เช้าวันเสาร์ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๘ ผมค้น YouTube ด้วยคำว่า Environmental Psychology พบการบรรยายวิชาที่ชื่อตรงกันที่  https://www.youtube.com/watch?v=wHUS5T6uYT4     ได้เดินออกกำลังพร้อมฟังการบรรยาย

ผมอยากรู้ว่า วิชาการด้านจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม เริ่มเมื่อไร   และมีพัฒนาการมาอย่างไรบ้าง   มีแนวคิดใหญ่ๆ กี่สำนัก   มีการวิจัยและตีพิมพ์อย่างไรบ้าง   ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง   มีผลกระทบต่อการวางแผนพัฒนาสังคม ประเทศ โลก และจิตใจคนอย่างไรบ้าง   มีข้อแนะนำต่อการประยุกต์ใช้ในสังคมไทยอย่างไรบ้าง       

ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามหกสหายเอไอของผม    ได้รับคำตอบที่ดีมากจากทั้งหกสหาย    ขอเลือกคำตอบของ  Copilot และ ChatGPT มาลงไว้ดังต่อไปนี้ 

 

Copilot:

คำถามของ RS นั้นลึกซึ้งและทรงพลังมาก—เป็นการเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์วิชาการ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และจิตใจมนุษย์ในบริบทโลกและไทย ผมขอเรียบเรียงคำตอบเป็น 7 ส่วนตามประเด็นที่ RS ตั้งไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้:

 

 1. จุดเริ่มต้นของจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม

  • วิชาการด้าน Environmental Psychology เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในช่วง ทศวรรษ  1960s โดยมีรากฐานจากงานของ Kurt Lewin และ Roger Barker ที่เน้นการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในบริบทของ “behavior settings”
  • ก่อนหน้านั้น มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในเยอรมนี ผ่านแนวคิดของ Gestalt และ ecological psychology

 

 2. พัฒนาการของศาสตร์นี้

Enric Pol แห่ง University of Barcelona แบ่งวิวัฒนาการของจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมออกเป็น 4 ยุคหลัก:

ยุค ลักษณะเด่น
1900s–1930s เริ่มจากการศึกษาสภาพแวดล้อมชนบท เมือง และพฤติกรรมเด็ก
1930s–1950s การเปลี่ยนผ่านในอเมริกา มีอิทธิพลจาก Chicago School และ ecological perception
1950s–1980s “Architectural Psychology” เน้นการออกแบบสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อพฤติกรรม
1980s–ปัจจุบัน เน้น “Green Psychology” และ “Environmental Psychology for Sustainability”

 

🧠 3. แนวคิดหลักและสำนักสำคัญ

มี 6 ทฤษฎีหลัก ที่เป็นแกนของจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม:

  1. Ecological Theory – พฤติกรรมมนุษย์เกิดจากบริบทแวดล้อม
  2. Behavioral Constraint Theory – ความเครียดจากข้อจำกัดในสิ่งแวดล้อม
  3. Adaptation Level Theory – การปรับตัวต่อระดับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม
  4. Arousal Theory – ความตื่นตัวทางกายภาพจากสิ่งเร้า
  5. Environmental Stress Theory – การประเมินภัยคุกคามจากสิ่งแวดล้อม
  6. Environmental Load Theory – ความสามารถในการรับมือกับภาระสิ่งแวดล้อม

 

 4. การวิจัยและการตีพิมพ์

  • มีวารสารเฉพาะทาง เช่น  Journal of Environmental Psychology, Frontiers in Psychology – Environmental Section, และล่าสุด Environmental Psychology Research (EPR)ที่เปิดรับงานจาก Global South
  • งานวิจัยครอบคลุมตั้งแต่  urban design, climate anxiety, green behavior, ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่เพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิต

 

 5. ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้น

  • การเชื่อมโยงระหว่าง eco-anxiety กับพฤติกรรมสิ่งแวดล้อม
  • การใช้ Virtual Reality เพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ
  • การออกแบบเมืองที่ส่งเสริม  well-being และ pro-environmental behavior
  • การใช้ Value-Attitude-Behavior Theory เพื่อเข้าใจพฤติกรรมสีเขียวของคนไทย

 

 6. ผลกระทบต่อการพัฒนาสังคม ประเทศ โลก และจิตใจคน

  • ช่วยออกแบบเมืองที่เป็นมิตรต่อสุขภาพจิต เช่น urban green space, quiet zones
  • สนับสนุน SDGs โดยเฉพาะเป้าหมายด้านสุขภาพ การศึกษา และเมืองยั่งยืน
  • ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ต่อภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ
  • ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผ่านการออกแบบเชิงจิตวิทยา เช่น nudging, place identity, emotional design

