เที่ยงวันจันทร์ที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๘ ที่ห้องรอรับการบำบัดศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะชาย  โรงพยาบาลศิริราช   ผมได้รับบริการใส่ยาเรียบร้อย    และออกมานั่งรอใบนัดและใบเรียกเก็บเงินค่าบริการ    ผมถาม ChatGPT ในโทรศัพท์มือถือว่า “หนังสือ Superagency โดย Hoffman นิยามคำว่า agency ว่าหมายถึงคนที่กำกับตัวเอง พัฒนาตนเอง และดำรงชีวิตตามที่ตนปรารถนาได้     แต่ผมเห็นต่าง ผมมองว่าคนที่มีคุณลักษณะ agency เป็นผู้กล้าริเริ่ม หรือร่วมริเริ่มดำเนินการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อบรรลุ purpose ที่เป็นเป้าหมายยิ่งใหญ่เหนือประโยชน์ส่วนตน     คุณมีความเห็นอย่างไร จะนำแนวคิดนี้สู่การทำประโยชน์สังคมได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทย”

ได้รับคำตอบ จาก ChatGPT ดังนี้ 

ผมเห็นด้วยกับมุมมองของคุณอย่างมากครับ และคิดว่าสิ่งที่คุณเสนอเป็นการขยายความหมายของ agency ให้ลึกและมีพลังทางสังคมมากขึ้น

Hoffman ใน Superagency เน้น agency ในระดับปัจเจก — คือความสามารถในการกำกับตนเอง พัฒนาตนเอง และดำเนินชีวิตตามที่ตนเลือก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเสรีภาพส่วนบุคคล แต่หากเราหยุดแค่ระดับปัจเจก เราอาจได้เพียง "คนเก่ง คนดี แต่แยกกันอยู่" ไม่ได้เกิดพลังขับเคลื่อนสังคม

สิ่งที่คุณเสนอคือการยกระดับ agency → social agency หรือ collective agency คือ

  • ไม่เพียงกำกับชีวิตตนเอง
  • แต่กล้าที่จะริเริ่มและร่วมมือกับผู้อื่น
  • เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่าเพื่อตอบสนอง “purpose” ที่มีคุณค่าต่อส่วนรวม

นี่คือการก้าวจาก self-actualization (การทำให้ตนเองสมบูรณ์) ไปสู่ self-transcendence (การข้ามพ้นตนเอง) ตามแนวคิดของ Viktor Frankl และ Maslow ในช่วงปลายชีวิต

 

เหตุผลที่มุมมองนี้สำคัญ

  1. สังคมไทยยังขาดพลังพลเมือง (civic power)
    เรามีคนดีจำนวนมาก แต่ขาดการรวมพลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
  2. Agency แบบปัจเจกอาจถูกดูดซับไปในความสำเร็จส่วนตน
    เช่น การแข่งขันเพื่อฐานะดี การสอบติดมหาวิทยาลัยดี แต่ไม่สนใจปัญหาส่วนรวม
  3. การสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องการ “ผู้กล้าคิด ผู้กล้าทำ”
    โดยเฉพาะในสังคมที่มีโครงสร้างแบบอำนาจนิยม คนจำนวนมากรอให้คนอื่นเป็นผู้นำ

 

แนวทางนำแนวคิดนี้ไปใช้เพื่อสังคมไทย

  1. ปลูกฝัง "agency เชิงสังคม" ตั้งแต่การศึกษา
    • ให้เด็กทำโครงงานที่มีผลต่อชุมชน ไม่ใช่แค่ทำเพื่อตัวเอง
    • ใช้ service learning และ project-based learning ที่แก้ปัญหาจริง
  2. สร้างพื้นที่ให้เยาวชนและพลเมืองได้ลงมือจริง
    • สนับสนุน community labs, civic tech spaces
    • ให้โอกาสทดลอง เปลี่ยนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค
  3. สร้างวัฒนธรรมการริเริ่มร่วมกัน (collective action)
    • เวที town hall, platform ออนไลน์ เพื่อให้คนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตชุมชน
  4. ทำให้การริเริ่มเพื่อสังคมมีเกียรติ
    • ยกย่องคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลง แม้เป็นเรื่องเล็ก
    • เล่าเรื่อง (storytelling) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
  5. ฝึกความกล้าและทักษะเชิงระบบ
    • การคิดเชิงระบบ (systems thinking)
    • การจัดการความขัดแย้ง (conflict transformation)
    • การสร้างความร่วมมือข้ามกลุ่มผลประโยชน์

