อิสลาม “ไม่มี ชนชั้นวรรณะ”

เมื่อฉันเข้ารับอิสลาม 20251101152843.jpg

ปี 2521 ในที่สุดก็ได้ข่าวกำหนดวันบินแล้ว เรื่องค่าใช้จ่ายที่ว่าไม่เสียนั้น แต่สุดท้ายมาเสียค่าเสื้อยีนส์ที่ปักตราช้างเป็นตราบริษัท ตัวละ 1000.- สมัยนั้นพันนึงนี้แพงมากๆ มันก็เป็นกลอุบายหาทางเอาเงินจากคนสมัครงานอย่างเสียมิได้ เพราะมาเก็บเอาวันจะบินแล้ว เห็นตั๋วเครื่องบินแล้ว วันบินไปสายแอรือินเดีย แวะพักบอมเบ (สมัยนี้เรียก “มุมไบ”) หนึ่งคืน นั่รถชมเมืองจากการบริการของสายการบินไม่เสียสตางค์ เห็นแต่ขอทาน บ้านเมืองข้างถนนก็เก่าทรุดโทรม วันรุ่งขึ้นสายๆ ก็บินต่อไปบาห์เรน จากบะห์เรนขึ้นเครื่องเล็กๆ ปีกหมุน มีน้ำผลไม้กล่อง ยู เอช ที แจก พึ่งเคยเห็นนี่แหละว่าน้ำผลไม้กล่อง บ้านเรามีแต่ใส่ขวด ลงสนามบินดะห์ราน ก็มีคนมารับ ไปกันหลายคนพวกปอร์ตเตอร์ก็ประมาณ 7 – 8 คนแล้ว และคนอื่นๆ อีก 7 – 8 คนเหมือนกัน ไปถึงบริษัท ทำทะเบียนทำโน่นทำนี่ ไม่รู้ว่าอะไรนัก บริษัทที่ว่าจ้างนี้คือ บริษัท ตามิมิ แอนด์ ฟุอ๊าด บ่ายแก่แล้วขึ้นรถปิคอัพไปบนถนนที่มองเห็นแต่ทะเลทราย นั่งรถไปประมาณ 270 กิโลเมตร ใช้เวลา 3 ชั่วโมงเศษ ก็ถึงแคมป์ที่พัก ได้รับรู้ว่าชื่อเมือง รัส อัล มิช๊าบ Ras Al Mishab (راس المشاب ) ที่พักเป็นตู้คอนเทนเนอร์ยาวๆ ใหญ่กว่าที่เมืองไทยหน่อย มีห้องเล็กๆ พักกันห้องละ 2 คน ใกล้หัวเมือง คัฟจี Khafji (الخفجي) ใกล้พรมอดนคูเวต 20251101155457.jpg แคมป์ไม่มีชื่อ ไม่มีป้ายบอกบริษัทอะไรรู้แต่ว่าเป็นเมือง รัสอัลมิช๊าบ อำเภอคัฟจี Khafji (الخفجي) มีท่าเรือน้ำลึกปานกลาง งานนี้ตามข้อตกลงเรียกตำแหน่งนี้ว่า เฮ้าส์บอย House Boy คนทำสะอาดห้องพัก เหมือนๆกับงานรูมเมดในโรงแรม เก็บผ้าปูที่นอนเก่าออก ปูที่นอนใหม่เข้าไป ทำสะอาดห้องน้ำ ดูดพรม วันๆ หนึ่งนั้นไม่ได้ทำมากหลายห้อง มีเวลาว่างเยอะ อาหารการกินก็ดีมาก เป็นอาหารฝรั่งทุกมื้อ สเต็ก นม น้ำผลไม้ ชา กาแฟ คุกกี้ เค็ก ไข่ดาว เบค่อน ฯลฯ ผลไม้สดที่นี่หยิบตุนออกไปนอกแคนทีนได้ (Canteen โรงอาหารเล็กๆ จุได้คราวละ30 –40คนที่มีทำงานอยู่) เวลาฝรั่งทุกคนขับรถสวนกับเรามันจะยกมือขึ้นมาเหมือนกับห้ามนั่นแหละ คนงานอีกชาติคือเกาหลีไม่ได้ทำร่วมกับเรา ไม่รู้ไปทำที่ไหน แยกโซนที่พัก โซนแคนทีนกัน คนไทยมี 7-8คนกินแคนทีนฝรั่ง ทำงานไปสักพักก็รู้จักพวกเกาหลีบ้าง พอสนิทกันเกาหลีมักจะเอากิมจิ (ผักกาดดอง) เอาโสม มาให้กิน ในรูปข้างล่าง John Kim ชอบมาคุยที่ห้อง ห้องนี้ฉันอยู่กับต้อม Kim มาทุกวันแล้วมาสอนร้องเพลง “อาริรัง” “Arirang, Arirang, Arariyo, Arirang gogaero neomeoganda, Nareul beorigo gasineun nimeun Simnido motgaseo balbyeongnanda. “อ่าริหรั่ง อ้า ริหรั่งอ้า ราริโย, อ่าริหรั่ง โค๊ เค โหร่ นัม อึ๊ง กันตา, นา รือ โพ โอ๋ ริโก, ก่า สิ หนีน นิม มืน ซิม นิโต โมต กาซี โอ๊ บาบิ โย อึ๊ง กันตา “ 20251101151735.jpg ซ้ายมือ John Kim เกาหลี คนกลาง ต้อม ชลบุรี ขวาฉันเอง ถ่ายเมื่อ 20พค1978 (2521) 20251101151601.jpg ข้อความสลักหลังภาพ Porta Camp คือชื่อตู้นอนของพวกคนงาน A 26-2 20251101151657.jpg ภาพฟิล์ม Polariod Kodak ค่าจ้างถ่ายรูปละ 5 ริยาล 20251101151931.jpg ข้อความสลักหลังภาพ 24 มีนาคม พ.ศ.2521 ตลาดเมืองอัลคุบารฺ (1978) กลางๆ ปี 2521 ย้ายที่ทำงานไปทำในแคมป์ Aramco สาเหตุมาจาก ขณะทำงาน ทำความสะอาดห้องพักพวกเจ้านาย แล้วเลือดริดสีดวงมันไหลออกมาเหนอะหนะที่ก้น ก็เข้าไปล้างในห้องน้ำ บังเอิญเป็นห้องเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ (ซึ่งมารู้ภายหลังว่าเป็นนายทหารใหญ่ ที่แคมป์นี้เป็นฐานทหารอเมริกา ลับๆ) มันกลับมาห้องมาเห็นใช้ห้องน้ำมัน ก็รายงาน ฝายบุคคล ส่งกลับบริษัทต้นสังกัด กลางๆปีย้ายที่ทำงานไปทำในแคมป์ Aramco ارامكو [الشريكة العربية واميركي ], ตำบล Abqiq (ابقيق) แขวง Dhahran (ظهران), East County ( مقاطعةالشرق) ในตำแหน่งซ่อมบำรุง (Maintenace صيانة) ห้องนอนเป็น Portable House มีแอร์วินโดว์ นอนห้องละ 4 คนเตียง 2 ชั้น หลังหนึ่งมี 40 ห้อง อาหารฝรั่งทุกมื้อ ผลไม้ทุกมื้อ นม เวลาพักเบรก 15 นาทีจะมีน้ำผลเทียม ชา กาแฟ คุกกี้ ไว้บริการบน “เรคเรชั่น ฮอลล์” มีโต๊ะสนุ๊ก โต๊ะพูล โต๊ะพูลคือโต๊ะเล็กกว่าสนุ๊กและลูกจะมีสีลายคาดเป็นแถบ ยิงให้ลงหลุมตามหมายเลข หมากรุกฝรั่ง เกมส์กระดาน

เข้างาน 8.00 น. 10.00น. เบรค15นาที (กินน้ำชากาแฟ น้ำหวาน นม คุกกี้) 12.00 น. กินข้างเที่ยง 13.00 น. เข้างาน 15.00 น.เบรค 15นาที เงินออกทุกสิ้นเดือน วันศุกร์แรกของเดือนจะเข้าเมืองอัลโคบัร اَلْخَبَارَ Al Khobar ส่งดราฟท์ ปกติทุกแห่งจะหยุดวันศุกร์ แต่ร้านโรงที่นี่เขาเปิดบริการลูกค้า ขายดีมาก ลูกค้าเยอะเพราะทำแต่งาน พอวันหยุดทีก็เดินดูสินค้า จับจ่ายซื้อข้าวของกัน ร้านแลกเงินเล็กๆ ชื่อ อัลราจฮี اَلْرَاجِّحِى Al Rajhi เปิดบริการซื้อดราฟท์ส่งกลับเมืองไทย แล้วก็เดินโต๋เต๋รอบเมือง

20251101152659.jpg รูปถ่ายตอนจะกินข้าวในแคมป์อะรามโก้ ปี 2521 ในจานมีข้าวสวย เนื้อสเต็ก น้ำซุบ ผัก ผลไม้ นม น้ำส้ม เป็นการบริการตนเอง เข้ามาก็หยิบถาด เดินลากถาดมาบนราวสเตนเลส ถึงหม้อข้าวก็มีคนตักให้มากน้อยตามต้องการ ลากถาดต่อมารับกับข้าว ไก่ทอด ผัดผักใส่เนื้อ เนื้อสเต็ก สะตูเนื้อ เนื้อแกะทอด ฯลฯ ลากถาดต่อมารับน้ำซุบ ลากถาดต่อมาตักผักดิบใส่จานที่มีให้ข้างถาดผัก(มีพริกสดเม็ดใหญ่บางวันเผ็ดบางวันไม่เผ็ดเลย) หยิบผลไม้ใส่ถาด หยิบช้อน ซ่อม มีด ลากถาดต่อมาหยิบแก้วใส่นม หยิบแก้วใส่น้ำผลไม้ เดินไปหาที่นั่งเหลือเฟือ บนโต๊ะมีน้ำซ้อสปรุงรส KiKo Man, Ketchub, เกลือ, พริกไท, น้ำตาล, กระดาษเช็ดปาก กินอิ่มก็เก็บถาดเก็บจานไปใส่ที่ล้าง ขณะทำงานอยู่ ช่วงบ่าย 3 โมงกว่า พวกคนอินเดีย ปากีสถาน จะไปผละงานไปมุซอลลาฮ์ เพราะเขาอะดาน (เมื่อก่อนนั้นจะรู้จักแต่ว่า พวกเขาตะโกนอะไรกันทุกวัน วันละหลายครั้ง) เขาไปกันหลายๆ ครั้งเข้า ก็ตามไปดูเขา คนงานกรรมกรปากีสถานที่ทำอยู่กับเรา ไปเป็นผู้นำสวด (ละหมาด) ก็เกิดความสงสัยว่าทำไม ไอ้เพื่อนที่ทำอยู่บนออฟฟิส ทำไมปล่อยให้กรรมกรมานำละหมาด สอบถามเพื่อนที่ชื่อ อะห์หมัดชาวอิยิปต์ ยะห์ยา ฏอฮา ชาวซีเรีย ว่าทำไมไม่ได้เป็นคนนำสวด เขาตอบว่า “คนที่มีความรู้เรื่อง อัลกุรอานมากกว่า และมีความรู้เรื่องหะดีษมากกว่า จะได้เป็นคนนำสวด การตั้งแถวละหมาด ใครมาก่อนได้อยู่หน้า ใครมาทีหลังก็อยู่หลัง แม้แต่พระราชามาทีหลังก็ต้องต่อแถวหลัง “ พอได้ยินว่า “เขาไม่แบ่งชนชั้นวรรณะกัน ก็ถึงบางอ้อว่า เออ ดีนะ ที่ไม่มีชนชั้นวรรณะ “ อิสลาม “ไม่มี ชนชั้นวรรณะ” เพราะฉันเกิดมาในพุทธศาสนา มีการแบ่ง ชนชั้น วรรณะ คนจนทำบุญไม่ได้บุญเท่าคนรวย คนรวยทำอะไรๆ ก็ได้ดี มีชื่อเสียง คนเคารพนับถือ คนจนไม่มีเกีรยติ เท่าคนรวย (แม้คนรวยจะคดโกง) ชีวิตสัตว์เล็ก มีค่าน้อยกว่าสัตว์ใหญ่ มีศีล 5 แต่ไม่มีใครทำได้ แม้แต่พระสงฆ์ ฯลฯ

เมื่อฉันรู้จักอิสลามแล้ว และศรัทธามั่นแล้วว่า อิสลามคือสิ่งที่อัลเลาะฮ์สร้างมาให้ใช้ในชีวิต ฉันก็ขอเพื่อนที่เป็นซีเรีย อิยิปต์ ซาอุดิ ว่า ขอนับถือศาสนาอิสลามด้วยคน พวกเพื่อนๆ ก็ยังยืนท่าทีไว้ว่า อย่าพึ่งใจร้อน ทดลองมาเข้าละหมาด อาบน้ำละหมาด และลองใช้ชีวิตแบบอิสลามดูก่อน ทดลองดูด้วยการตามเข้าไปละหมาดกับเขาด้วย ทำอะไรไม่เป็นก็หันหน้าเหลือบมองดูคนข้างๆ เอา (แบเด็กๆ) บางทีทำทัน บางทีทำไม่ทัน เดือนต่อมา พวกเพื่อนๆ ก็ชวนเข้าเมือง ดัมมั่ม Dhammam (الدمام)ไม่รู้ว่าไปทำไม เมื่อถึงมัสยิดญุมมะอะห์แล้วก็พาเดินเข้าไป ละหมาด พอละหมาดเสร็จก็พาเดินไปข้างหน้าหาอิหม่าม นั่งล้อมวงกัน เพื่อนๆพูดอะไรกับอิหม่ามอยู่สักครู่หนึ่ง อิหม่ามก็หันมาทางฉันแล้ว ยื่นมือมาจับ เราก็ไม่รู้หรอกว่าจับทำไม พออิหม่ามจับมือแล้วก็พูดว่า “ให้เรากล่าวชะฮาดะตัยน์ “ اشهدان لا اله الله واشهد ان محمد رسول الله พวกเพื่อนๆ เคยสอนๆมาบ้างแล้ว เราก็ว่าได้ไม่ตะกุกตะกัก แล้วอิหม่ามก็ถามว่ามีชื่อหรือยัง เราก็ตอบว่ามีแล้ว ชื่อ อิสมาอีล พอเสร็จจากชะฮาดะตัยน์ อิหม่ามก็ลุกขึ้นยืนพูดเสียงดังว่าอะไรไม่รู้กับคนที่ยังอยู่กันในมัสยิด ผู้คนในมัสยิดหลายคนเดินมาหาแล้ววางเงินบนหน้าตักเราคนละ 10 – 20 ริยาล แล้วก็ลูบหัวบ้าง และจับมือบ้าง ไอ้เราก็รู้สึกไม่ดีที่มาลูบหัว เราคิดว่าเราโตแล้วไม่ใช่เด็กจะมาลูบหัวทำไม เพื่อนๆ บอกว่าเขายินดีกับเรา ที่เราเข้ารับอิสลามใหม่ เพื่อนๆ พากลับแคมป์ที่ Abqiq แยกย้ายกันไปนอน เช้าๆ ประมาณตี 5 เขาก็จะอะซานกัน เพื่อนในห้องที่เป็นมุสลิมก็ตื่นออกไปละหมาดกัน เราก็ไปด้วย เสร็จก็กลับห้องพัก หาชากาแฟกินก่อน นั่งรอเวลาเข้างาน ก็ทำงานได้ตามปกติ

มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนชื่อ ยะห์ยา ฏอฮา ซีเรีย อพยพมาจากซีเรีย บ้านเกิด มาหางานทำในซาอุดิ อาราเบีย มากันทั้งครอบครัว ครอบครัวเขยน้อง ชื่อ ดี๊บ (ذِيْب) เป็นครูสอนที่โรงเรียนในเมือง อับคิค เขาพามาฝากเรียน ศึกษาผู้ใหญ่ในโรงเรียน ก็เริ่มตั้งแต่ อะลีฟ บะ ตะ ษะ จนเขียนอ่านได้คล่องแคล่วแล้ว ก็เรียนวิชาอื่นๆ ทั่วไป ได้หนังสือแจกมาหลายเล่ม จนปัจจุบันหายไป เพราะย้ายบ้านบ่อย อยู่เล่มเดียว อัลกุรอ่าน ญุซ อัม แต่ครูไม่ได้สอนอ่านอัลกุรอาน ต้องมาหัดอ่านเอาเอง ตอนเข้ามัสญิดรอละหมาด อ่านผิด คนข้างๆ ก็มาสะกิด แล้วอ่านให้ฟัง อ่านภาษาทื่อๆ ไม่มีทำนอง หยุด เน้น อะไรเลย อ่านเรียบๆ ไม่มีตัจญวิด อ่านฟาติหะต์ อัลกาฟิรูน อัลอิคลาส ได้ 3 ซุเราะต์ แล้วในต้นๆ

20251101153415.jpg

20251101153518.jpg

20251101154523.jpg

20251101154601.jpg

คลุกคลีอยู่กับ ยะห์ยา อะหมัด เขาพูดแต่ภาษาอาหรับ ถ้าไม่เข่ใจจริง ก็จะพูดอังกฤษให้ ยะห์ยาชวนไปเที่ยวบ้านบ่อยๆ ไป กินกาแฟ กินข้าว พิธีกินกาแฟเขา เป็นกาแฟเมล็ดดิบอาหรับ ต้องมาคั่วกับลูกเฮล พอเข้มหน่อย ก็เอามาตำๆๆๆ ไม่ละเอียดหลอก เอาไปต้มกับไฟแรง นานพอควร ยกมาเสริฟด้วนถ้วย ตะลัย (ถ้วยเหล้าจีนเล็กๆ) รินให้ร้อนๆ ห้ามเป่าลมลงในแก้ว รอให้อุ่นหน่อยค่อยยกดื่ม พรวดเดียวหมด เราก็วางถ้วย (หงายไว้) น้องเมียยะห์ยา (ชื่อเศาะบะต์) มารินกาแฟให้อีก รอจนอุ่น ก็ยกดื่มอีก แล้วก็วางถ้วย (หงายไว้)อีก เศาะบะห์ก็มารินให้อีก (ขมก็ขม สามถ้วยแล้ว ชักแย่แล้ว) เราก็รออุ่นหน่อน ก็ยกดื่มอีก แล้วก็วางถ้วย (หงายไว้)อีก ยะห์ยาหัวเราะ คิกๆๆ ถามว่า “คุณดื่มพอหรือยัง” เราก็ตอบ”พอแล้ว ชุกรัน” ยะห์ยาพูดหัวเราะว่า”ประเพณีอาหรับ ถ้าคุณดื่มพอแล้ว ให้คว่ำถ้วยลง” (ถ้าเป็นเมืองไทย) คว่ำถ้วยแบบนี้โดนดี มีเรื่องแน่เลย เสร็จแล้วก็ชวนกินข้าว เป็นข้าวจ้าวขาว ผัดดอกกระกล่ำ ใส่แกะ แล้วอะไรอีกอย่างจำไม่ได้ แต่เพิ่งจะเคยกินขาว ผัดดอกกระกล่ำ ใส่แกะเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็อร่อยดี ไปมาหาสู่บ้านยะห์ยาบ่อยๆ ยะห์ยา กับเมีย (ชื่อเราฎะต์) บอกขอคุยจริงจังด้วยได้ไหม เราก็ตอบว่า “ได้สิ” พวกเขาถามว่า “จะให้แต่งงานกับน้องสาวเราฎะต์ คือ เศาบะห์ อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน สวย ขาว ตาโต สูง 160 แบบาสวอาหรับ คลุมผมด้วยผ้าผืนยาวๆ (ไม่ใช่หิญาบแบบสมัยนี้) เรา นั่งอึ้งไปนาน จนพวกเขาถามว่า ตกลงไหม เราได้แต่ยิ้ม พูดไม่ออก เพราะใจรักคอดิญะต์ที่เมืองไทยอยู่แล้ว รู้จักกันมา 3-4 ปีแล้ว พวกเชาก็ได้แต่ยิ้ม และลุกไปเสริฟ “ชาเฮ” (ชาลิปตั้น ใส่น้ำตาล ใส่ใบสระแหน่ (اَلْنِعْنَاعَ) ) วันหลังๆ ไปเที่ยวบ้านยะห์ยาอีก พวกเขาถามอีก เราก็ได้ยิ้ม (เพราะใจไม่ว่างเสียแล้ว) ถามอยู่ 2-3 ครั้ง พวกเขาก็เงียบไป ไปมากันตามปกติ พอถึงเดือนเราะมะฎอน ก็เริ่มอดอาหารกับเขาด้วย โดยบังซบ มะลิวัลย์ ทำโรงครัวชวนเราไปซะฮุรด้วยทุกวัน ซึ่งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ครบทุกวัน เพราะทำงานในห้องแอร์ (ได้ย้ายงานมาอยู่ปั้มน้ำมัน) ในระหว่างเดือนเราะมะฎอนนั้นเพื่อนคนไทยมุสลิมได้พาไปรู้จักกับคนครัวที่เป็นมุสลิม ได้เข้าไปกินอาหารซะฮูรตอนตี 4 กับพวกคนครัวมุสลิม ซึ่งหาเนื้อ หาไก่ มาทำกินกันได้อิสระ

      วันอีดิ้ลฟิตรี่ (วันที่ 1 เดือนเชาวั้ล 1398 [2521]) ไปรวมกันที่ทุ่งกว้างข้างๆหมู่บ้าน อับคิค ไม่มีพรมปูละหมาดกันเลย ละหมาดกันบนพื้นทรายปนหินกรวด นั่งรอตั้งแต่ละหมาดฟัจรี่เสร็จก็พากันมาเลย มาถึงที่ลานก็แจ้งสว่างแล้ว ผู้คนก็ทะยอยมากันเรื่อยๆ นั่งๆ คุยอยู่กับเพื่อนๆอาหรับ อิยิปต์ ซีเรีย ซาอุ โมร็อกโค มีคนหนุ่มๆ ผิวดำวิ่งเร็วจี๋มาทางพวกเรา และมีตำรวจวิ่งตามมาข้างหลัง ตะโกนว่า "กัฟ กัฟ กัฟ" ฉันได้ยินแบบนี้ไม่รู้ว่าคำจริงที่ตำรวจตะโกนนั้นคือคำว่าอะไร มัวแต่ตื่นเต้นลืมถามพรรคพวกเลยว่าตำรวจพูดว่าอะไร เดินๆ ผ่านป้ายจราจรทุกวร่ทุกวันวันละหลายๆหน ตรงทางแยกจะมีป้าย ภาษาอักฤษ STOP ภาษาอาหรับ قف คิดว่าน่าจะเป็นคำนี้แน่ๆ แต่ก็ลืมถามอีกนะละ ตกลงคนร้ายวิ่งหนีรอดไป ก็จะไปทันได้อย่างไรตำรวจตุต๊ะออกอย่างนั้น คนร้ายหนุ่มๆ ผิวดำอีกด้วยวิ่งได้เร็วกว่าทนกว่าอยู่แล้ว ละหมาดอีดก็ไม่นาน เสร็จก็คุตบะห์ ไม่นานอีกนั่นแหละ เสร็จก็ ต่างจับมือ ขอโทษซึ่งกันและกันที่อาจจะแสดงอาการท่าทางหรือคำพูด ที่ไม่ดีต่อกัน แล้วกอดชนแก้มซ้าย-ขวากัน ของซาอุจะมีแถมข้างซ้ายอีกทีและส่งท้ายด้วยชนจมูกกัน ฉันเคยถามพรรคพวกว่าทำไม กอดชนแก้มกัน ข้างซ้ายก่อนพวกเขาตอบว่าหัวใจมันตรงกันใจต่อใจ เออก็เป็นประเพณีอีกอย่างของมนุษยชาติเราเน๊อะ  ระหว่างที่เข้ารับอิสลามนั้นเพื่อนๆ ก็พาไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ใน Abqiq ปั่นจักรยานไปตอนเลิกงานกินข้าวแล้ว พอถึงเวลาละหมาดก็เดินไปมัสญิดประจำหมู่บ้านใกล้ๆ นิดเดียว เลิกเรียนก็ขี่จักรยานกลับ ไฟส่องหน้ารถก็ไม่มี อาศัยไฟรถบรรทุกที่วิ่งกันเยอะแยะ ไหล่ทางกว้างมาก ไม่น่ากลัว หัดอ่านหัดเขียนในที่ทำงาน ทุกวัน ทุกวัน ทั้งวัน จนอ่านอัลกุรอานได้บ้างแล้ว และท่องบท อัตตะฮิยาต และเศาะละวาตนบีได้แล้ว (หัดอ่านเอง ไม่มีใครสอน ว่านั่นคืออะไร มารู้เอาตอนหลังว่าคืออะไร)