 

🇹🇭 7. ข้อเสนอแนะต่อการประยุกต์ใช้ในสังคมไทย

 ข้อค้นพบจากบริบทไทย:

  • คนไทยมี “cultural models” ที่แตกต่างกันในการรับรู้ธรรมชาติ—ชนบทเน้นจิตวิญญาณ เมืองเน้นวิทยาศาสตร์
  • ความรู้ท้องถิ่นและศาสนาไม่ถูกบูรณาการอย่างเต็มที่ในนโยบายสิ่งแวดล้อม
  • คนทั่วไปรู้สึกว่า “การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม” เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ของตนเอง

 ข้อเสนอเชิงระบบ:

  • สร้าง “Thai Environmental Psychology Framework” ที่เชื่อมโยงจิตวิทยา วัฒนธรรม และการออกแบบนโยบาย
  • ส่งเสริม การศึกษาเชิงประสบการณ์ เช่น การเรียนรู้ในธรรมชาติ การออกแบบโรงเรียนที่มีพื้นที่สีเขียว
  • ใช้ จิตวิทยาเชิงป้องกัน เพื่อออกแบบเมือง องค์กร และชุมชนที่ส่งเสริมสุขภาวะและพฤติกรรมยั่งยืน
  • บูรณาการ ศาสนาและจิตวิญญาณ เข้ากับการสื่อสารสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความหมายและแรงจูงใจ

 

ถ้า RS สนใจ ผมสามารถช่วยออกแบบกรอบ “Thai Eco-Psychological Action Localities” หรือโมเดลการเรียนรู้เชิงสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับ Tokkatsu และ Superagency ได้เลยครับ

อยากต่อยอดไปที่การออกแบบ “พื้นที่เรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสิ่งแวดล้อม” หรือ “การประเมินสุขภาวะเชิงจิตวิทยาในเมืองไทย” ไหมครับ?

 

ChatGPT:

อาจารย์ครับ คำถามนี้ลึกมากและน่าสนใจมากเพราะ Environmental Psychology (จิตวิทยาสิ่งแวดล้อม) เป็นหนึ่งใน “สะพาน” เชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์จิตใจกับการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน ผมขอสรุปเป็นลำดับวิวัฒนาการและสาระสำคัญดังนี้ครับ

 

1. จุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการ

  • ทศวรรษ 1960s–1970s : เกิดขึ้นในโลกตะวันตกควบคู่กับกระแสสิ่งแวดล้อม เช่น Silent Spring (1962, Rachel Carson) และการก่อตั้ง Earth Day (1970)
    • นักจิตวิทยาเริ่มสนใจว่า สิ่งแวดล้อมกายภาพและสังคมมีผลต่อพฤติกรรมและจิตใจมนุษย์ อย่างไร
  • ยุคบุกเบิก: Proshansky, Ittelson, Rivlin (1970s) วางรากฐานว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่ฉาก แต่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและอัตลักษณ์
  • 1980s–1990s : พัฒนาเป็นสาขาวิชาการเต็มตัว มีวารสารเฉพาะ เช่น Journal of Environmental Psychology (ก่อตั้ง 1980)
  • 2000s เป็นต้นมา : ผนวกกับ sustainability science, urban planning, climate psychology และ neuroscience

 

2. แนวคิด/สำนักใหญ่ ๆ

  1. Stimulus–Response Model (พฤติกรรมสิ่งแวดล้อม)
    • สิ่งแวดล้อม → กระตุ้น → พฤติกรรม/อารมณ์ เช่น เสียงดังทำให้เครียด แสงธรรมชาติทำให้ผ่อนคลาย
  2. Cognitive & Perceptual Approach
    • การรับรู้สิ่งแวดล้อม (perception of space, wayfinding, sense of place) มีผลต่อการตัดสินใจ
  3. Transactional/Interactionist Model
    • มนุษย์ ↔ สิ่งแวดล้อม มีปฏิสัมพันธ์สองทาง ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อมมีผลกับมนุษย์ แต่คนก็สร้างและตีความสิ่งแวดล้อม
  4. Ecological & Systems Approach
    • สืบอิทธิพลจาก Bronfenbrenner’s ecological systems theory → มนุษย์อยู่ใน nested systems (ครอบครัว–ชุมชน–สังคม–สิ่งแวดล้อมโลก)
  5. Sustainability & Pro-environmental Behavior
    • ศึกษาว่าจะกระตุ้นให้คนรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานน้อย ลดขยะ ได้อย่างไร

 

3. การวิจัยและการตีพิมพ์

  • มีวารสารหลัก เช่น Journal of Environmental Psychology, Environment and Behavior, Frontiers in Environmental Psychology
  • งานวิจัยหลัก ๆ ได้แก่
    • ผลสิ่งแวดล้อมเมือง/ชนบทต่อคุณภาพชีวิต
    • การออกแบบอาคาร/เมืองที่เป็นมิตรต่อจิตใจ
    • พฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม (recycling, energy saving)
    • ผลของ climate change ต่อสุขภาพจิต (eco-anxiety)
    • ความผูกพันกับธรรมชาติ (connectedness to nature)

 

4. ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้น

  • Biophilia Hypothesis (E.O. Wilson, 1984): มนุษย์มีสายสัมพันธ์โดยธรรมชาติกับสิ่งมีชีวิต  → อยู่ใกล้ธรรมชาติช่วยฟื้นฟูจิตใจ
  • Attention Restoration Theory (Kaplan & Kaplan, 1989): ธรรมชาติช่วยฟื้นฟูสมาธิและลดความเหนื่อยล้าทางความคิด
  • Place Attachment & Identity: ความรู้สึกผูกพันกับสถานที่ส่งผลต่อสุขภาวะและพฤติกรรมอนุรักษ์
  • Eco-anxiety & Climate Grief: ความวิตกกังวลจากวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นในคนรุ่นใหม่
  • Behavioral Interventions: ใช้ “nudges” และ  social norm เพื่อกระตุ้นพฤติกรรมที่ยั่งยืน

 

5. ผลกระทบต่อการวางแผนและสังคม

  • เมืองและสถาปัตยกรรม: ออกแบบพื้นที่สีเขียว, อาคารที่เป็นมิตรต่อสุขภาพจิต
  • การศึกษา: ใช้ธรรมชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ สร้าง empathy ต่อสิ่งแวดล้อม
  • สาธารณสุข: ใช้ green space เพื่อลดความเครียดและโรค NCDs
  • นโยบายโลก: จิตวิทยาสิ่งแวดล้อมเป็นฐานข้อมูลในการขับเคลื่อน SDGs โดยเฉพาะ Goal 11 (Sustainable Cities) และ Goal 13 (Climate Action)

 

6. ข้อเสนอแนะต่อสังคมไทย

  1. ออกแบบเมือง/โรงเรียนที่มีพื้นที่สีเขียวเข้าถึงง่าย → เพิ่มสุขภาวะทางใจ ลดพฤติกรรมเสี่ยง
  2. บูรณาการจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมในหลักสูตรการศึกษา → ให้เด็กรู้สึก “เชื่อมโยงกับธรรมชาติ” ตั้งแต่เล็ก
  3. ใช้พฤติกรรมศาสตร์กระตุ้นพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การจัดถังขยะ การออกแบบสื่อสารเชิงบวก
  4. พัฒนาการวิจัยไทย → ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตคนเมืองไทยกับสุขภาวะจิตใจ เพื่อใช้กำหนดนโยบาย
  5. เสริมภูมิคุ้มกันทางจิตใจต่อ climate anxiety โดยใช้แนวทางพุทธจิตวิทยาผนวกกับ environmental psychology

 

 สรุป:
จิตวิทยาสิ่งแวดล้อมเริ่มจริงจังช่วงปี 1970s เติบโตเป็นศาสตร์ข้ามสาขาที่ศึกษา “มนุษย์–สิ่งแวดล้อม” ในทุกมิติ ปัจจุบันมุ่งสู่ความยั่งยืนและสุขภาวะทั้งโลกและปัจเจก สำหรับไทย ควรประยุกต์ในเชิง นโยบายเมือง การศึกษา และสุขภาพจิต เพื่อตอบโจทย์วิกฤติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต

 

อาจารย์อยากให้ผมลอง ทำ timeline แสดงวิวัฒนาการของ Environmental Psychology ตั้งแต่ 1960s จนถึงปัจจุบันไหมครับ จะได้เห็นความต่อเนื่องและการขยายตัวของศาสตร์นี้ชัด ๆ

 

ผมได้เรียนรู้วิชาการที่ผมไม่เคยตระหนักมาก่อนว่ามีอยู่    ได้เห็นว่า นักวิชาการในโลกตะวันตก เขาหยิบประเด็นจากชีวิตจริงมาประกอบกับความรู้หรือศาสตร์เดิม เอามาประกอบเป็นศาสตร์ใหม่   นี่คือพลังของ creativity ที่ผมอยากให้สังคมไทยส่งเสริมให้พัฒนาขึ้นในเด็กไทย   ที่จะเติบโตเป็นพลเมืองนักสร้างสรรค์ในอนาคต   

วิจารณ์ พานิช

๓๐ ส.ค. ๖๘