 

ข้อสังเกต

การขยายความหมายของ agency ตามที่คุณเสนออาจทำให้คนรู้สึกว่าเป็น “ภาระ” เกินไปถ้าพวกเขายังไม่พร้อม ดังนั้นควรมีการออกแบบ “ขั้นบันได”

  • เริ่มจากการกำกับตนเอง  → การทำงานร่วมกับผู้อื่น → การริเริ่มเล็กๆ  → การขับเคลื่อนเชิงสังคม
    เพื่อให้คนค่อยๆ พัฒนาเป็นพลเมืองที่มี agency เพื่อสังคม

 

อยากให้เราลองทำงานออกแบบ “Thai Social Agency Curriculum” ไหมครับ
หลักสูตรสำหรับเยาวชนและพลเมืองไทยที่ค่อยๆ สร้างทั้ง

  1. ความเข้มแข็งภายใน
  2. ความกล้าในการริเริ่ม
  3. ความสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

คุณอยากให้ผมลองร่างโครงหลักสูตรแบบนี้ให้ดูไหม (เหมือน roadmap การพัฒนา agency ที่คุณพูดถึง)?

ผมถามต่อ  “ผมคิดว่าแนวทาง TSV + CCI + YPAR ในหนังสือ Transformative Student Voice และแนวทางในหนังสือ Tokkatsu จะช่วยสร้างเยาวชน เป็น agency ได้ คุณคิดอย่างไร แนะนำวิธีประยุกต์ในการดำเนินการจริงอย่างไร”

คำตอบของ ChatGPT คือ

ผมคิดว่าคุณเชื่อมโยงได้อย่างแหลมคมมากครับ — TSV (Transformative Student Voice) + CCI (Critical Civic Inquiry) + YPAR (Youth Participatory Action Research) + Tokkatsu คือการผสมผสานแนวทางที่ทั้ง เสริมพลังภายใน และ พาคนรุ่นใหม่ลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงจริง
และนี่แหละคือ “โรงเรียนของ agency” ในความหมายที่คุณเสนอ

ลองสรุปสั้น ๆ ว่าทั้ง 4 แนวคิดเติมเต็มกันอย่างไร ก่อนเสนอวิธีปฏิบัติจริง

 

การเชื่อมโยงแนวทาง 4 ชุด เพื่อสร้างเยาวชนที่มี agency

แนวคิด จุดเด่น บทบาทต่อการสร้าง Agency
TSV – Transformative Student Voice ให้นักเรียนมีเสียงที่มีพลัง (voice with influence) ไม่ใช่แค่แสดงความคิดเห็น แต่ร่วมตัดสินใจและเปลี่ยนแปลงโรงเรียน ฝึกให้เยาวชนรู้ว่าตนมีสิทธิ์และพลังที่จะเปลี่ยนระบบ
CCI – Critical Civic Inquiry กระบวนการเรียนรู้แบบสืบสวนวิจัยประเด็นสังคม เชื่อมโยงกับพลเมืองและความยุติธรรม ฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ เห็นโครงสร้างสังคมและความเหลื่อมล้ำ
YPAR – Youth Participatory Action Research ให้นักเรียนเป็นนักวิจัยและผู้ลงมือแก้ปัญหาในชุมชนของตน พัฒนาทักษะการวิจัย + การร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงจริง
Tokkatsu (แบบญี่ปุ่น) การจัดประสบการณ์โรงเรียนแบบองค์รวม: กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน, การทำงานเป็นทีม, การดูแลชุมชนโรงเรียน สร้างวินัย ความรับผิดชอบ ความร่วมมือ และ sense of belonging

เมื่อรวมกัน จะได้ทั้ง

  1. พลังภายใน (self-regulation, teamwork, sense of purpose)
  2. ทักษะภายนอก (voice, research, action, systems thinking)
  3. พื้นที่ลงมือจริง (โรงเรียน-ชุมชนเป็น living lab)