สมัยที่เป็นมุสลิมใหม่ๆ ยังไม่รู้จัก ละหมาดสุนัตชื่อ “เราะวาติ๊บ” ได้แต่จำเอาว่า เวลาไหนมีก่อนหรือหลังและเท่าไร และละหมาดวิติรหลังอิชาอ์ 1 เราะกะอัตทุกวัน ไม่ขาด นุ่งกางเกงขายาวกอมตาตุ่มก็โดนเตะตาตุ่มว่า “คุดฟูก فوق خذ “ แล้วทำมือกระดกขึ้น เรียนรู้ภาษาอาหรับแบบอียิปต์ แบบซีเรีย เลบานอน แบบคนชายฝั่งอ่าว (บาห์เรน อามิเรต โอมาน ชายฝั่งตะวันออกซาอุดิ อาราเบีย) สำเนียง และศัพท์ ต่างกัน แต่คลุกคลีกันมานาน พอรู้ว่า สำเนียงนี้คือใคร

ใกล้เดือนฮัจญ์ เข้ามา เพื่อนๆ คนไทยมุสลิมก็ชักชวนกันไปทำฮัจย์ (اَلْحَجَ) เราก็เห็นว่ามีโอกาสแล้วน่าไปทำเสียเลย ก็ตัดสินใจจะไปทำฮัจญ์แล้ว ให้เพื่อนๆ อาหรับช่วยกันติดต่อกับทางการให้เปลี่ยนใบอิกอมะห์ให้เป็นมุสลิม แต่ก็ไม่ได้การตอบรับ จึงตัดสินใจลบคำที่เขียนว่าเป็นพุทธนั้นออกแล้วเติมเองว่ามุสลิม และเริ่มหาซื้อรถเก่าๆ ที่พวกอาหรับเขาทิ้งไม่เหลียวแลแล้วราคา 3 - 4 พันบาทมาซ่อมกันเอง หาซื้ออะไหล่มาจากป่าช้ารถ บางชิ้นก็ได้ฟรี ซ่อมเสร็จก็ทดลองใช้ดู ก็ใช้ได้แต่ใช้นานๆ เครื่องร้อนแล้วมักจะดับ แก้ไม่ตก ถึงเวลาวันเดินทาง หลังละหมาดอิชาอ์ วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2521 ตรงกับวันที่ 4 ซุลฮิจญะฮ์ 1398 เพื่อนที่จะไปทำฮัจญ์ด้วยกันมี 4 คน มี1. ดนัย สุมาลยศักดิ์ 2. ริดวาน สุมาลยศักดิ์ 3. กอเดร 4. ฉันเอง วันนี้หยุดงานหนึ่งวัน เช้ามาก็เตรียมหาเสบียง مادة غذائية FoodStuff สัมภาระ น้ำ เตาไฟ ก็ใช้เตาฟู่น้ำมันก็าดที่ต้องปั้มลมเข้ากระเปาะน้ำมัน แล้วจึงจุดไฟได้ หลังละหมาดอิชาอ์ ก็เริ่มออกเดินทาง ขับไปเรื่อยๆ ช้าๆ ความเร็ว 40-50ไมล์/ชั่งโมง (60-80 กม/ชม) ถนนโล่ง รถไม่ค่อยมี นานๆ เจอคัน มีแต่รถบรรทุกบ่อยหน่อย ไม่ได้เร่งรีบ ระยะทางจาก Abqiq ถึง Riyadh เมืองหลวงประมาณ 400 กม. และจาก Riyadh (الرياض) ถึง Makkah مَكَة الْمَكَّرَمَةُ อีก 1000 กม. เช้าก็หยุดรถละหมาด หุงหาข้าวกิน กินเสร็จก็เอนกายพักผ่อนกันหน่อย บ่ายลุกขึ้นหุงหาอาหารกิน ละหมาดดุฮรี่ร่วมกัน แล้วก็ขับรถออกเดินทางต่อไป ตอนนั้นยังละหมาดย่อไม่เป็น ถึงเวลาอัสรี่ก็จอดรถลงไปละหมาด พอหลังละหมาดอัสรี่ก็จะหยุดรถนานหน่อยเพื่อจะได้หุงหาอาหารกินข้าวเย็นและละหมาดมักริบ นั่งรอละหมาดอิชา ก็คุยกันไปพลางๆ ใครมีเกร็ดความรู้อะไรก็เอามาบอกกล่าวกัน ละหมาดอิชาอ์เสร็จจึงออกเดินทางต่อ ขับรถเรื่อยมาไม่เกิดปัญหาใดๆ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ใช้เวลาขับรถ 2 วัน 2คืน วันที่ 4 – 5 – 6 ซุลฮิจญะห์ 1398 (5 – 6 – 7 พฤศจิกายน2521) เดินทางมาก็หยุดพักกันบ่อย ไม่ได้อาบน้ำกันเลย

เช้า วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน 2521 (7 ซุลฮิจญะฮ์ 1398) สายหน่อยมาถึงป้ายบอกทางเข้าเมือง ตออิฟ طاءف Taif เลยมาหน่อยก็จะมีด่านตรวจ รถทุกคันผ่านการตรวจค้นทั้งในและนอกรถ เราทุกคนต่างใจไม่ดีกัน เกรงว่าจะเกิดสิ่งที่ไม่ปรารถนาขึ้น ก็ขอดุอาอ์กันให้พ้นไปด้วยดีเถิด ทุกอย่างก็ผ่านไปโดยที่ตำรวจไม่เรียกรถเราให้เปิดท้ายดูและไม่ได้ถูกเชิญให้ลงจากรถเพื่อตรวจค้นเลย พอรถจอดตำรวจก็ก้มๆ มองเข้ามาในรถ แล้วก็พูดว่า “ยัลละห์” เป็นภาษาพูดเข้าใจได้ว่า “ไป” ไม่รู้คำเขียน ขยับรถเดินหน้ามานิดเดียวก็มีที่พักรถ มีผ้าอี้หะรอมขาย มีห้องอาบน้ำชั่วคราวมีถังใหญ่ๆ ใส่น้ำ อาบน้ำญะนาบะห์ (อาบน้ำยกหะดัสรวม อาบน้ำญะนาบะห์นั่นเอง) ที่ตกลงกันไว้คือจะทำฮัจญ์ แบบตะมัตตุ๊อะอฺحج التمتع (ประเภทของฮัจญ์) เมื่ออาบน้ำเสร็จก็ครองอี้หะรอม นุ่งหนึ่งผืน ห่มสไบเฉียงแบบ “อิฏฏิบะห์ اتباع” หนึ่งผืน ก็เดินมาที่รถ มีบริเวณราบโล่งพื้นทราย ได้ละหมาดครองอี้หะรอม 2 เราะกะอัต ก็ “ตัลบียะต์” คำอ่านตัลบียะฮฺ คือ คำกล่าวในพิธีหัจญ์ที่มีความหมายเป็นถ้อยคำแห่งอัต-เตาฮีด โดยคำนี้อ่านว่า: لَبَّيْكَ اللَّهُمَّ لَبَّيْكَ لَبَّيْكَ لا شَرِيكَ لَكَ لَبَّيْكَ إِنَّ الْحَمْدَ وَالنَّعْمَةَ لَكَ وَالْمُلْكَ لا شَرِيكَ لَكَ ออกเสียงเป็นไทยตามประมาณว่า “ลับบัยกัลลอฮุมมะ ลับบายกะ ลับบายกะ ลา ชะรีกะ ลัก ลัลบายกะ อินนัลฮัมดะ วัลเนี๊ยอ์มะตะ ละกะ วัลมุลก์ ลา ชะรีกะ ลัก” มาตลอดที่นั่งรถเข้ามักกะห์) ระยะเดินทางจากตออีฟเข้ามักกะห์ไม่ไกลเลยขับรถ 2 ชั่วโมงสำหรับรถแก่ๆ และทางลงเขาอีกด้วย (ประมาณ 90 กิโลเมตร) ออกเดินทางเข้ามักกะห์ต่อไป ถึงมักกะห์บ่าย ก็หาที่จอดรถข้างมัสยิดหน้าประตูใหญ่หะรอม บริเวณที่จอดรถข้างมัสญิดหะรอมมีมากมายกว้างขวางไม่มีรถเท่าไร สมัยนั้นห้ามถ่ายรูป แต่แอบถ่ายหออะซานมาได้ ตอนไปทำฮัจญ์ เอากล้อง YASHICA Electro 35 กึ่งอัตโนมัติ วิวไฟเดอร์แยกจากเลนส์กล้อง ปรับตั้งสปีดชัตเตอร์ B และ Auto และ Flash หน้ากล้องกว้างสุด 1.7 แคบสุด 16 การตั้งค่าของแสงในฟิล์ม ASA 25 – 1000 มีปุ่มวัดแสง ฟิล์ม 35 มม. กล้อง Electro 35 ซื้อมาราคาไม่กี่พันบาทถูกกว่าเมืองไทยครึ่งราคาเพราะประเทศซาอุฯ ไม่เก็บภาษีนำเข้า ยินค้าอุปโภคบริโภค ยกเว้นบุหรี่เก็บภาษี 100% 20251101154756.jpg

