สรุปความ: อรรถการ สัตยพาณิชย์
ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สะท้อนให้เห็นว่า “วิกฤติแรงงานทักษะสูง (High Skill Workforce)” ได้เป็น “ปัญหากำลังคน” ของประเทศ แต่ก็ยังเชื่อมั่นคุณภาพการศึกษาของไทยว่ามีมาตรฐาน แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้เพิ่มขึ้น และต้องยอมรับว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง ดัชนีที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างหนึ่งก็คือ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP (Gross Domestic Product) ปี 2568 ในกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับ 8 จาก 9 ประเทศ โดยมีพม่าเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับสุดท้าย [ข้อมูลจากการคาดการณ์ของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น (HSBC)]
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะไทยไม่สามารถเปลี่ยนประเทศไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 [อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสื่อสารข้อมูล (Internet of Things) เพื่อเชื่อมโยงเครื่องจักรเข้ากับโลกไซเบอร์ หรือสร้างโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory)] ได้ ข้อมูลจาก Thailand i4.0 Index หรือดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยในการก้าวสู่ Industry 4.0 ที่พัฒนาโดย สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2566) พบว่าอุตสาหกรรม 4.0 ของไทย มีค่าเฉลี่ยความพร้อม 2.8 จาก 6 (หมายเหตุ: สำรวจโรงงานอุตสาหกรรม 150 แห่ง) ส่วนใหญ่ยังเป็นอุตสาหกรรม 2.0 [ยังคงใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อทำให้เกิดสายพานการผลิต และการผลิตสินค้าจำนวนมาก (Mass Production)] เมื่อค่าแรงสูงขึ้นบริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนก็จะย้ายฐานการผลิต ดังนั้น ถ้าประเทศจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้นจะต้องเปลี่ยนอุตสาหกรรมให้เป็นยุค 4.0 ซึ่งปัญหาสำคัญ ณ ขณะนี้คือ แรงงานทักษะสูงยังมีไม่เพียงพอ
ต้องเปลี่ยนโครงสร้างอุตฯ คู่กับการพัฒนา Talent คน
เมื่อปลายปี 2565 ปลัดกระทรวง อว. ได้คุยกับผู้แทนการค้า (Trade Representative) ของไต้หวัน ซึ่งนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound Policy) ของไต้หวัน (เป็นนโยบายที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนกับ 18 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) มีความสนใจที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย แต่ประเด็นที่ได้จากการสนทนาชี้ให้เห็นว่ากำลังคนทักษะสูงของประเทศยังมีไม่เพียงพอ ถ้าจะเปลี่ยนจะต้องเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม และสิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้จะต้องพัฒนาความสามารถหรือ Talent ในเรื่องคน
10 กลไกการขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทยของ ปลัดฯ อว.
ศ.ดร.ศุภชัย ได้กล่าวถึงกลไกในการขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ซึ่งเกิดจากฐานคิดที่อยู่บนพื้นฐานของการพัฒนากำลังคนในทุกช่วงวัย (Lifelong Learning) การรองรับสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล และการพัฒนากำลังคนที่จะต้องทำร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยกลไกในการขับเคลื่อนมีทั้งหมด 10 ข้อด้วยกัน ประกอบด้วย
1. พัฒนาหลักสูตรในสาขาอาชีพที่สำคัญให้ได้รับการรับรองระดับสากล (International Accreditation)
2. การทำ National Credit Bank / University Credit Bank
3. พัฒนาหลักสูตรในทักษะสมัยใหม่ (degree / non-degree) ร่วมกับภาคเอกชน
4. จัดทำ Skill Mapping ในทักษะที่สำคัญ
5. จัดทำ Skill Transcript เพื่อระบุทักษะที่สำคัญของผู้เรียน
6. AI Based Education
7. ส่งเสริม Experiential Learning Education ในทุกหลักสูตร
8. พัฒนาหลักสูตร Sandbox ในสาขาวิชาที่ต้องการกำลังคนอย่างเร่งด่วน
9. ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
10. ยกระดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของบัณฑิต
ในกลไก 10 เรื่อง เรื่องที่ยากเรื่องหนึ่งในมุมมองของ ศ.ดร.ศุภชัยคือ การยกระดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของบัณฑิต และได้ยกตัวอย่างในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ว่าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างไทย มาเลเซีย และเวียดนาม จะเห็นได้ว่าไทยเหนือกว่าทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ฯลฯ แต่จากการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดอันดับความสามารถในการใช้ภาษาและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก็จะพบว่าเรื่องที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นคู่แข่งขันก็คือ ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของแรงงานอยู่ยังอยู่ในระดับที่แย่มาก (Very Low)
