สนับสนุนโรงเรียนชนบท/ขนาดเล็ก |
ข้อคิด: การนำความรู้ใหม่และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ต้องคำนึงถึงบริบทไทย ความพร้อมของครู นักเรียน และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
อ่านคำตอบของ ChatGPT แล้ว รู้สึกว่า หนังสือ ศาสตร์และศิลป์ของการสอน, ปรับปรุงการสอนเล็กน้อย ได้ผลยิ่งใหญ่, สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลน และ ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง ของผม มีค่าเพิ่มขึ้นมาก เพราะได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลหลักฐานจากการวิจัยระดับพื้นฐาน
ย้ำว่า ความยืดหยุ่นของสมอง (brain plasticity) มีอยู่ตลอดชีวิต คนเราเรียนรู้ได้ทุกช่วงวัย
วิจารณ์ พานิช
๓๐ พ.ย. ๖๘