20251101154855.jpg

แบตเตอรี่ของกล้อง YASHICA Electro 35 Mercury HM-4N 5.6 V. เริ่มใช้ปี 2521 จนปี2558 มาเปิดดูแบตเริ่มมีจุดดำๆ เลยถอดออก (37ปีคากล้องอยู่ และยังคงใช้ได้) เข้ามาในมัสญิดดิ้ลหะรอม ครั้งแรกในชีวิต มันตื้นตันใจ ถึงความยิ่งของอัลเลาะฮ์ แล้วตรงไป ตอวาฟ ( طواف กุดุม) อุมเราะห์กันเลย ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นบัยตุ้ลเลาะห์ (วิหารกะอฺบะห์) ดูไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพกราบไหว้บูชาอันใดเลย มันเป็นตึกดินธรรมดาๆ คลุมด้วยผ้าดำ ตึกสูงประมาณ 2 ชั้นของบ้านปัจจุบัน มีห้องเดียว ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางลานมัสญิด ตื่นเต้นมาก ดีใจที่ได้เห็น ดูยิ่งใหญ่ ดูมีพลัง ดูไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย ตอวาฟเสร็จเจ็ดรอบ จะมาละหมาดสุนัต 2 เราะกะอาต หลังมะก่อมอิบรอฮีม เลือกที่เหมาะๆ ให้ถูกใจได้เลย ไม่มีคนเลย โล่ง สบาย ละหมาดเสร็จก็ออกมาทางสะอา เดินสะอา ( سعى) 7 เที่ยว ลานสะอาก็ยังเป็นชั้นเดียว มีเนินเขาศอฟา และมัรวะ ที่เราต้องเดินขึ้นเนินด้วย ระหว่างทางไม่มีไฟเขียวบอกสัญญาณ ไม่มีทางรถเข็น สมัยนั้นใช้คนดำหามขึ้นเสลี่ยง (คานหาม, แคร่หาม, เฉลี่ยง) บนหลังคาดาดฟ้าไม่มีใครขึ้นไป เพราะข้างล่างมีพื้นที่พอใช้กัน เสร็จก็ขริบผมนิดนึง แล้วจากนั้นก็ขับรถตระเวนไปรอบๆ มัสญิดหะรอมและบริเวณใกล้เคียง ตึกรามบ้านช่องเป็นดินก็มีเป็รคอนกรีตก็มี รอบๆมัสญิดนี้บ้านเรือนจะไม่สูงนัก แค่ชั้นสองชั้น ห่างออกไปหน่อยก็เริ่มมีสูงๆหลายชั้นขึ้นมาแล้ว บ้านที่ปลูกบนภูเขามีมากแต่ไม่เต็มพื้นที่ ตลาดหน้ามัสญิดก็คึกคักผู้คนเดินกันบวักไขว่ มีขายหลายอย่าง ตั้งแต่อาหารการกิน เครื่องเทศ ร้านของชำ น้ำหวานเครื่องดื่ม เครื่องทองเหลือง อินทผาลัม ซะบีบ มะเดือแห้ง ผลไม้สด ส้ม แอปเปิ้ล องุ่น อีกสารพัดเยอะแยะ ถนนหนทางก็ไม่กว้างขวางเท่าไรนัก พวกเรากลับมาค้างคืนที่ข้างประตูใหญ่ เสาบังคู่ มัสญิดหะรอม หุงหาข้าวกินกัน นอนบนลานจอดรถข้างมัสญิดหะรอมนั้นเอง ภาพภายในลานตอวาฟ ลานตอวาฟโล่ง แต่ตัวอาคารมัสญิดิ้ลหะรอมจะมีเพิงหลังคาที่มีโดมเล็กๆ หลายลอน ยื่นออกมาจากตัวอาคารบริเวณ ด้านหน้าหินดำกับตัวอาคารมัสญิด และจะเป็นที่ที่ผู้หญิงจะมาละหมาดกันที่จุดนี้ ความหนาแน่นของฮุจญาจก็ไม่มาก ผิดกับสมัยนี้มากทีเดียว ฮุจญาจมากถึง 2-3ล้าน เช้าวันที่ 8 ซุลฮิจยะฮ์ 1398 (พฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2521) กินข้าวเสร็จก็ออกเดินทางไปทุ่งมีนา مِنَى (ระยะทาง 4-5 กิโลเมตร เข็มไมล์ในรถ 2ไมล์กว่าๆ) จากมักกะห์ไปมีนา ผ่านเข้าอุโมงค์ยาว ข้างในมีพัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมออกจากอุโมงค์เพื่อให้อากาศถ่ายเท สมัยนั้นทุ่งมีนา ไม่กว้างขวางนัก มีสะพานลอยชั้นเดียว สองฝั่งเสาหิน ไม่สูงนัก ตัวแท่งเสาหินก็ไม่ใหญ่โตอะไร เป็นเสาปูนสี่เหลี่ยมสูงพ้นสะพานลอยขึ้นมาไม่มาก ใกล้ๆ กันมีมัสญิดมีนา ชื่อมัสญิด คีฟ ค้างคืนที่มีนา 1 คืน หุงหาอาหารกินกันเรียบร้อย ละหมาดมัฆริบ แล้ว ก็เดินไปทุ่งทะเลทราย ถ่ายทุกข์กัน วันที่ 9 ซุลฮิจยะฮ์ 1398 วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2521 ตรงกับ วันที่ 9 ซุลฮฺจญะห์ของทุกปี จะเป็นวัน “วุกุฟ وُقُفَ” แปลว่า “หยุด” และเป็นวัน “ฮัจญีอักบัร เพราวันวุกุฟตรงกับวันศุกร์” เช้าเตรียมออกเดินทางไปอารอฟัต เลนทุ่งมีนามานิดหน่อย ก่อนมาถึงนี่ จะต้องผ่านขึ้นช่องเขาไม่ชันนัก ความที่รถรามันแน่นขนัด ติดต่อกันยาวมากๆ รถบางคันขึ้นบนเขาแล้วคาค้างอยู่ บางคันก็คลัชท์ไหม้ บางคันก็หม้อน้ำเดือด บางคันก็ห้องเครื่องควันขึ้นตลบอบอวน แต่ทุกคันก็แก้ปัญหาผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เดินไปถึงทุ่งอารอฟัตจนได้ วันวุกุฟคือวันของผู้ที่จะทำพิธีฮัจญ์จะต้องมาวุกุฟ หยุดพักที่ทุ่งอารอฟาต เพื่อทำการละหมาดย่อและนำละหมาดอัสรี่ขึ้นมารวมละหาดในเวลาดุฮรี่ (บ่าย) (เรียกละหมาดย่อว่า “กอศ็อร قصر “ และเรียกละหมาดที่นำมารวมกันต้นของเวลาแรกว่า “การละหมาดรวมต้น جمع تقديم (ถ้านำละหมาดต้นๆ ล่าช้าไปรวมละหมาด ช่วงปลายคืออัสรี่ จะเรียกละหมาดรวมนี้ว่า جمع تأخير) สรุปย่อๆ ว่า • หมาดย่อ (قصر) การละหมาดย่อ ทำได้เฉพาะละหมาดที่มี 4 เราะกะอัต ย่อให้เหลือ 2 เราะกะอัต ที่มี 2 และ3 เราะกะอัต ย่อไม่ได้ • การรวมเวลาละหมาด (اَلْجَمْعَ بَيْنَ أَوْقَاتِ الصَّلَاةُ) นำเอาละหมาด 2 เวลามารวมกัน ทำได้ทั้ง 3 เราะกะอัตหรือ 4 เราะกะอัต - เอาอัสรี่ขึ้นมาละหมาดต่อจากดุฮรี่เลย เรียกว่า “ละหมาดรวมต้น جمعتقديم” ทุกๆ ละหมาดต้องมี “อิกอมัต” - เอาละหมาดดุฮรี่ลงไปละหมาดในเวลาอัสรี่ เรียกว่า “ละหมาดรวมท้าย جمعتأخير “ทุกๆ ละหมาดต้องมี “อิกอมัต” - เอาละหมาดอิชาอ์ลงมาละหมาดในช่วงเวลามักริบ “ละหมาดรวมต้น جمع تقديم” ทุกๆ ละหมาดต้องมี “อิกอมัต” - เอาละหมาดมักริบล่าช้าไปละหาดในช่วงเวลาของอิชาอ์ “ละหมาดรวมท้าย جمعتأخير “ ทุกๆ ละหมาดต้องมี “อิกอมัต” ละหมาดย่อและรวมเสร็จก็นั่งสมาธิสงบนิ่งสวดภาวนาขอพร รำลึกถึงความเมตตากรุณาของอัลลอฮ์ต่างๆ ที่มีให้พวกเรามา รำลึกถึงหน้าที่ตนที่ต้องทำการตอบแทนกรุณาธิคุณต่ออัลลอฮ์ ตั้งแต่ดุฮรี่จนถึงมักริบ (บ่ายโมง - ตะวันลับขอบฟ้า) อากาศร้อนมากๆ มีผ้าห่มผืนใหญ่ที่เตรียมมา ผูกเชือกขึงกับรถกางกันแดด พอถึงเวลามักริบ ทำท่าจะละหมาดมักริบ มีพวกอาหรับตะโกนมาว่า หะรอม หะรอม พวกเราก็หยุด แล้วมองไปรอบๆ ไม่เห็นมีใครเขาละหมาดมักริบกันเลย เห็นแต่ทุกคนมุงหน้าออกจากทุ่งอารอฟาตกัน ส่วนใหญ่จะเดินเท้ากัน มีรถบัสเหลืองผู้คนปีนขึ้นไปนั่งบนหลังคาเลย แต่วิ่งยังไม่ได้เพราะผู้คนหนาแน่นมาก รถขยับได้ทีละนิด ทีละนิด ส่วนเราก็ปล่อยให้คนเขาไปกันก่อน ก็ขยับรถไปทีนิดมั่ง ไปถึงมุซดาลิฟะห์ ห้าทุ่มกว่า เหนื่อยเมื่อยเหมือนกัน อาบน้ำละหมาดอันน้อยนิด ละหมาดมักริบ (ไม่ได้เกาะซ็อร قصر) และอิกอมะห์ละหมาดอิชาอ์ย่อ (قصر) เสร็จจากละหมาด ก็หาเก็บลูกหิน 70 เม็ด (7 เม็ดต่อต้น (วันที่10 ดุลหิจญ์ ขว้างเฉพาะต้นที่ 3 ต้นใหญ่ 7 ก้อน วันที่ 11, 12, 13 ขว้างทั้ง 3 ต้น 1 เล็ก 2กลาง 3 ใหญ่ ) หาหินได้ครบ ก็นอนเอนหลังลงบนเนินหิน กว้างขวาง พื้นที่เหลือเฟิอ หลังเที่ยงคืนผู้คนก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ เกือบสว่างแจ้งแล้ว ตี 3 ตี 4 แล้ว เราก็ออกเดินกับเขามั่ง เดินมากลางทางดูว่าได้เวลาละหมาดซุบฮิแล้ว ก็หยุดละหมาดกัน มาถึงทุ่งมีนา ตอนเช้า หาที่จอดรถได้ก็ไปขว้างเสาหิน สมัยนั้นเป็นเสาต้นสี่เหลี่ยมสูงใหญ่ มีสะพานลอยหนึ่งชั้น ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดกันมาก แต่ก็เบียดเข้าไปขว้างเสาต้นที่ 3 (ต้นใหญ่) จนเสร็จ กลับมาที่รถขริบผมกันอีกที พอดีบังเอิญไปเห็นเขาโกนหัวกัน เขาเห็นพวกเราไม่โกนหัว เขาก็ถาม (ภาษาใบ้) ว่าไม่โกนหัวหรือ พวกเราก็ตอบว่าไม่มีมีดโกน โดยชี้ไปที่มีดโกนแล้วโบกมือ พวกเขาก็อาสาโกนให้ เสร็จแล้วก็เข้าขับรถคลานๆ ผู้คนส่วนใหญ่จะเดิน เข้ามักกะห์เลยไปตอวาฟ สะอาฮัจย์ กันให้เสร็จไปเลย ในวันที่ 10 นั้นเลย เดินไปเรื่อยๆ มีคนเดินกันมากมายเลยไม่รู้สึกเหนื่อย พอถึงมักกะห์ก็เข้าไปตอวาฟ สะอากันเลย กลับถึงทุ่งมีนาเย็น หุงหาอาหารกินกัน ละหมาดอิชาแล้วก็หาที่นอน ใกล้ๆ เสาหินมีมัสญิด ชื่อมัสญิดคีฟ และไม่ได้เข้าไปละหมาดกับเขา เพราะเราเข้าใจว่าเราละหมาดย่อแล้วเขาไม่รู้ว่าย่อหรือเปล่า ก็ละหมาดกันเองข้างรถนั่นแหละ • กฎการขว้างเสาหินชอววันตัชรีก (11, 12, 13) ต้องขว้างหลังเวลาดุฮรี่ จนสิ้นสุดเวลาก่อนมัฆริบ) อยู่ขว้างเสาหิน 3 วัน ปี พ.ศ. 2521 เข้ารับอิสลามแล้วทำฮัจญ์ 20251101155232.jpg ทุ่งมีนาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2521 เสาไฟส่องสว่างสร้างมานมนานมากแล้ว สายไฟก็ไม่ได้เดินสายบนดิน ถูกฝังใต้ดินหมด

20251101155329.jpg

มุมหนึ่งบนทุ่งมีนายามมักริบแล้ว

20251101165440.jpg ตึกรามบ้านช่องในรอบนอกเมืองมักกะห์เป็นตึกสูงๆ ใกล้ๆ รอบๆมัสญิดหะรอมเป็นตึกเก่าๆ 2-3 ชั้น