ส่วนเรื่องการพัฒนาหลักสูตรในสาขาอาชีพที่สำคัญให้ได้รับการรับรองระดับสากล (International Accreditation) ก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะสายวิศวกรรมศาสตร์ เช่น ABET (Accreditation Board for Engineering and Technology) ส่วนเรื่องการพัฒนาหลักสูตรในทักษะสมัยใหม่ ทั้งหลักสูตร degree และ non-degree ร่วมกับภาคเอกชนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
เรื่องโปรแกรม Skill Mapping ที่สถาบันพระเจ้าเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พัฒนาขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยในการพัฒนาหลักสูตร แต่เดิมส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ ซึ่งวิธีการดังกล่าวได้ข้อมูลเพียงส่วนหนึ่ง แต่จะไม่ได้ลงลึกถึงทักษะที่ควรมีหรือควรพัฒนา ดังนั้นโปรแกรม Skill Mapping จะจับคู่ “ทักษะที่ตลาดงานต้องการ (Demand)” กับ “ทักษะที่หลักสูตรพัฒนา (Supply)” ของแต่ละสาขา/รายวิชา ซึ่งจะช่วยให้หลักสูตรออกแบบได้ตรงกับงานจริงมากขึ้น และเห็นช่องว่างทักษะชัด ๆ ว่าต้องเติมอะไรบ้าง โดยเฉพาะหลักสูตรที่ตอบสนองการผลิตแรงงาน/กำลังคนทักษะสูง โปรแกรมนี้จะบอกได้ว่าแรงงานควรมีทักษะด้านใด และจะทำให้เห็นช่องว่างทักษะ ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ช่วยอัพเดทหลักสูตรได้ในทุกปี
สำหรับการจัดทำ Skill Transcript ก็จะเป็นการระบุทักษะที่สำคัญของผู้เรียน และบอกได้ว่าเมื่อนักศึกษาจบปี 1 ควรมีทักษะด้านใด และปี 2 ถึงปี 4 แต่ละชั้นปีควรมีทักษะด้านใด ซึ่งประโยชน์อย่างหนึ่งก็คือ การสมัครทำงาน Part-Time ของนักศึกษา เมื่อจบปี 1 สถานประกอบการก็จะรู้ได้ว่ามีทักษะใดที่นักศึกษาสามารถทำได้ ในการจัดทำ Skill Transcript ปลัดฯ อว.ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัย 6 แห่ง แต่ Skill Transcript ที่มหาวิทยาลัยพัฒนาออกมาก็จะไม่เหมือนกัน แต่คล้ายคลึงกันประมาณ 20-30% ที่เหลือต้องมีการปรับตามบริบทของแต่ละสาขา
ส่วน AI-Base Education นั้น เจนสัน (Jensen) หวง – CEO ของ NVIDIA พูดแนวคิดนี้หลายครั้งว่า “AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานของชาติ” และทุกประเทศควรมี AI infrastructure ของตนเอง (sovereign AI) ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) เข้ามาในประเทศได้ นอกจากนี้ในมิติด้านการศึกษา หวงยังเคยตั้งคำถามไว้ว่า “เราจะทำให้ AI ช่วยให้ Teacher เป็น Super Teacher ได้อย่างไร” ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่าวิธีที่ดีที่สุดคือ จะต้องให้นักศึกษาได้ลงมือทำ ในมหาวิทยาลัยต้องนำ AI มาใช้ในลักษณะ Project-Based ทุกหลักสูตร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสายวิทยาศาสตร์ ซึ่งตอนนี้ อว. กำลังมีนโยบายให้ทุกหลักสูตรมีการนำ AI มาใช้ในการเรียนการสอน
การส่งเสริม Experiential Learning Education หรือ “การศึกษาแบบเรียนรู้จากประสบการณ์” ที่เห็นได้ชัดเจนจะเป็นหลักสูตรด้านแพทย์-พยาบาล สาระสำคัญของ Experiential Learning Education ในทุกหลักสูตร มี 2 ด้านคือ Technical Skill และ Soft Skill แต่ Soft Skill ถือว่ามีความสำคัญมากกว่า ซึ่ง Soft Skill มี 2 เรื่องสำคัญที่จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานก็คือ 1) Growth Mindset (ความสามารถพัฒนาได้) และ 2) Adaptability to Change (ความสามารถในการ “ปรับตัวเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน”) ซึ่งคุณสมบัติทั้ง 2 ประการนี้นักศึกษาหรือผู้เรียนจะได้จากการไปทำงานในสถานประกอบการจริง ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนภายใต้แนวคิดนี้จะต้องเน้นการเรียนรู้แบบ Problem Based/Project Based Learning ปลัดฯ อว. ได้ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันประเทศไทยมีหลักสูตรในสถาบันอุดมศึกษาประมาณ 9,500 หลักสูตร แต่มีประมาณ 20% เท่านั้นที่เป็นหลักสูตร Experiential Learning
-----------------------------------
หมายเหตุ: สรุปสาระสำคัญจากการอบรมหลักสูตรส่งเสริมคุณภาพกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาและผู้บริหารระดับสูง สำหรับสภาสถาบันอุดมศึกษาและผู้บริหาร รุ่นที่ 2 และการมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั่วประเทศการประชุมคณะกรรมการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) ครั้งที่ 4/2568 ของศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม