บทบาทปัญญาประดิษฐ์ในการพัฒนารูปแบบสมรรถนะ
(The Role of Artificial intelligence in Competency Model Development)
ดร.ชัชรินทร์ ชวนวัน ข้าราชการบำนาญ
สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา, 2568
การศึกษาตามความสามารถ (CBE) เป็นระบบการศึกษา/การเรียนรู้/การฝึกอบรม ที่กำหนดขึ้นเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีหรือแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในความรู้ ทักษะและความสามารถเฉพาะด้านภายในงานหรือบริบทที่ต้องการ กระบวนการหลักประกอบด้วยการดำเนินงาน 3 ขั้นตอน ได้แก่ ระยะที่ 1 (Phase I) การพัฒนารูปแบบสมรรถนะ, ระยะที่ 2.(PHASE II) การออกแบบหลักสูตรและโปรแกรมการเรียนรู้, ระยะที่ 3.(PHASE III) การออกแบบการประเมินประสิทธิผลการเรียนรู้ ทั้ง 3 ระยะ ที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ผ่านๆมา สำหรับในบทความตอนนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงการดำเนินงานทั้ง 3 ระยะ แบบใช้วิธีการแบบดั้งเดิม และการดำเนินงานแบบใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตามประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้เคยดำเนินงานเพื่อเปรียบเทียบกันให้เห็นความแตกต่าง ระยะที่ 1 (Phase I) การพัฒนารูปแบบสมรรถนะ (Competency Model Development) เป็น ขั้นตอนแรกที่ต้องดำเนินการก่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะ (Competency) และพัฒนาเป็นโมเดลสมรรถนะ (Competency Model) สำหรับกลุ่มบุคคลหรือตำแหน่งที่ต้องการ (เช่น ผู้บริหารการศึกษา,ผู้บริหารสถานศึกษา,ครู ฯลฯ) เพื่อเป็นกรอบพื้นฐานสำหรับการดำเนินงานในระยะที่ 2 และ3 ต่อไป ในระยะนี้มีลักษณะเป็นกระบวนการประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ในที่นี้ ผู้เขียนจะยกตัวอย่างขั้นตอนทั่วไปในการดำเนินงาน ดังนี้
การระบุพื้นที่สมรรถนะ (Identify Competency Area) (ทั้ง 2 แบบต้องกำหนดเหมือนกัน) คือ การกำหนดชื่อกลุ่มบุคคลหรือตำแหน่งที่จะระบุสมรรถนะและสร้างโมเดลสมรรถนะ ตัวอย่างในบทความนี้ เช่น การกำหนดสมรรถนะและพัฒนาโมเดลสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (Competencies and developing a competency model for School administrators in the 21st century and digital age) ซึ่งจะใช้ชื่อนี้ตลอดกระบวนการทั้ง 3 ระยะ การดำเนินงานกำหนดสมรรถนะและพัฒนารูปแบบสมรรถนะ แบบดั้งเดิม
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาหลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1.1 การวิเคราะห์งานหรือบทบาทหน้าที่ของบุคคลกลุ่มเป้าหมาย (ตัวอย่าง กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา) โดยเลือกใช้หรือบูรณาการเทคนิคการวิเคราะห์ เช่น Job- Analysis , Function Analysis, DACUM หรือ Competency Acquisition Analysis)
1.2 ศึกษาทฤษฎีสมรรถนะและทฤษฎีการสร้างโมเดลสมรรถนะ (Competency and Competency Model Theory) ซึ่งมีผู้กำหนดขั้นตอนการดำเนินงานไว้หลากหลายแตกต่างกันไป
1.3 ศึกษาหลักการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโมเดลสมรรถนะและองค์ประกอบ เช่น หลักการกำหนดองค์ประกอบโมเดลสมรรถนะ,หลักการเขียนข้อความสมรรถนะ (นิยามและรายการพฤติกรรมบ่งชี้) ,หลักการกำหนดมาตรฐานสมรรถนะ ,หลักการกำหนดระดับสมรรถนะ,หลักการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้สมรรถนะหรือหลักการสร้างตัวชี้วัดสมรรถนะเพื่อการสร้างเครื่องประเมิน (Rubric) เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 2 แต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อทำหน้าที่กำหนดสมรรถนะและสร้างโมเดลสมรรถนะขององค์กร ซึ่งคณะกรรมการหรือคณะทำงานจะมีหน้าที่ ดังนี้ 2.1 การวิเคราะห์และสำรวจข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ 1. กำหนดวัตถุประสงค์การกำหนดสมรรถนะและสร้างโมเดลสมรรถนะ ให้ชัดเจนว่าความ หมายถึงอะไรในบริบทขององค์กร ซึ่งจะพัฒนาผู้บริหารการศึกษาทั่วไป ,ผู้บริหารสถานศึกษาดิจิทัล ผู้บริหารสถานศึกษาผู้นำเชิงกลยุทธ์ ฯลฯ และองค์กรกำลังกำหนดสมรรถนะเพื่อพัฒนาผู้นำหรือทีมอื่นๆอยู่หรือไม่? เริ่มต้นด้วยการสนทนากับผู้บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และหัวหน้างานระดับปฏิบัติการ เพื่อให้มั่นใจว่าเป้าหมายขององค์กรสอดคล้องกัน เช่น ตามสภาวะการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล หรือความพยายามในการพัฒนาสมรรถนะเพื่อบริการลูกค้า หรือพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม ฯลฯ (ในที่นี้ คือ สมรรถนะและพัฒนาโมเดลสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล) ว่าเพื่ออะไร อาทิ เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาหรือจัดการเรียนรู้สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล, เพื่อฝึกอบรมสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาฯ, เพื่อประเมินสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาฯ .2. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่และข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ข้อมูลสมรรถนะ บริหารสถานศึกษาทั่วไป,ข้อมูลสมรรถนะผู้บริหารจากสถานศึกษาอื่นๆ และข้อมูลสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (ข้อมูลจากแหล่งข้อมูล Internet , เว็ปไซต์ เอกสาร หนังสือ ตำราวิชาการ ฯลฯ ทั้งในและต่างประเทศ) 2.2 ประมวลสมรรถนะที่รวบรวมได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ หรือกลุ่มสมรรถนะที่ต้องการ เช่น 1.จัดตามกลุ่มบทบาทหน้าที่,จัดตามกลุ่มภารกิจหรือ จัดตามกลุ่มสมรรถนะ หรือโครงสร้างโมเดลสมรรถนะ เช่น กลุ่มสมรรถนะหลัก กลุ่มสมรรถนะในงาน กลุ่มสมรรถนะผู้นำ หรือกลุ่มอื่นๆ 2.จัดสมรรถนะในแต่ละกลุ่ม (Cluster) ,มีทั้งสมรรถนะหลักและสมรรถนะย่อย รวมทั้ง จำนวนสมรรถนะที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่มภายในโมเดลสมรรถนะว่า มีกี่กลุ่ม 5,6,7 หรือมากกว่า ขั้นตอนที่ 3 จัดทำมาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standards) คือ การกำหนดองค์ประกอบของสมรรถนะภายในโมเดลสมรรถนะว่า ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และออกแบบมาตรฐานสมรรถนะสำหรับการเขียนว่ามีรูปแบบแบบใด ตัวอย่างเช่น มาตรฐานสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล ประกอบด้วย ชื่อสมรรถนะ (Competency Name) , นิยาม หรือความหมาย (Definition) , ระดับความเชี่ยวชาญ (Proficiency Level) , รายการพฤติกรรมบ่งชี้ (Behavioral Indicators) , ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) เป็นต้น 3.1 การเขียนองค์ประกอบมาตรฐานสมรรถนะบางอย่าง ต้อง ดำเนินการตามหลักการหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น 3.2 การเขียนนิยามสมรรถนะ ต้องระบุให้ชัดเจนว่า จะเขียนแบบใด ระหว่าง แบบ Direct Statement หรือ Key Element Statement 3.3 การกำหนดระดับสมรรถนะ มีกี่ระดับ และแต่ละระดับมีชื่อและความหมายว่าอะไร 3.4 การเขียนข้อความสมรรถนะหรือรายการพฤติกรรมบ่งชี้ จะเขียนแบบ Bloom Taxonomy หรือ แบบใด 3.5 การเขียนผลลัพธ์การเรียนรู้ จะเขียนแบบ Bloom Taxonomy หรือแบบใด
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบความถูกต้องของการกำหนดและสร้างโมเดลสมรรถนะ (Competency Model Validation) โดย คณะกรรมการและคณะทำงานตรวจสอบ, ผู้บริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ, ตัวแทนกลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาหรือตรวจสอบความเข้าใจกับบุคลากรในองค์กร หรือ ตรวจสอบตามแนวทางงานวิจัย (ใช้สถิติต่างๆ)
ขั้นตอนที่ 5 ปรับปรุงแก้ไข โมเดลสมรรถนะ ผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (ฉบับสมบูรณ์) จัดทำคู่มือโมเดลสมรรถนะ และสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ
ขั้นตอนที่ 6 นำโมเดลสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (ฉบับสมบูรณ์) ไปใช้ในการดำเนินงานระยะที่ 2 และ 3 ต่อไป การดำเนินงานกำหนดและพัฒนารูปแบบสมรรถนะ แบบใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
การพัฒนารูปแบบสมรรถนะโดยใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผู้พัฒนาควรเรียนรู้และทำความเข้าใจในเรื่องต่อไปนี้
โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อจำลองสติปัญญาของมนุษย์ โดยเรียนรู้จากข้อมูลเพื่อดำเนินงานต่างๆ เช่น การให้เหตุผล การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ ระบบ AI สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานได้ตลอดเวลา โดยการประมวลผลชุดข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อจดจำรูปแบบและคาดการณ์หรือให้คำแนะนำ ซึ่งช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถจัดการงานที่ซับซ้อน ทำให้กระบวนการทำงานประจำวันเป็นแบบอัตโนมัติ และได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มนุษย์ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ โปรแกรม AI ทำงานอย่างไร-โปรแกรม AI ทำงานโดย (ในภาพรวม) 1.การรับรู้สภาพแวดล้อม-โดยใช้เซ็นเซอร์หรือข้อมูลที่เราป้อนเข้าโปรแกรม (Input) ระบบ AI จะรวบรวมข้อมูลจากโลกแห่งความเป็นจริงหรือโลกเสมือน 2.การวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล -จากนั้นระบบโปรแกรม AI จะประมวลผลข้อมูลนี้เพื่อระบุรูปแบบ แนวโน้ม ความสัมพันธ์และเงื่อนไขของข้อมูลที่เราป้อนเข้า 3.การเรียนรู้จากประสบการณ์-ระบบโปรแกรม AI จะทำการวิเคราะห์ และเรียนรู้จากการกระทำและผลกระทบต่างๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและปรับปรุงการตอบสนองในช่วงเวลาที่ผ่านไป 4.การคาดการณ์หรือการตัดสินใจ-ระบบโปรแกรม AI จะกำหนดตัวเลือกสำหรับการดำเนินการ หรือให้การคาดการณ์ คำแนะนำ หรือการตัดสินใจโดยอิงจากการเรียนรู้ของโปรแกรม 5.โปรแกรม AI ให้คำตอบหรือตอบสนองตามการรับรู้ในสิ่งที่เราป้อนเข้า ประเภทโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Program) มีหลายประเภทที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกตามความสามารถของโปรแกรม AI นั้นๆ ที่ต้องการ ผู้เขียนใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการกำหนดและพัฒนารูปแบบสมรรถนะ อย่างไร 1.เลือกโปรแกรม AI แบบวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูล โดยการ เสิร์ชเอ็นจิ้น (Search engines) ที่ใช้การระบุข้อความสิ่งป้อนเข้าหรืออัลกอริทึมเพื่อให้ AI นำเสนอผลการค้นหาโดยอิงจากข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้า
2.ติดตั้งโปรแกรม AI ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่มีสมรรถนะค่อนข้างสูง (ผู้เขียนใช้คอมพิวเตอร์ค่อนข้างใหม่ หน่วยความจำแรม 24 GB รวมกับ WINDOW 11) การใช้งานโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)
1.ผู้เขียนใช้โปรแกรม AI เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ประมวลผลเพื่อให้ได้ “กระบวนการพัฒนาโมเดลสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล” โดยการป้อนคำค้นผ่านทาง google.com ว่า “Competency Model Development Process for school administrators in the 21st century and digital age ” ผลที่ AI ให้ตำตอบ คือ
การพัฒนาแบบจำลองสมรรถนะสำหรับผู้บริหารโรงเรียนในศตวรรษที่ 21 เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่มีโครงสร้างในการระบุทักษะที่จำเป็น การออกแบบกรอบการทำงานที่มีองค์ประกอบต่างๆ เช่น หลักการ วัตถุประสงค์ ขอบเขตดิจิทัลแนวทางการพัฒนา และปัจจัยความสำเร็จ และการบูรณาการความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แบบจำลองนี้ควรมุ่งเน้นไปที่การรู้หนังสือทางดิจิทัล นวัตกรรมทางการสอน การจัดการข้อมูล และภาวะผู้นำ ซึ่งสะท้อนถึงข้อเรียกร้องของ OECD ที่ต้องการทักษะในศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน AI ระบุขั้นตอนการพัฒนาโมเดลสมรรถนะ ฯ ประกอบด้วย 1. ระบุสมรรถนะหลัก (Identify Key Competencies) ได้แก่ • ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21: มุ่งเน้นไปที่ "4Cs" ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และ การทำงานร่วมกัน • ทักษะด้านดิจิทัลและการรู้หนังสือ: รวมถึงความรู้ด้านข้อมูล สื่อ และเทคโนโลยี รวมถึงความสามารถในการ ใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ • ทักษะความเป็นผู้นำและทักษะชีวิต: บูรณาการความยืดหยุ่น ความเป็นผู้นำ การเป็นผู้ประกอบการและความ ตระหนักรู้ทางสังคม • ความเชี่ยวชาญด้านการสอนและเทคนิค: เน้นทักษะในการจัดการสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ดิจิทัล รวมถึง ระบบการเรียนรู้ออนไลน์ และความพร้อมทางเทคนิค
- การพัฒนากรอบสมรรถนะ (Develop the Model Framework) ได้แก่
• กำหนดหลักการและวัตถุประสงค์: กำหนดหลักการชี้นำและเป้าหมายเฉพาะสำหรับแบบจำลองสมรรถนะ
• สรุปขอบเขตของสมรรถนะดิจิทัล: กำหนดขอบเขตของทักษะดิจิทัลที่คาดหวังไว้อย่างชัดเจน
• บูรณาการแนวทางการพัฒนา: สร้างแนวทางที่มีโครงสร้างสำหรับการพัฒนาสมรรถนะเหล่านี้ รวมถึงกลยุทธ์
สำหรับการพัฒนาวิชาชีพ
• ระบุปัจจัยความสำเร็จหลัก: กำหนดสิ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการนำแบบจำลองไปใช้
- การรวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่
• การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ: ขอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและภาวะผู้นำดิจิทัลเพื่อ
ตรวจสอบองค์ประกอบของแบบจำลอง
• ความคิดเห็นของผู้บริหาร: รวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนเพื่อให้มั่นใจว่าแบบจำลองนี้สามารถใช้งานได้
จริงและเป็นประโยชน์ในบริบทเฉพาะของตน
- การนำแบบจำลองไปใช้และปรับปรุง ได้แก่
• การพัฒนาวิชาชีพ: เปิดโอกาสให้ผู้บริหารพัฒนาทักษะที่ระบุ โดยมุ่งเน้นที่การปฏิบัติอย่างไตร่ตรองเพื่อแก้ไข
จุดแข็งและจุดอ่อน
• การติดตามและประเมินผล: ประเมินประสิทธิภาพของแบบจำลองอย่างต่อเนื่องและปรับเปลี่ยนเพื่อให้
สอดคล้องกับความต้องการและแนวโน้มทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป
จากผลการให้คำตอบจาก AI จะช่วยให้คณะกรรมการและทีมงานพัฒนาทราบว่า กระบวนการพัฒนาสมรรถนะและกำหนดโมเดลสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา มีกี่ขั้นตอนสำคัญอะไรบ้าง และมีกิจกรรมการดำเนินงานอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการ ในที่นี้ระบุว่าขั้นตอนที่ต้องทำมี 4 ขั้นตอน ต้องจัดทำกิจกรรมภายใต้ 4 ขั้นตอนหลักอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับหลักการและทฤษฎีจะพบว่า คำตอบที่ AI ให้มามีความสอดคล้องกับหลักการและทฤษฎี คือ Competency Model Development Process หลังจากนั้นคณะกรรมการหรือทีมงานต้องทำการปรับปรุงปรับแต่งเนื้อหาและกระบวนการให้เป็นไปตามที่องค์กรต้องการ
- การกำหนดสมรรถนะฯ เพิ่มเติม ผู้เขียนรวบรวมข้อมูลโดยใช้การป้อนข้อความสืบค้นเป็นภาษาอังกฤษผ่าน goole.com ตามชื่อที่เรากำหนด เช่น Competencies for School administrators in the 21st century and digital age ผลการสืบค้นด้วย AI ผู้เขียนขออธิบายตามที่ผู้เขียนเข้าใจและสรุปได้ ดังนี้
2.1.โปรแกรม AI จะรับรู้จากข้อความสืบค้นที่เราป้อนเข้า (Input) แล้วทำการวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูล “สมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล” ออกมาให้ ซึ่งผมเข้าใจว่า โปรแกรม AI น่าจะไม่ได้คิดเอง แต่อาจจะไปวิเคราะหฺประมวลข้อมูลสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาฯ จากแหล่งข้อมูลทาง Internet หรือข้อมูลที่มีอยู่ภายในเครื่องที่เราสืบค้นไว้ ตามที่ขีดความสามารถของโปรแกรม AI จะทำได้และให้คำตอบออกมา จะทำให้ได้สมรรถนะผู้บริหารฯ (โปรแกรม AI ที่ใช้จึงต้องมีความสามารถสูงพอ)