(สร็จสิ้นพิธีหัจญ์13 ดุลหิจญ์ 1398) ปี พฤศจิกายน 2521 บ่ายๆวันที่ 13 ซุลฮิจยะฮ์ 1398 (อังคารที่ 14 พฤศจิกายน 2521) ขว้างเสาหินแล้วก็ออกเดินทางเข้ามักกะห์อีกที ตอวาฟวะดะอ์แล้วก็อยู่ละหมาดอิชาอ์ แล้วนั่งพักกันเดี๋ยวเดียว ก็ตกลงกันไปนครมะดินะห์กันคืนนี้เลย ละหมาดอิชาอ์เสร็จ ก็ออกเดินทางออกจากมักกะต์ ขับรถตอนกลางคืนไปเรื่อยๆ ถนนเป็นสองเลนแบบสวนกันไปมาได้ มีไหล่ทางลาดยางกว้างและระดับเดียวกับพื้นถนน ไม่มีเสาไฟฟ้าส่องสว่าง ไม่มีปั้มน้ำมันระหว่างทาง (รถฉันมีแกลลอนสำรองไว้ 20 ลิตร ง่วงก็จอดรถนอนข้างทาง ตื่นเช้ามาหุงหาอาหารกินกันแล้วก็ออกเดินทางต่อ เห็นวาดี ( واحة - พื้นที่มีน้ำมีดิน) เห็นสวนอินทผาลัม ร่มรื่นเชียว มาถึงนครมะดินะห์ ดุฮรี่ ใช้เวลาไปหนึ่งคืนกับครึ่งวัน จอดรถข้างๆมัสญิด ซึ่งเป็นพื้นทรายโดยรอบๆ ตัวมัสญิดก็ไม่ได้โตมากมายนัก แล้วก็ออกมาหุงหาอาหารกินกัน เห็นบ้านเรือนทำด้วยดินเรียงรายกันใกล้ๆ อยู่ค้างคืน มัสญิดนะบะวีย์ คืนเดียวเองก็กลับแคมป์ที่ทำงาน กลับมาถึงก็มีคำสั่งจากออฟฟิสว่าให้หยุดงาน อีก 2 วันก็มีตั๋วเครื่องบินและพาต์ปอร์ตมาให้คนขับรถยื่นให้ก็บอกให้เราและเพื่อนๆ ที่ไปทำฮัจย์มาขึ้นรถ พาไปส่งที่สนามบินดะห์ราน Dhahran (ظهران) สมัยนั้นสนามบินดะห์รานเป็นสนามบินเล็กๆ ขามาจากเมืองไทยมาสายการบินแอร์อินเดีย จอดที่บอบเบ (มุมไบปัจจุบัน) แล้วเดินทางต่อมาลงบะห์เรน จากบะห์เรนก็นั่งเครื่องบินเล็กๆ น่าจะนั่งได้สัก 20 คนเห็นจะได้ บนเครื่องบินเล็กนี้มีท็อฟฟี่และน้ำผลไม้กล่องยูเอ็ชทีแจก เพิ่งเคยกินน้ำผลไม้กล่องก็บนเครื่องบินเล็กนี่แหละ นั่งเครื่องบินเล็กมาลงบะห์เรนรอกลับเมืองไทย กับสายการบิน กัล์ฟแอร์ของบะห์เรน กลับถึงเมืองไทยก็ยังศึกษาหาความรู้ด้วยการหาหนังสือมาอ่าน และไปเรียนรู้ที่ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพราะไม่รู้จักใครที่ไหน แล้วที่ศูนย์ฯก็สอนคล้ายๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาจากเพื่อนต่างชาติสมัยอยู่ที่อับคิค ปี 2522 กลับมาเมืองไทยแล้วไม่รู้จะไปพักที่ไหนก็ไปบ้านตุ้ม บ้านตุ้มย้ายมาอยู่เคหะนคร 3 ถนนพัฒนาการ ที่บ้านตุ้มมีพี่เขยทำงานจัดคนไปซาอุฯ ไมได้ทำอะไรก็ไปช่วยๆ ทำโน้นทำนี่ในออฟฟิซถนนวิภาวดี-รังสิต ซอยทรงสะอาด ทำงานไม่ได้เอาค่าจ้างอะไร เกรงใจพี่เขยเขา อยู่มาวันหนึ่ง มีบริษัทจัดหางาน จะส่งคนไปประเทศลิเบีย ทางการลิเบียต้องการให้แปลหน้าพาสต์ปอร์ตเป็นภาษาอาหรับ ฉันก็รับงานไว้ ติดต่อขอที่อยู่ไว้ ทางบริษัทนัดไปเอาเอกสารอีกสองสามวัน โทรเข้าไปเช็คดูก่อน สมัยนั้น โทรศัพท์บ้าน กับสาธารณะ ระหว่างรอเอกสารนั้น ฉันก็ไปหาต้อยน้องชายตุ้ม เอาตัวอย่างหน้าพาสต์ปอร์ต ให้ไปถามอาจารย์ที่อิสลามวิทยาลัยมาว่าแปลเป็นภาษาอาหรับได้อย่างไรบ้าง ไปตอนสายๆ ค่ำๆกลับมาหน้าตาเบิกบาน ฉันได้กำหนดก็ไปรับพาสต์ปอร์ตมา 30 กว่าเล่มละ 50.-บาท โอ้โฮ เป็นเงินตั้ง 1500.-บาท สมัยนั้นมากมายอะไรเช่นนี้เขียนแค่สองวันเอง ไปส่งพาสต์ปอร์ต รับเงินมาก็แวะบ้านต้อยทันที ให้เงินต้อยไป 750.- คนละครึ่ง ต้อยก็ว่าให้เยอะไปไม่ได้ช่วยอะไรเลย ได้เงินมาก็ไปซื้อรถวิทยุบังคับเล่น คันละ 1500 บาท ชื่อร้าน “อมร” มีงานเขียนพาสต์ปอร์ตอยู่หลายครั้ง มีเงินใช้ ไม่มีเพื่อนที่ไหนอีกนอกจากตุ้ม ต้อย ตุ่ม ก็มีตุ่มไม่ได้เรียนตามเพื่อนเพราะพ่อให้ออกมาดูแลแม่ ก็แวะเวียนมาหาตุ่มบ่อย แต่นัดเจอกันนอกบ้านนะ กลัวเยาะห์รู้ (เยาะห์แปลว่าพ่อที่ไปทำฮัจญ์มาแล้ว ปกติจะเรียกป๊ะ หรือ ป๋า) จะไปไหนด้วยแท็กซี่ก็ลำบากเพราะเดี๋ยวเจอพวกพี่ๆ ขับแท็กซี่ เคยไปที่โต๊ะเรียนรามของพวกเพื่อนๆ ก็รู้จักกันหลายคน แต่ก็หลายคนเมื่อก่อนไม่ชอบขี้หน้าฉัน เพราะฉันเอาแต่เมาเหล้า แล้วแถมแอบเขียนภาษาอาหรับเป็นตอนเมาอีก เพื่อนๆ จึงไม่ชอบหน้า ปลายๆ ปี 2522 นั้นฟันที่ถอนไปหลายซี่เคี้ยวอะไรไม่ค่อยดี ตุ่มพาไปทำฟันปลอมที่พระโขนง หมดไปหลายพัน แต่ทำวันเดียวเสร็จเลย ทำได้ดีมากๆ ใช้มาจนฟันผุอีกซี่เมื่อปี 2547 ฟันปลอมก็ใช้ไม่ได้และไม่ได้ไปทำใหม่ (ใช้มา 25ปี) ก่อนจะบินอีกเที่ยวนึง ไปมาหาสู่กับตุ่มอย่างลับๆ เพราะต่างไม่มีเพื่อนที่ไหน วันนึงเจอกันแล้วตุ่มต้องไปเก็บสตางค์ค่าเช่าบ้านที่คลองตัน ก็ชวนไปด้วย เดินๆ กันอยู่ เยาะห์ตุ่มโผล่พรวดตรงหน้าเราทั้งคู่หน้าซีดกันเลย เยาะห์ก็ไม่ได้ว่าอะไร ได้แต่ไล่ตุ่มกลับบ้าน หลังจากนั้นไม่กี่วันฉันก็ตัดสินใจเข้าไปหาเยาะห์ (เยาะห์ คือ พ่อ) ตุ่มถึงบ้าน บอกให้ท่านรู้ว่าฉันจะมาขอลูกสาว ความที่ฉันไม่เคยมีสังคมมุสลิมมาก่อน เคยเห็นแต่สังคมเดิมที่เป็นพุทธ การเข้าหาพ่อแม่ผู้หญิงในทางพุทธเขาไม่ว่ากันถือว่ากล้าสู้หน้ากับผู้ใหญ่ให้ท่านเห็นด้วยว่าจริงใจ แต่กลับโดนตอกหน้าหงายออกมาว่าไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือหรือ ด้วยความซื่อก็ตอบว่าไม่มี เพราะไม่อยากรบกวนใครเขา เยาะห์ทำเฉย ฉันก็เห็นท่าไม่ได้เรื่องแล้วก็ถอยออกมา ลาละครับ ช่วงปลายปี ดล (ดลคือน้องชายแท้ๆ)ไม่มีที่อยู่มาอาศัยอยู่กับบ้านตุ้มด้วย บ่ายวันหนึ่งดลนั่งเล่นอยู่ในห้องนั่งเล่น ฉันก็ยืนละหมาดอยู่ ก็ไม่ถึงกับขวางทางเดินหรอก เพราะยืนชิดขึ้นมาใกล้ผนังด้านทิศตะวันตกแล้ว แต่บังเอิญดลนั่งอยู่เก้าอี้ตัวด้านตะวันตก ก็จะออกไปข้างนอกเดินจะผ่านหน้าที่ฉันละหมาด ฉันก็ยื่นมือออกไปทำท่าห้ามผ่านเข้ามาหน้าจุดสุญูด ดลก็กลับเข้าไปนั่งต่ออีก พอฉันละหมาดเสร็จดลก็ถามว่าทำไมไม่ให้เดิน ฉันก็ตอบว่ากำลังละหมาด คือการเคารพสักการะพระเจ้าน่ะ ดลก็แค่ร้อง อ๋อ… อีกหลายวันต่อมา”ดล” ถามว่าอิสลามเป็นอย่างไร ก็อธิบายว่า

