"การเป็นองค์กรประสิทธิภาพสูง (HPO) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทใหญ่ หัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด (Productivity) การสื่อสารที่โปร่งใส และการสร้างระบบที่ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน"

          ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน เรามักจะติดภาพจำว่า "องค์กรประสิทธิภาพสูง" หรือ High Performance Organization (HPO) จะต้องเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีพนักงานหลักพันหลักหมื่นคน แต่ในความเป็นจริง ดร.พานิช เหล่าศิริรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นมุมมองที่ต่างออกไปว่า ขนาดของธุรกิจไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาด แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าก็เคยเผชิญสภาวะขาดทุนมหาศาลมาแล้ว

          หัวใจสำคัญของการเป็น HPO จึงไม่ใช่เรื่องของกำไรสูงสุดหรือขนาดที่มหึมา แต่มันคือ "กระบวนการจัดการภายใน" ที่สะท้อนว่าองค์กรนั้นสามารถปรับตัวได้เร็วและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุดต่างหาก        บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกแนวคิดเรื่อง “การเพิ่มผลิตภาพ” หรือ Productivity และแนวทางการสร้างองค์กรประสิทธิภาพสูงที่นำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็น SMEs หรือธุรกิจระดับร้อยล้านก็ตาม

วางรากฐาน HPO ด้วยวิสัยทัศน์และการสื่อสาร

          การจะเป็นองค์กร HPO ได้นั้น ต้องเริ่มจากการตอบคำถามสำคัญ 2 ข้อให้ได้ก่อน คือ "Where to Go?" (เราจะไปไหน) และ "Where are You Now?" (ตอนนี้เราอยู่จุดไหน) โดยจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ  

  • วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน (Vision & Strategy): องค์กรต้องรู้ว่าภารกิจที่แท้จริงคืออะไร เช่น ปตท. ที่มุ่งเน้นการให้คุณค่าด้านพลังงานแก่ผู้บริโภคมากกว่าแค่การมองหาผลกำไรสูงสุด การวางกลยุทธ์ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทั้งผู้บริหาร พนักงาน คู่ค้า และลูกค้า เพื่อหาช่องว่าง (Gap) ระหว่างเป้าหมายกับปัจจุบัน
  • การสื่อสารคือหัวใจ: ปัญหาใหญ่ของหลายองค์กรคือ "การสื่อสารผิดปกติ" เหมือนร่างกายที่ถูกกรีดเลือดแต่ไม่รู้สึกเจ็บ ผู้บริหารต้องวางแผนการสื่อสาร (Communication Plan) ให้ชัดเจน เพื่อให้พนักงานทุกคนโฟกัสในจุดเดียวกันและเดินไปในทิศทางเดียวกัน
  • ระบบรางวัลและการวัดผล: การจะรักษาแรงขับเคลื่อนได้ ต้องมีระบบตอบแทน (Reward System) ที่ยุติธรรมสำหรับคนที่ทำตามแผนได้อย่างสม่ำเสมอ โดยใช้เครื่องมืออย่าง KPI หรือ Balanced Scorecard (BSC) มาเป็นตัววัดความก้าวหน้า

Productivity ในมุมมองใหม่ "คน-กระบวนการ-เทคโนโลยี

          ดร.พานิช ได้ให้คำนิยามของ Productivity หรือ การเพิ่มผลิตภาพ ไว้อย่างน่าสนใจว่า คือการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ลดความสิ้นเปลือง และทำงานผิดพลาดให้น้อยที่สุด โดยเริ่มตั้งแต่

  • การวางคนให้ถูกกับงาน (Put the Right Man on the Right Job) การพัฒนาบุคลากรคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ดร.พานิชเน้นย้ำตามแนวคิดของ Peter Drucker ว่า การพัฒนาคนเก่งภายในองค์กรดีกว่าการจ้างคนนอกที่ต้องใช้ทั้งเงินและเวลาในการปรับตัว หากเราวางคนไม่ตรงกับความถนัด องค์กรจะเสียเวลาและสูญเสียผลิตภาพโดยไม่จำเป็น
  • ทำให้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก (Do it Right First Time) ในภาคบริการ Productivity สำคัญยิ่งกว่าภาคอุตสาหกรรม เพราะความเสียหายที่เกิดจากความไม่พึงพอใจของลูกค้านั้นมหาศาลและแก้ไขยาก การเพิ่มประสิทธิภาพจึงต้องเน้นที่การ "ทำให้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก" เพื่อลดความสูญเสียที่มองไม่เห็น
  • เครื่องมือไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หลายองค์กรวิ่งตามเทคโนโลยีหรือเครื่องมืออย่าง BSC หรือ 360 Degree Feedback โดยลืมดูวัฒนธรรมองค์กร ดร.พานิชเตือนว่าเครื่องมือบางอย่างอาจเป็นผลเสียหากนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น การใช้ระบบประเมิน 360 องศาเพื่อลงโทษแทนที่จะใช้เพื่อพัฒนาคน

KM และบทบาทของรัฐในการส่งเสริมผลิตภาพ

          การจัดการความรู้ (Knowledge Management - KM) เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญของ HPO หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องลงทุนระบบ IT ราคาแพง แต่ในความเป็นจริง KM สามารถเกิดได้จาก "บรรยากาศ"

  • สร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้: เพียงแค่จัดกิจกรรมให้พนักงานได้พบปะสื่อสารกันบ่อย ๆ องค์ความรู้ก็สามารถถ่ายทอดได้แล้ว สิ่งสำคัญคือการดึงความรู้จากพนักงานอาวุโสที่อาจไม่สันทัดการใช้คอมพิวเตอร์มาแบ่งปันให้ได้
  • สิ่งแวดล้อมจากภาครัฐ: การจะสร้าง HPO ในระดับประเทศได้ รัฐต้องทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราดอกเบี้ยและราคาพลังงาน เพื่อลดตัวแปรที่ไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ

          การเป็นองค์กรประสิทธิภาพสูง (HPO) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทใหญ่ หัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด (Productivity) การสื่อสารที่โปร่งใส และการสร้างระบบที่ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน

          หากองค์กรใดต้องการเริ่มต้นประเมินตนเองอย่างจริงจัง ดร.พานิช แนะนำให้ลองใช้เกณฑ์ รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award - TQA) เพื่อสำรวจว่าองค์กรของคุณมีจุดแข็งหรือจุดอ่อนตรงไหน เพราะเป้าหมายสุดท้ายของ HPO อาจไม่ใช่เพียงแค่ผลกำไร แต่คือความยั่งยืนและความสามารถในการสร้างคุณค่าในระยะยาวนั่นเอง.....

หมายเหตุ: เนื้อหามาจากการสัมภาษณ์ ดร.พานิช เหล่าศิริรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร BrandAge Essential