2.2 หลังจากนั้นคณะกรรมการหรือทีมงานหรือใช้ผู้เชี่ยวชาญ จะต้องนำสมรรถนะที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ สังเคราะห์กำหนดเป็นสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาฯ ตามที่ได้กำหนดโครงสร้างโมเดลสมรรถนะไว้ ที่สำคัญคือ การปรับแต่งสมรรถนะที่ได้นอกจากจะต้องสอดคล้องกับหลักการทฤษฎีแล้ว ยังต้องพิจารณาความสอดคล้องกับสมรรถนะในบริบทของผู้บริหารการศึกษาฯในประเทศที่เราต้องการอีกด้วย ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่า คณะกรรมการและคณะทำงานจะมีบทบาทในการพิจารณามากที่สุด
หมายเหตุ ผมใช้โปรแกรม AI ค้นหาและประมวลผลสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาฯ ทั้งหมด ได้ภายใน
ระยะเวลาเพียง 1 วัน ซึ่งเมื่อเทียบกับการดำเนินงานแบบเดิมที่เคยจัดทำมา จะใช้เวลานานมาก
ประมาณ 6 เดือน ในแง่การใช้งบประมาณ การใช้ AI มาช่วยจะทำให้ประหยัดได้อย่างมาก
ตัวอย่าง การใช้โปรแกรม AI ระบุสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาฯ ภายใต้คำสืบค้นว่า Competencies for School administrators in the 21st century and digital age จะได้กลุ่มและสมรรถนะย่อย เช่น
1.ทักษะทางปัญญาและสังคม (Cognitive & Social-Emotional Skills)ประกอบด้วย
1.1 การคิดเชิงวิพากษ์ และการคิดเชิงสร้างสรรค์ (Critical and Inventive Thinking)
1.2 ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)
2.ความสามารถทางดิจิทัลและเทคนิค (Digital and Technical Competencies) ประกอบด้วย
2.1 เทคโนโลยีและความรู้ด้านดิจิทัล (Technology and Digital Literacy)
2.2 ความรู้ด้านสารสนเทศ (Information Literacy)
3.ทักษะความเป็นผู้นำและการจัดการ (Leadership and Management Skills) ประกอบด้วย
3.1 ภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ (Visionary Leadership)
3.2 การจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management)
5.จากขั้นตอนที่ผ่านมา โดยสรุป จะได้รายการสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาฯ ทั้งชื่อสมรรถนะภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ต้องนำไปสู่ในขั้นการกำหนดมาตรฐานสมรรถนะฯ ต่อไป คือ
ตัวอย่าง ผู้เขียนต้องการทราบ นิยาม หรือ ความหมายของสมรรถนะหนึ่ง เช่น ภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ (Visionary Leadership) โดยระบุเงื่อนไขข้อความเพื่อสืบค้นจากโปรแกรม AI ที่ต้องการลงไป เช่น
“Definition of Visionary Leadership competency” โปรแกรม AI จะให้คำนิยามสมรรถนะ ภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ออกมาหลายความหมาย ซึ่งคณะกรรมการและทีมงานจะต้องพิจารณาหรือบูรณาการว่า นิยามสมรรถนะภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ข้อความใดที่สอดคล้องตามเป้าหมายสมรรถนะที่เราต้องการ เช่น
นิยามที่ 1 การปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ยุคดิจิทัล: หมายถึง ผู้บริหารฯ สร้างและรักษาสภาพแวดล้อมที่เทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางของการศึกษาที่เข้มงวด ตรงประเด็น และมีส่วนร่วมสำหรับนักเรียนทุกคน
นิยามที่ 2 การขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นระบบผ่านเทคโนโลยี: ผู้บริหารฯ เป็นผู้นำในการใช้ทรัพยากรสารสนเทศและเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้
เมื่อทำการบูรณาการข้อความนิยามสมรรถนะได้แล้ว ก็จะสามารถให้คำตอบในการเขียนนิยามได้ว่า จะเขียนนิยามสมรรถนะแบบ Direct Statement หรือ Ket Element Statement
ข้อคิด : โปรแกรม AI อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด ควรบูรณาการร่วมกับหลักการ ทฤษฎี และใช้ผู้เชี่ยวชาญ
…………………………………………………………..
จะนำเสนอต่อ ในตอนต่อไป