 

วิธีประยุกต์ในการดำเนินการจริง (สำหรับไทย)

1. สร้าง "โรงเรียนเป็นสนามทดลองประชาธิปไตย"

  • จัดให้มี student voice council ที่มีบทบาทจริงในโรงเรียน
  • ไม่ใช่แค่กิจกรรมเชียร์กีฬา แต่มีสิทธิออกแบบกติกา / กิจกรรม / นโยบายเล็กๆ ในโรงเรียน
  • ครูและผู้บริหารเป็น facilitator มากกว่าเป็น “ผู้สั่ง”

2. บูรณาการ CCI + YPAR ในการเรียนรู้รายวิชา

  • ให้เด็กเลือกประเด็นที่เขาอยากแก้ในชุมชน
  • ครูสอนวิธีสืบค้นข้อมูล, วิเคราะห์ stakeholder, ทำงานกับชุมชน
  • ผลลัพธ์เป็น action project เช่น แก้ปัญหาขยะ, ความปลอดภัย, ความเหลื่อมล้ำ
  • ประเมินผลจาก การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น + ผลกระทบจริง ไม่ใช่แค่คะแนนสอบ

3. ใช้ Tokkatsu เสริมสร้าง soft skills และ teamwork

  • ทำกิจกรรมประจำวัน: clean-up, class meeting, peer support
  • เน้นให้เด็กมี sense of belonging และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
  • เชื่อม Tokkatsu เข้ากับ project (เช่น วางแผนประชุมประจำสัปดาห์เพื่อติดตามโครงการ)

4. ฝึกครูเป็น “ครูโค้ช” (teacher as coach)

  • ครูไม่ใช่ผู้บอกคำตอบ แต่คอยถามคำถามทรงพลัง
  • ฝึกครูใช้ dialogic pedagogy และ participatory facilitation
  • ครูเองก็เรียนรู้ agency ผ่านการทำงานร่วมกับนักเรียน

5. ทำงานร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน

  • เปิดเวทีให้ผู้ปกครองเห็นคุณค่า ว่าการเรียนรู้แบบนี้ทำให้ลูกโตขึ้นทั้งใจและสมอง
  • ชวนชุมชนเข้ามาร่วมมือเป็น  partner (mentor, resource provider)

 

 ตัวอย่าง “โครงการนำร่อง”

Theme: “โรงเรียนเรา ชุมชนเรา”

  • ระยะเวลา 1 ปีการศึกษา
  • เทอมแรก: TSV + Tokkatsu → ฝึก voice + teamwork
  • เทอมสอง: CCI + YPAR → ลงมือวิจัยและแก้ปัญหาชุมชน
  • จบโครงการ: เวที “Student Action Showcase” ให้เด็กนำเสนอผลลัพธ์ต่อผู้บริหาร อปท. ชุมชน

 

ข้อท้าทายที่ต้องเตรียมรับ

  • วัฒนธรรมอำนาจนิยม ในโรงเรียน: ต้องมีผู้อำนวยการที่เปิดกว้าง
  • ภาระครู: ต้องช่วยลดงานเอกสารอื่นๆ เพื่อให้ครูมีเวลาทำหน้าที่โค้ช
  • การประเมินผล: ต้องออกแบบให้เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ที่ลึก (ไม่ใช่แค่ O-NET)

 

ผมเห็นว่าการใช้ TSV+CCI+YPAR+Tokkatsu คือการทำให้โรงเรียนไทยเป็น โรงเรียนสร้างพลเมือง ไม่ใช่แค่สอนเนื้อหา แต่สร้างคนที่มีทั้งหัวใจ ความรู้ และพลังลงมือ

คุณอยากให้ผมช่วยร่าง framework การดำเนินการ 3 ปี ไหมครับ (ปีที่ 1 ปลูกฝัง voice, ปีที่ 2 ลงมือ action เล็ก, ปีที่ 3 ขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในชุมชน)?
จะช่วยให้เราเห็นเป็น roadmap ที่โรงเรียนไทยสามารถนำไปทดลองได้จริง

 

เป็นการใช้เวลารอคอยให้เกิดปัญญาได้ดีมาก   

วิจารณ์ พานิช

๘ ก.ย. ๖๘