ในยุคที่หลายองค์กรต้องลุกขึ้นมาทำ CSR (Corporate Social Responsibility) เรามักเห็นภาพพนักงานหลายร้อยคนไปยืนเรียงแถวปลูกต้นไม้ แต่คำถามที่น่าสนใจจากนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติอย่าง ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อดีตผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั่นคือ... สิ่งที่เราทำไปนั้น "ช่วย" หรือ "ทำลาย" สมดุลธรรมชาติกันแน่?
วันนี้มาถอดบทเรียนการทำ CSR ที่ยั่งยืน เพื่อให้องค์กรยุคใหม่ได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการทำกิจกรรม CSR เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
3 บทเรียนที่องค์กรต้องปรับตัว
กระแส "โลกร้อน" ทำให้ธรรมชาติกลายเป็นประเด็นหลักที่องค์กรต่าง ๆ หยิบยกมาทำ CSR แต่ ดร.อานนท์ มองเห็นจุดบกพร่องสำคัญคือ หลายโครงการทำไปโดย "ไม่ตรงหลักวิชาการ" ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นการสร้างความไม่สมดุลให้เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ การทำ CSR ที่ดีจึงไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์ แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจ "ธรรมชาติ" ของพื้นที่นั้นจริง ๆ
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้ถอดบทเรียน สรุปได้เป็น 3 ประเด็น ดังนี้
1. ปลูกป่าต้องดูภูมิประเทศ "อย่าเน้นแค่ปริมาณ"
เรามักชินกับภาพการตั้งเป้าปลูกป่าให้ได้ล้านไร่ หรือเกณฑ์พนักงาน 500 คนไปปลูกต้นไม้ 500 ต้นในวันเดียว แต่ในมุมมองวิชาการ ป่าที่แท้จริงต้องมี "ความหลากหลาย" ดังนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ
- ปลูกให้ถูกที่: บางพื้นที่ตามธรรมชาติควรเป็นทุ่งหญ้าโล่ง หากเราไปปลูกต้นไม้จนเต็มพื้นที่ นั่นคือการทำลายระบบนิเวศเดิม
- คุณภาพเหนือปริมาณ: ป่าที่พื้นที่เล็กลงแต่มีความสมบูรณ์และความหลากหลายของชนิดต้นไม้สูง มีคุณค่ามากกว่าป่าผืนใหญ่ที่มีต้นไม้ชนิดเดียวเรียงกันเป็นแถว
- ไม่ใช่การปลูกต้นไม้ในสวน: การปลูกป่าต้องเลือกชนิดไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ ไม่ใช่แค่มีต้นไม้แล้วจะเรียกว่าป่าได้
2. CSR ต้องเริ่มจาก "คนใน" ไม่ใช่เพื่อ "ประชาสัมพันธ์"
ดร.อานนท์ เน้นย้ำว่า CSR ที่แท้จริงต้องเริ่มจาก "ใจ" และ "จิตสำนึก" ของคนในองค์กร ด้วยเหตุนี้ CSR มีสิ่งที่ต้องตระหนัก คือ
- CSR ไม่ใช่เครื่องมือ PR: หากใช้การประชาสัมพันธ์เพื่อเป็นวัตถุประสงค์หลัก กิจกรรมจะเพี้ยนไปสู่เรื่องผลประโยชน์ขององค์กรทันที
- สมัครใจ ไม่ใช่บังคับ: การทำ CSR ไม่ควรเป็นการบังคับให้พนักงานต้องเสียสละจนเกินพอดี แต่ควรสร้างความเข้าใจจนเกิดความภูมิใจในสิ่งที่ทำ
3. เข้าใจชุมชน "อย่าเอาความคิดคนเมืองไปยัดเยียด"
การลงพื้นที่ไปทำโครงการต่าง ๆ องค์กรต้องเข้าไปเรียนรู้ปัญหาที่แท้จริงของชุมชนก่อน ไม่ใช่พก "ตำราสำเร็จรูป" ไปแจก ดังนั้นสิ่งที่ต้องควรใส่ใจ คือ
- ระวังผลกระทบเชิงลบ: การให้ความรู้แบบไม่ครบถ้วนอาจกลายเป็นอาวุธที่ทำให้คนรู้มากเอาเปรียบคนไม่รู้ หรือสร้างความแตกแยกในชุมชน
- ธรรมาภิบาลในการทำงาน: ตัวอย่างเช่นการสร้าง "ฝาย" หากทำโดยขาดความเข้าใจและเน้นแต่งบประมาณ แทนที่จะช่วยสร้างความชื้น อาจกลายเป็นช่องทางหาประโยชน์และสร้างผลเสียมากกว่าผลดี
กิจกรรม CSR จึงไม่ใช่งาน Sideline และไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ "ลูกค้า" เป็นตัวตั้ง แต่คือ การสร้าง "ทัศนคติที่ดี" ให้แก่องค์กร ดร.อานนท์ ฝากข้อคิดไว้ว่า เราควรทำ CSR วันนี้เพื่อหวังผลในอีก 10 ปีข้างหน้า เป็นการลงทุนกับวิถีชีวิต ค่านิยม และวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดังนั้นก่อนจะเริ่มโครงการถัดไป ลองถามตัวเองดูว่า "เราทำเพราะอยากได้ภาพสวย ๆ หรือเราทำเพราะเข้าใจธรรมชาติและชุมชนนั้นจริงๆ?".....
หมายเหตุ: เนื้อหามาจากการสัมภาษณ์ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อดีตผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร BrandAge Essential ฉบับ Super CSR
I would even go further to say that trees are a part of a forest, so are other plants, animals, insects, fungi, microbes, soil and water, …. (A forest is an ecology, not just a collection of trees as we usually think.) Planting trees is a good start. Growing other parts may need need more considerations for what type of forest we want/design.
ขอบพระคุณมากๆ ครับ จากที่เคยสัมภาษณ์ตอนที่ทำเนื้อหาเรื่อง CSR เกี่ยวกับการปลูกป่า มีท่านหนึ่งบอกว่า ต้นทุนตอนปลูกป่า ยังไม่เท่าตอนดูแลรักษา บางครั้งปลูกแล้ว ที่รอดอาจไม่ได้มากอย่างที่คิด ตอนปลูกอาจได้ภาพถ่ายเพื่อประชาสัมพันธ์ แต่ปลูกแล้วก็ไม่มีใครดูแลต่อ ในขณะที่โลกแห่งความเป็นจริง ก็ไม่มีใครยอมทำ CSR ในการดูแลต้นไม้ที่องค์กรที่เข้ามาปลูกก่อนหน้าครับ ขอบคุณพระคุณอีกครั้งในความคิดเห็นครับ