อิสลามคือศาสนาที่มีพระเจ้าองค์เดียว เรามนุษย์ด้วยกันไม่กราบไหว้บูชาคนด้วยกัน ไม่เหมือนทางพุทธที่พระคนไหนเทศน์เก่งๆ ดังๆ คนก็จะนิยมชมชอบเลื่อมใสศรัทธา เอารูปปั้นหรือเหรียญพระนั้นไปบูชา ไม่ได้สักการบูชาพระพุทธเจ้าคนเดียวซะแล้ว เมื่อสักการะบูชาไปทั่วๆ เวลามีพระดังๆ หลายๆ องค์ และพระที่ตนนิยมชมชอบเป็นพิเศษก็จะได้รับการเอาใจใส่มากกว่าพระอื่นๆ เวลามีเคราะห์กรรมก็จะเอาพระที่ตนชอบเป็นพิเศษนั้นมากราบไหว้ขอให้พระคุ้มครอง หรือไม่ก็ขอให้พระนั้นมอบสิ่งโน้นสิ่งนี้ให้ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้กราบไหว้บูชารูปปั้นพระพุทธเจ้าและรูปปั้นอื่นๆ แต่ในอิสลามมีอัลลอฮ์องค์เดียวเวลาเราจะร้องขออะไรก็เปล่งเสียงเอ่ยคำขอนั้นออกมาโดยตรงกับอัลลอฮ์เลย ไม่ต้องบูชาพระอื่นใดให้มาเป็นสื่อ หรือ ตัวกลางเข้าร้องขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ทรงสร้างวัตถุสิ่งของไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต หรือไม่มีชีวิตก็ตาม ล้วนแล้วแต่วัตถุนั้นต้องประกอบไปด้วยโมเลกุลเล็กๆ เกาะเกี่ยวเรียงตัวกันเป็นรูปร่างสสารนั้นๆ หรือใหญ่โตเป็นจักรวาล ตั้งแต่เล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแล้ว ใหญ่จนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอีกเช่นกัน ทั้งๆสิ่งดังกล่าวเหล่านั้นมีตัวตนจริง แต่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห้นทั้งเล็กและใหญ่ อีกตัวอย่างหนึ่ง กระแสไฟฟ้าในเส้นลวดทองแดงที่มันวิ่งอยู่เส้นลวดตลอดเวลา เสียบปลั๊กพัดลมเข้าไปมันก็แปลงมาเป็นลมพัดให้เราเย็นสบาย เรารู้อยู่ว่าในเส้นลวดทองแดงนั้นมีกระแสไฟที่สามารถทำเราให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียว เราจึงไม่เอานิ้วหรือโลหะอะไรเข้าไปแหย่ในรูปลั๊กไฟต่างๆ เห็นไหมว่าสิ่งมีพลังอำนาจมีอยู่จริงแต่เราไม่สามารถมองเห็นมันได้ แม้แต่คนค้นพบมัน รู้จักนำมันมาใช้อำนวยประโยชน์ให้เรามวลมนุษยชาติ ก็ยังไม่เคยเห็นตัวตนของมันสักคนเดียว อีกตัวอย่างหนึ่งเราดูโทรทัศน์เราแค่เอาโทรทัศน์มาเสียบปลั๊กไฟ มันก็ภาพมีเสียงให้เราได้ยินได้ชมภาพต่างๆ แต่ถ้าเราเอาวิทยุไปเสียบปลั๊กไฟ มันมีแต่เสียงมันไม่มีภาพให้เราดู ทั้งคลื่นโทรทัศน์และคลื่นวิทยุ มันก็ไม่มีรูปร่างให้เรามองเห็นมันได้ แต่มันมีพลังอำนาจที่จะทำให้เครื่องรับมีเสียงหรือทั้งเสียงและภาพ คลื่นวิทยุโทรทัศน์ไม่มีรูปร่าง แต่เขาคิดประดิษฐ์เครื่องมือจำลองลักษณะคลื่นได้ อัลลอฮ์เป็นพระเจ้าของเราเหล่ามนุษยชาติ พระองค์มีอยู่จริงไม่ต้องหาข้อพิสูจน์ เพียงเรามีจิตวิญญาณที่ยอมน้อมรับว่าพระเจ้าคืออัลลอฮ์มีจริงแน่นอน เราจะไปต่อรองว่าจะต้องเห็นตัวพระเจ้าก่อนแล้วค่อยเชื่อศรัทธาแล้วสักการะต่อไปกระนั้นหรือ การที่เราจะน้อมรับศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เป็นเรื่องความรู้แจ้งเห็นจริงว่าอัลลอฮ์มีอยู่แน่นอน เฉกเช่นเรื่องไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องเล่นอะไรต่างๆ เรายังไม่เห็นต้องเรียกร้องให้มันแสดงตนก่อนเลยว่ามันมีตัวตนจริงๆ แล้วเราจึงจะใช้ประโยชน์จากมัน ฉะนั้นหรือ อธิบายจบดลก็บอก ขอเข้าอิสลามด้วยคนสิ ฉันก็รู้สึกยินดีที่น้อง เข้าซึ้งถึงอิสลามและยอมรับนับถืออิสลามเป็นทางนำแห่งชีวิต ก็ยื่นมือไปจับมือกันด้วยมือขวา แล้วก็อธิบายว่า วิธีการเข้ารับนับถืออิสลาม ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่เราปฏิญาณตนว่า “อัชฮะดุ้ อั้น ลา อี้ลาหะ อิ้ล ลัลลอฮุ วะ อัชฮะดุ้ อั้นนะ มุฮัมมัดดัร เราะซูล ลุลลอฮิ” แล้วก็ค่อยๆ บอกทีละคำ ทีละคำ ดลอาศัยบ้านตุ้มระยะหนึ่ง ก็กลับไปบ้านแก่งคอย แล้วไปอยู่ฟาร์มลาลาที่มวกเหล็ก

نَــــــهَايَـــــــــــة