แถลงการณ์วัดป่ากาลพฤกษ์วนาราม (แกรนด์ไลน์) เรื่อง อาการของสมเด็จ ฯ

ปรารภเหตุที่ทีมแพทย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ตรวจสุขภาพประจำปี เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ได้ตรวจพบอาการผิดปรกติมีโลหิตปนเปื้อนในอุจจาระ จึงได้ทำการนัดตรวจอาการทางทวารหนัก ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 พบว่ามีริดสีดวงทวารทั้งด้านในและด้านนอก แต่แพทย์ก็ยังไม่ไว้วางใจเพราะเป็นสาเหตุที่อาจนำไปสู่การเกิดมะเร็งได้ จึงได้นัดให้ตรวจหาอาการผิดปรกติของลำไส้ใหญ่ และตรวจเช็ค “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ในวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2568 โดยละเอียดด้วยวิธีการสแกนผ่านอุโมงค์ นั้น แพทย์ได้วินิจฉัย ในค่ำวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ผลปรากฏว่า ไม่มีสิ่งผิดปรกติใด ๆ ในลำไส้และช่องท้อง มีเพียงอาการริดสีดวงทวาร จึงให้ยาไปรับประทานตามแพทย์สั่ง และนัดติดตามอาการอีกครั้งในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568

จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 20.30 น.

เจริญพร

ข้อความข้างต้น เป็นข้อความที่ส่งต่อไปยังญาติธรรมทั้งหลาย มิได้หมายล้อเลียนดูแคลนเทียบชั้น หากแต่เป็นข้อความหยอกล้อเล่นกันในหมู่เพื่อน ที่แฝงไว้ด้วย “ความจริง” ข้อความข้างต้น จึงเป็นการ “บันทึก” เรื่องราวของการจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อตรวจหาและติดตามอาการที่คาดว่า “ผิดปรกติ” ของร่างกาย เพราะเหตุของการไป “ตรวจสุขภาพ” ทั่วไปอย่างเข้มข้น ทำให้เลือดที่ปะปนในอุจจาระเป็นเหตุของการ “ตรวจละเอียด” อีกหลายครั้ง

หมอขอให้เตรียมตัวเตรียมกายและใจด้วยการ “เริ่มเข้าสู่กระบวนการทำความสะอาดลำไส้ 20 ตุลาคม ให้กินได้เฉพาะโจ้ก ไข่ ปลา งดเนื้อสัตว์ ข้าว ผัก และผลไม้ที่มีกากใย ตามด้วยยาถ่ายชนิดเม็ดและสารทึบรังสี …. 21 ตุลาคม ให้กินได้เพียงน้ำซุปใส น้ำหวานใส และน้ำเกลือแร่ ตามด้วยยาถ่ายชนิดเม็ด ยาถ่ายชนิดน้ำ และสารทึบรังสี … 22 ตุลาคม ให้งดน้ำและทุกอย่าง ตั้งแต่เวลา 24.00 น. จนหลังเสร็จสิ้นการตรวจในเวลาประมาณ 11.30 น. รวมแล้ว เข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายท้อง 12 ครั้ง หมดกำลังกาย แต่กำลังใจเต็มเปี่ยมจากผู้ห่วงใยและผู้เฝ้าไข้ดูแล

ยาถ่ายชนิดน้ำ 1 ขวดเข้มข้นนั้น มีรสชาติที่ “ไม่ดี” เปรี้ยวสุด ปนหวานสุดและเค็มสุด แม้จะผสมน้ำก่อนกินก็เถอะ ถือกว่ากลืนกินยากมาก … สารทึบรังสื 2 ขวดเข้มข้นขนาดว่าผสมน้ำแก้วใหญ่ ๆแล้วก็ยัง “ยากเกินกลืน” เพราะให้รสชาติที่ขมยิ่งกว่าขมแถมด้วยกลิ่นไม่ประสมดี กลิ่นเคมีแรงมาก กลืนยากเอาการ …

อาการอ่อนเพลียจากการงดข้าว อดน้ำ แต่ก็ยังพอเดินและขับรถไหวไปโรงพยาบาลแต่เช้า เพื่อเข้าคิวเพื่อตรวจอาการผ่านอุโมงค์ … พยาบาลเปิดเส้นเลือดใหญ่ เติมน้ำเกลือเข้าร่างกาย ตบท้ายด้วย “ยาแก้ปวดท้องชนิดรวดเร็วรุนแรง” ก่อนที่พยาบาลจะให้ “ขึ้นแท่น” เพื่อนอนแล้วใช้สายยางยัดเข้าทวารหนักเพื่อ “เป่าลม” เข้าท้อง เพื่อเข้าอุโมงค์ CT Scan 4 ครั้ง อาการตัวงอเหมือนกุ้งจากความปวดและความจุก จึงทำให้ได้เรียนรู้และรู้จัก “ความเจ็บปวด” อีกคำรบหนึ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำให้ได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายหลายมิติ

“โรคนิทธัง” ร่างกายนี้คือรังของโรค หลวงปู่พระราชประสิทธิคุณ ท่านพูดให้ฟัง ตอนไปเฝ้าอาการท่านที่โรงพยาบาล และก็เป็นเครื่องเตือนสติได้เป็นอย่างดี ในวันที่รู้ว่าจะต้องไปตรวจหาโรคร้าย ก็ได้กำลังใจจากพลทหารเภสัชกรองอาจ ว่า “ตรวจเจอหนะดีแล้วครับ จะได้รีบรักษาให้หาย ถ้าตรวจไม่เจอก็ต้องตรวจไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหาเจอ แล้วไม่ได้เริ่มรักษาสักที”

“คนอ่อนไหว กำลังใจสำคัญที่สุด” จึงเป็นเหตุให้ “งอแง” กับคนที่อยากงอแง แม้จะบอกกับคนสนิทมิตรสหายน้อยมาก ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการ “ตรวจหารักษาไปพลาง” เพราะไม่อยากให้ใครกังวลเป็นห่วงมากเกินเหตุ เพราะจะบอกหลาย ๆ คนว่า “ยังไม่ป่วย” แค่ตรวจหาว่าเป็นอะไร จนแล้วจนรอดก็ปลอดภัย

ขอบคุณทุก ๆ คนที่เป็นห่วง ถามไถ่ ส่งข่าวต่อ และยื่นมือมาช่วยเหลือ จนกระบวนการ “ตรวจหา” เสร็จสิ้นลง เหลือเพียงกระบวนการ “รักษา” ของอาการที่มีอยู่

ขอบคุณที่สุดก็ “ลูก ๆ” ที่รักของพ่อ ที่ “ช่วยประคับประคอง” หาข้าวหาน้ำ นอนเฝ้า พาไปโรงพยาบาล และอยู่เป็นกำลังใจจนลุล่วง “อยู่ได้ด้วยกำลังใจจริง ๆ”

ขอให้การ “ตรวจหา” ในครั้งนี้ เป็นบทเรียนที่ดี เป็นประสบการณ์ที่ช่วยให้รู้ว่า ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ไปหาหมอแบบไหน ติดต่อพยาบาลช่องใด เตรียมตัวแบบไหน เจ็บปวดอย่างไร …. “แล้วมันจะผ่านไปด้วยดี”

20251105165258.jpg 20251105165316.jpg 20251105165326.jpg 20251105165349.jpg 20251105165400.jpg 20251105165429.jpg 20251105165440.jpg 20251105165448.jpg 20251105165456.jpg 20251105165514.jpg 20251105165524.jpg 20251105165545.jpg