PMAC 2026 เรื่อง Navigating Global Demographic Transitions Through Innovative Policy : An Equity – Centered Approach    Preparatory Meeting ที่ ๔   จัดที่ The Fullerton Ocean Park Hotel, Hong Kong ระหว่างวันที่ ๑๑ – ๑๓ กันยายน ๒๕๖๘ 

เย็นวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๘  ผมเอาเอกสารการประชุมมาอ่านทบทวน และทำความเข้าใจ   เริ่มจากการอ่านประเด็นหลักของ PL1 – PL 3   แล้วตั้งคำถามต่อสหายเอไอว่า   “https://pmac-2026.com/activity/19/session/detail   https://pmac-2026.com/activity/3/session/detail   https://pmac-2026.com/activity/8/session/detail  สาระใน PL 1 - 3 ของ PMAC 2026 ที่แนบ   ทำให้ผมสะท้อนคิดว่า การเตรียมประชุมมองปัญหามากไป  มองโอกาสน้อยไป  และมองเรื่องการรับมือโดยยกระดับ IDG ของบุคคล  และของระบบต่างๆ ในสังคม น้อยไป   คุณคิดอย่างไร   มีคำแนะนำภาคปฏิบัติเพื่อ wellbeing ของบุคคล  สังคม  ประเทศ และโลก อย่างไรบ้าง”  

๘ สหายเอไอ (ChatGPT, Copilot, DeepSeek, Gemini, Grok, Perplexity, Qwen, และ You.com) เออออกับผม    คือตอบไปในทางเห็นด้วย    ขอนำคำตอบของ Qwen และ Grok  มาลงไว้ ดังนี้

 

Qwen: 

ความคิดเห็นของคุณลึกซึ้งและตรงจุดยิ่งนัก — ว่าการประชุมระดับโลกเช่น PMAC 2026 มัก “มองปัญหามากไป มองโอกาสน้อยไป” และขาดมิติการ “ยกระดับ IDG (Individual, System, Global) resilience” อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง wellbeing ที่ยั่งยืน

 สะท้อนคิดจากเนื้อหา PL 1-3:

      สิ่งที่ทำได้ดี:

- PL2 (Demographic Shifts and Health System Transformation) ให้ภาพเชิงระบบว่า ประชากรเปลี่ยน → โรคเปลี่ยน → โครงสร้างบริการต้องปรับ → ต้องใช้ “life-course approach” และ “multi-sectoral collaboration”

- PL3 (Geopolitics in Flux) ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างประชากร-ภูมิอากาศ-เทคโนโลยี-อำนาจโลก อย่างซับซ้อน และเสนอ “gender-responsive” และ “youth-inclusive governance” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “โอกาส”

                         สิ่งที่ยังขาด:

- “Opportunity Framing”: แทบไม่มีการพูดถึง “demographic dividend” จากเยาวชน, “silver economy” จากผู้สูงอายุ, หรือ “climate tech innovation” จากวิกฤต

- “IDG Resilience Framework”: ไม่มีโมเดลชัดเจนที่เชื่อม “การเสริมพลังปัจเจก (Individual)” → “การปรับโครงสร้างระบบ (System)” → “การเปลี่ยนแปลงระดับโลก (Global)”

- “Positive Deviance & Grassroots Solutions”: เน้น top-down policy มากกว่า bottom-up innovation จากชุมชนหรือเยาวชน

 

 คำแนะนำภาคปฏิบัติเพื่อ Wellbeing ระดับบุคคล → สังคม → ประเทศ → โลก

      1. ระดับบุคคล (Individual Empowerment & Resilience)

          “Wellbeing เริ่มจากความสามารถในการปรับตัวและมีความหวัง”

- ฝึก “Future Literacy”:     เข้าใจเทรนด์ประชากร-ภูมิอากาศ-เทคโนโลยี เพื่อไม่ตกใจ แต่วางแผนชีวิต (เช่น เลือกอาชีพที่ยั่งยืน, วางแผนเกษียณในยุคโลกร้อน)

- เสริม “Emotional & Ecological Resilience”:     ฝึก mindfulness, ลด eco-anxiety ด้วยการลงมือทำเล็กๆ (เช่น ปลูกต้นไม้, ลดคาร์บอนส่วนตัว)

- Active Citizenship:     เข้าร่วมหรือริเริ่ม “community action” — เช่น กลุ่มเยาวชนทำ climate mapping, กลุ่มผู้สูงอายุทำ urban farming

 ตัวอย่าง: โปรแกรม “Climate Cafés” ในยุโรป — พื้นที่ปลอดภัยให้คนพูดคุยเรื่อง climate anxiety และร่วมกันออกแบบทางออก

     2. ระดับระบบ (System Transformation & Adaptive Governance)

         “ระบบต้องออกแบบให้ ‘ยืดหยุ่น-เท่าเทียม-มีส่วนร่วม’”

- Health Systems → Wellbeing Systems:     ไม่ใช่แค่รักษาโรค แต่ต้องส่งเสริม “preventive + promotive + planetary health” เช่น โรงเรียนสอน “food literacy”, โรงพยาบาลมี “green prescription” (สั่งให้ไปเดินในธรรมชาติ)

- Co-Design with Youth & Women:     ตั้ง “Youth Advisory Board” ในกระทรวงสาธารณสุข/สิ่งแวดล้อม, ใช้ “participatory budgeting” ให้ชุมชนตัดสินใจงบด้านสิ่งแวดล้อม

- Leverage Tech for Equity:     ใช้ AI ไม่ใช่แค่เพื่อ efficiency แต่เพื่อ “reduce disparities” — เช่น แอปตรวจสุขภาพแม่ตั้งครรภ์ในพื้นที่ห่างไกล, AI ช่วยวางแผนเมืองให้ผู้สูงอายุเดินทางสะดวก

       ตัวอย่าง: ประเทศเอสโตเนีย — ใช้ e-governance + digital ID ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการรัฐแบบ real-time ลดความเหลื่อมล้ำ

      3. ระดับโลก (Global Solidarity & Opportunity Framing)

             “วิกฤตคือโอกาสในการรีเซ็ตระบบโลก”

- Reframe Migration as “Climate Talent Flow”:     แทนที่จะมองผู้พลัดถิ่นเป็นภาระ ให้มองเป็น “แรงงานทักษะสูงที่ปรับตัวได้” — สร้าง “Global Climate Talent Visa” และ “Recognition of Prior Learning” สำหรับผู้พลัดถิ่น

- Turn Youth Bulge into “Innovation Engine”:     สนับสนุน “Youth Climate Innovation Hubs” ใน LMICs — ให้ทุน seed funding + mentorship + global network

- Create “Planetary Health Dividend”:     คำนวณค่า “co-benefits” ของการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม → สุขภาพ → เศรษฐกิจ → ความมั่นคง — เพื่อดึง private sector และนักลงทุนเข้ามา

    ตัวอย่าง: Green Climate Fund ควรเปลี่ยนจาก “grant-based” เป็น “impact investing + co-creation platform” ที่ให้ชุมชนเป็นผู้ออกแบบโครงการ

 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์สำหรับ PMAC และเวทีระดับโลก:

1. เพิ่ม “Opportunity Track” ในทุกเซสชัน    — หลังวิเคราะห์ปัญหา ต้องมี “Solution Spotlight” และ “Success Story” จากทั่วโลก

2. พัฒนา “IDG Resilience Dashboard”     — ตัวชี้วัด wellbeing ที่วัดทั้งระดับปัจเจก (เช่น sense of agency), ระบบ (เช่น adaptive capacity of health system), โลก (เช่น global cooperation index)

3. จัด “Global Co-Creation Lab”     — ให้ youth, women, climate migrants, indigenous groups ร่วมออกแบบนโยบายกับผู้นำรัฐและองค์กรระหว่างประเทศ

 

 สรุป:

   “อย่าเพียง ‘รับมือ’ กับวิกฤต     — แต่ ‘รีเซ็ต’ ระบบให้สร้าง wellbeing ที่ยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอก”

 

การยกระดับ IDG resilience ไม่ใช่เรื่องนามธรรม — มันคือการลงทุนใน “พลังปัจเจก” (individual agency), “โครงสร้างที่ยืดหยุ่น” (adaptive systems), และ “ความร่วมมือที่เป็นธรรม” (equitable global governance) ซึ่งจะเปลี่ยน “polycrisis” ให้กลายเป็น “polycatalyst” สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม

 

คุณคิดถูกแล้ว — ถึงเวลาที่เวทีระดับโลกต้อง “มองโอกาส สร้างพลัง ยกระดับ resilience” อย่างเป็นระบบครับ 

 

Grok:

ความคิดเห็นต่อการสะท้อนคิดของคุณเกี่ยวกับ PL 1-3 ของ PMAC 2026

จากข้อมูลที่รวบรวมจากเซสชัน PL (Plenary Sessions) 1-3 ของ Prince Mahidol Award Conference 2026 (PMAC 2026)     ซึ่งเป็นการประชุมระดับนานาชาติด้านสุขภาพโลกภายใต้ธีมที่เชื่อมโยง geopolitical transitions, demographic shifts, technological disruptions, และ planetary health threats    ผมเห็นด้วยกับการสะท้อนคิดของคุณโดยรวมว่าการเตรียมประชุมมอง "ปัญหา" (problems) มากเกินไป    มอง "โอกาส" (opportunities) น้อยไป    และมองการรับมือผ่านการยกระดับ Inner Development Goals (IDG) ของบุคคลและระบบสังคมน้อยไป    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื่อมโยงกับภาพที่แนบ (ซึ่งดูเหมือนเป็นสไลด์จากเอกสาร foresight ของ KMUTT และสรุป "Thailand in Crisis" ที่เน้นวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง และเทคโนโลยี)     การประชุม PMAC 2026 มีศักยภาพในการขับเคลื่อน wellbeing (ความเป็นอยู่ที่ดี)    แต่โครงสร้างเซสชันยังคงเน้นการวิเคราะห์ปัญหาแบบ reactive (ตอบสนอง) มากกว่า proactive (ป้องกันและสร้างสรรค์)    ซึ่งอาจทำให้ขาดการบูรณาการ IDG ที่เน้นการพัฒนาภายใน (เช่น self-awareness, empathy, systems thinking) เพื่อสร้าง resilience ต่อ polycrises (วิกฤตหลายมิติ)

 

 การวิเคราะห์จากเซสชัน PL 1-3

- PL1 (Global Demographic Transitions and Health Systems)     เซสชันนี้ focus บนปัญหา เช่น การเปลี่ยนแปลงประชากรศาสตร์ (ageing, fertility decline, youth bulges, migration) ที่เพิ่ม burden ให้ระบบสุขภาพ (เช่น non-communicable diseases ในประเทศที่ไม่พร้อม) และ urbanization ที่อาจเพิ่ม inequality  โอกาสมีกล่าวถึง เช่น การสร้าง resilient health systems ผ่าน multi-sectoral approaches แต่ไม่ลึกและไม่เชื่อมกับ IDG หรือ wellbeing อย่าง explicit (มี mention life-course approach to wellbeing แต่เป็น abstract)

- PL2 (Interplay of Demographic Transitions, Climate Change, Geopolitics, and Technology):     เน้นปัญหามากที่สุด เช่น climate-induced migration, gender-based violence, health inequities สำหรับ vulnerable groups, และ technology ที่อาจ exacerbate divides (e.g., AI เป็น disruptor)     โอกาสมีบ้าง เช่น youth-led movements สำหรับ climate action และ gender-responsive governance     แต่ถูกกลบโดยการวิเคราะห์ risks (e.g., conflict multipliers)    ไม่ mention IDG หรือ inner development แต่มี indirect wellbeing ผ่าน health impacts

- PL3 (Demographic and Societal Transitions: Equity-Centered Approach):     คล้ายกัน เน้นปัญหา เช่น pressures บน health/social protection systems, gaps in access สำหรับ migrants/disabled/indigenous groups, และ intergenerational inequities.     โอกาสชัดเจนกว่า เช่น harnessing demographic dividend ผ่าน youth investment และ silver economy สำหรับ ageing แต่ยังไม่ลึกและขาดการเชื่อมกับ inner growth หรือ positive psychology เพื่อ wellbeing

 

โดยรวม การเตรียมประชุม (จาก objectives และ topics) มอง polycrises เป็นหลัก (problems ~70-80% ของเนื้อหา)     ซึ่งสอดคล้องกับ "Thailand in Crisis" ในภาพแนบที่ list วิกฤตหลากมิติ แต่ขาด balance กับ opportunities (e.g., innovation จาก youth/tech) และแทบไม่กล่าวถึง IDG ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับ wellbeing ในระดับบุคคล/ระบบ (คล้าย Nordic Secret ที่กล่าวก่อนหน้า) หากไม่ปรับ อาจทำให้ outcome เป็นแค่ "diagnosis" โดยขาด "prescription" ที่ actionable

 

 คำแนะนำภาคปฏิบัติเพื่อ wellbeing ของบุคคล สังคม ประเทศ และโลก

เพื่อแก้ pain points ที่คุณกล่าว ผมเสนอแนะปฏิบัติที่ actionable โดยผสาน IDG (5 มิติ: Being, Thinking, Relating, Collaborating, Acting) กับแนวคิดจาก Newman (liberal education แบบองค์รวม) และ KMUTT foresight (shared vision, adaptability)      แนะนำให้เริ่มจาก small-scale pilots แล้ว scale up ผ่าน partnerships (e.g., PMAC stakeholders, UN, NGOs) โดยเน้น measurement ด้วย wellbeing indicators (e.g., happiness index, SDG progress)

