บันทึกก่อนๆ 

เป็นธรรมดา ที่การดำเนินการสร้างการเปลี่ยนแปลงย่อมมีแรงต้าน    มาตรการต่างๆ ของสภา มทส. เพื่อสร้างความเป็นสังคมสีขาว ปราศจากการแสวงประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนกลุ่มโดยมิชอบ จึงเผชิญแรงต้านอย่างรุนแรงจากคนบางกลุ่ม   โดยมีคนเล่าว่ามีการใช้ถ้อยคำหยาบคายในโซเชี่ยลมีเดียภายใน มทส. ที่ผมไม่มีโอกาสเห็น    และไม่สนใจ 

ผู้บริหารรักษาการระดับต่างๆ เข้าไปพบเรื่องราวความไม่ตรงไปตรงมาในการบริหารงานในอดีต   พร้อมกับแรงต้าน จนเกิดความเครียด ทนไม่ไหว    ขอลาออกกลางคัน    และสภามหาวิทยาลัยในการประชุมวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๘    ลงมติตั้งผู้รักษาการอธิการบดีท่านใหม่   

ที่จริง hotspot มีอยู่ไม่กี่จุด    และตัวต้านก็เป็นคนที่เสียผลประโยชน์   หรือเป็นหน้าม้า เพราะชอบต่อต้าน เพื่อความสะใจ    ผมบอกผู้เกี่ยวข้องว่า เป้าหมายของกลไกกำกับดูแล มทส. ในยุคที่ผมทำหน้าที่นายกสภาคือ ทำให้ความจริงปรากฏ    ให้การดำเนินการ มทส. ทุกเรื่อง อยู่บนฐานความจริง   สร้างระบบการทำงานทุกระดับบนฐานข้อมูลความจริงที่ครบถ้วนแม่นยำ และเป็นปัจจุบัน  เพื่อป้องกันความผิดพลาดทั้งมี่ไม่จงใจและที่จงใจ (ทุจริต)   

เป้าหมายจึงอยู่ที่การสร้างระบบงานที่สะอาด ไม่เปิดช่องแก่คนหรือกลุ่มคนที่มุ่งแสวงประโยชน์โดยมิชอบ    เป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ มทส.    ไม่ใช่มุ่งสู้รบกับกลุ่มคนที่เคยแสวงประโยชน์โดยมิชอบ    และไม่มุ่งร้ายต่อใครๆ ทั้งสิ้น    ผมเองเชื่อว่า คนเราผิดพลาด หรือเดินผิดทางได้    และกลับตัวได้  ตามหลักการ Transformative Learning (Jack Mezirow)  ในพุทธประวัติมีตัวอย่างที่เราคุ้นเคยที่สุดคือองคุลีมาล (อหิงสกะ)      

เรามุ่งจัดการหรือพัฒนาเชิงระบบ และคิดว่าระบบหลักที่เป็นฐานคือระบบข้อมูล   ที่ผมได้ยินมาว่าท่านอธิการบดีท่านก่อนก็ได้พยายามทำ แต่ผู้รับเหมางานจากภายนอกทำงานไม่สำเร็จ   เป็นเรื่องที่ต้องหาทางพัฒนาต่อไป      

ที่จริงประชาคม มทส. ก็ช่วยกันบอกเบาะแส    ที่เรียกกันว่า “เป่านกหวีด”    ในช่วงเดือนพฤศจิกายน มีเสียงนกหวีดเพิ่มขึ้น    ที่ผมตีความว่า เป็นเสียงช่วยพลิกฟื้น มทส. ไม่ให้ถูกกลืนโดยพฤติกรรมสีเทา

วิจารณ์ พานิช         

 ๓๐ พ.ย. ๖๘