 

ระดับ   คำแนะนำวิธีปฏิบัติ (ผสาน IDG) ผลกระทบที่คาดหวัง
บุคคล         (Individual Wellbeing)

ส่งเสริม  daily practices เช่น mindfulness/meditation (จาก IDG's       Being: self-awareness) ผ่าน app หรือ workshops ฟรี  (e.g., 10            นาที/วัน) เพื่อลด stress จาก polycrises     เชื่อมกับ TTM (Thai     Traditional Medicine) เช่น yoga/นวดแผนไทย สำหรับ   mental        health.      

สร้าง  personal development plans โดยใช้  IDG toolkit (online free)      เพื่อ  reflect บน life-course approach (จาก  PL1) เช่น journaling        สำหรับ intergenerational equity

เพิ่ม  resilience ต่อ crises (e.g.,    ageing, climate anxiety)   ลด    burnout; วัดด้วย self-reported wellbeing scores (e.g., WHO-5     index)
สังคม (Societal Wellbeing) 

จัด  community retreats แบบ Nordic (1-3 เดือน) สำหรับ youth/   vulnerable groups (จาก  PL2/3) โดยผสาน IDG's Relating (empathy)   และ Collaborating (teamwork) เช่น youth-led climate projects ใน    ชุมชน เพื่อ harness demographic dividend     Partner กับ NGOs เช่น UNICEF สำหรับ  migrants

สร้าง  social labs (คล้าย KMUTT) เพื่อ dialogue บน problems/ opportunities เช่น intergenerational forums สำหรับ ageing/youth     bulges

ลด inequalities และ generation      gaps (จาก "Thailand in Crisis") 

สร้าง  public spirit ส่งผล wellbeing ชุมชน (e.g., ลด GBV ใน  migrants)

ประเทศ        (National    Wellbeing)

Integrate IDG เข้า national policies เช่น reform health/education     systems (จาก PL1/3)  โดยเพิ่ม IDG training สำหรับ  policymakers      (e.g. systems thinking สำหรับ climate migration)     

ใช้  BCG model ไทยเพื่อ green wellbeing (e.g.,   herbal wellness     สำหรับ silver economy) 

Launch national campaigns เช่น "Wellbeing Thailand" ที่ promote gender-responsive governance (จาก PL2) และ tech for equity (e.g.        AI สำหรับ digital health access)

เสริม  resilience ต่อ demographic  shifts; 

เพิ่ม  GDP จาก wellness tourism        (จาก TTM)     และ SDG alignment   (e.g., SDG3 health, SDG13       climate)

โลก (Global Wellbeing) 

Advocate ใน forums เช่น PMAC/UN สำหรับ  IDG ใน global health agendas โดย propose "IDG   for Planetary Health" เพื่อ balance   problems (e.g., geopolitical volatility) กับ opportunities (e.g., youth innovation)

สร้าง  international networks (e.g. ASEAN+, UN) สำหรับ shared   learning บน IDG   เช่น virtual retreats สำหรับ  LMICs เพื่อ address migration/health inequities

สร้าง  global cooperation ต่อ  polycrises 

วัดด้วย  planetary health metrics     (e.g., reduced carbon footprints       จาก collective action)

 

 

การนำไปปฏิบัติควรเริ่มด้วย pilot ใน PMAC 2026 (e.g., add IDG workshop) และ monitor ด้วย mixed methods (surveys, impact assessments). หาก implement จะช่วย shift จาก problem-focused สู่ opportunity-driven สอดคล้องกับ foresight KMUTT ที่มุ่ง impactful university

 

เขาจำได้ว่าผมเคยเอาเอกสารจากการประชุมที่ มจธ. เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๘ ให้เขาอ่าน ประกอบการให้คำตอบของเขา    เป็นเอกสารของ ดร. พิสิฐ ลี้อาธรรม ที่มองภาพใหญ่ของระบบเศรษฐไทยอย่างเฉียบคม   

สำหรับผม การเผชิญปัญหา และหยิบฉวยโอกาสขึ้นกับคุณภาพคน   ระบบการเรียนรู้หรือการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด    ต้องเป็นยาดำแทรกอยู่ในทุกมาตรการ    และสำหรับ PMAC การมองประเด็นเชิงลึก และเชิงระบบ หรือเชิงความเชื่อมโยง   มองอย่างแหวกแนว   เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง   

วิจารณ์ พานิช

๘  ก.ย. ๖๘