สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง ตามรายละเอียดในเอกสารทั้งสอง เพื่อให้เกิดผลต่อคุณภาพการศึกษาไทย และต่อความเสอภาคทางการศึกษา ผมมีความเห็นว่า วสศ. และ กสศ. ทำงานในระดับบนหรือส่วนกลางของระบบการศึกษาได้ดี แต่ วสศ. ยังทำงานหนุนการวิจัยสู่การพัฒนา และสู่นวัตกรรมจัดการเรียนรู้ ในระดับโรงเรียนและครูน้อยไป ทั้งๆ ที่ กสศ. โดยสำนักครู ทำงานกับโรงเรียนและครูมาก ผมมีความเห็นว่า วสศ. ทำงานวิจัยเชื่อมกับระดับบนได้ดีอยู่แล้ว ควรหันมาเพิ่มการเน้นทำงานกับครูและโรงเรียนมากขึ้น เพื่อให้เกิดผลกระทบจริงต่อตัวนักเรียน คุณเห็นด้วยหรือไม่ และมีข้อเสนอแนะในทางปฏิบัติอย่างไร
ระหว่างประชุมคณะอนุกรรมการ วสศ. เช้าวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ผมนำคำถามข้างบนไปถามห้าสหายเอไอของผม ได้คำตอบที่ประเทืองปัญญาตามเคย ขอเลือกคำตอบของ Gemini และ Perplexity มาลงไว้ ดังนี้
Gemini :
ผมเห็นด้วยกับคุณเป็นอย่างยิ่งครับว่า สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) ควรเพิ่มการทำงานวิจัยที่เชื่อมโยงและหนุนเสริมการพัฒนาในระดับโรงเรียนและครูให้มากขึ้น แม้ว่า กสศ. โดยสำนักครู จะมีการทำงานใกล้ชิดกับโรงเรียนและครูอยู่แล้ว แต่การที่ วสศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยหลัก จะเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการสนับสนุนงานวิจัยที่มุ่งเป้าไปที่การพัฒนาการจัดการเรียนรู้และนวัตกรรมในระดับปฏิบัติการ จะนำไปสู่ผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อคุณภาพการศึกษาและความเสมอภาคทางการศึกษาในภาพรวมได้อย่างแท้จริงครับ
การที่คุณสังเกตว่า วสศ. ทำงานในระดับนโยบายหรือส่วนกลางได้ดีอยู่แล้ว แต่ยังมีช่องว่างในการเชื่อมโยกับระดับปฏิบัติการนั้น เป็นประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาเพื่อเติมเต็มให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อเสนอแนะในทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มการทำงานวิจัยของ วสศ. กับโรงเรียนและครู
เพื่อให้ วสศ. สามารถทำงานวิจัยที่หนุนเสริมการพัฒนาในระดับโรงเรียนและครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลกระทบโดยตรงต่อนักเรียน ผมมีข้อเสนอแนะในทางปฏิบัติดังนี้ครับ:
1. ปรับเปลี่ยนรูปแบบงานวิจัยสู่ "วิจัยเชิงปฏิบัติการ" และ "วิจัยและพัฒนา"
- เน้นวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research): วสศ. ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้ครูในโรงเรียนเป็น "นักวิจัย" ด้วยตัวเอง โดย วสศ. ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา ออกแบบเครื่องมือวิจัย จัดอบรมระเบียบวิธีวิจัยเบื้องต้น และให้คำแนะนำตลอดกระบวนการ เพื่อให้ครูสามารถทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาในชั้นเรียนของตนเองได้ (เช่น ปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบาง, การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning) ผลลัพธ์จากการวิจัยจะถูกนำไปปรับใช้ทันที
- วิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ (R&D for Learning Innovation): วสศ. ควรริเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกับโรงเรียนนำร่อง โดยมีโจทย์ร่วมกันในการสร้างนวัตกรรมจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความเสมอภาคทางการศึกษา เช่น นวัตกรรมสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ, นวัตกรรมการสอนในโรงเรียนขนาดเล็ก, หรือนวัตกรรมที่ลดช่องว่างการเรียนรู้ของเด็กด้อยโอกาส
2. สร้างกลไกและแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมโยงนักวิจัยกับครู
- ตั้ง "ศูนย์ประสานงานวิจัยระดับโรงเรียน" (School-Level Research Hub): อาจจะอยู่ในโครงสร้างของ กสศ. หรือ วสศ. โดยมีทีมงานเฉพาะที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงนักวิจัยจาก วสศ. และมหาวิทยาลัย กับโรงเรียนและครู เพื่อจับคู่โจทย์วิจัยกับนักวิจัยที่สนใจ
- พัฒนาแพลตฟอร์ม "คลังงานวิจัยครูเพื่อความเสมอภาค": สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่รวบรวมงานวิจัยเชิงปฏิบัติการของครูจากทั่วประเทศ พร้อมบทสรุปที่เข้าใจง่ายและเป็นรูปธรรม เพื่อให้ครูคนอื่นสามารถนำไปปรับใช้ หรือเป็นแหล่งข้อมูลในการสร้างโจทย์วิจัยที่ใหญ่ขึ้น
- จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงานวิจัยของครู: จัดประชุมสัมมนาประจำปี หรือเวิร์คช็อป ที่เปิดโอกาสให้ครูที่ทำวิจัยได้มานำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และรับฟีดแบ็กจากผู้เชี่ยวชาญและเพื่อนครู
3. พัฒนาศักยภาพครูให้เป็น "นักวิจัยเชิงปฏิบัติ"
- หลักสูตรอบรมระเบียบวิธีวิจัยสำหรับครู (Research Methodology for Teachers): วสศ. ควรร่วมมือกับสำนักครู กสศ. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการออกแบบหลักสูตรอบรมที่เน้นการปฏิบัติ (Practical-based) เพื่อให้ครูมีทักษะในการตั้งโจทย์วิจัย, ออกแบบการเก็บข้อมูล, วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น, และสรุปผลงานวิจัยได้
- ระบบพี่เลี้ยง (Mentorship Program): จัดให้นักวิจัยจาก วสศ. หรือนักวิชาการที่มีประสบการณ์ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ให้กับครูที่สนใจทำวิจัย เพื่อให้คำแนะนำ ปรึกษา และสร้างกำลังใจ
- จัดสรรทุนวิจัยขนาดเล็กสำหรับครู: วสศ. ควรมีงบประมาณเฉพาะสำหรับสนับสนุน "ทุนวิจัยขนาดเล็ก" (Mini-grants) ให้กับครูหรือกลุ่มโรงเรียนที่ต้องการทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในชั้นเรียนหรือโรงเรียนของตนเอง
4. ประสานงานและทำงานร่วมกับสำนักครู กสศ. อย่างใกล้ชิด
- กำหนดโจทย์วิจัยร่วมกัน: วสศ. ควรหารือกับสำนักครู กสศ. เพื่อกำหนดโจทย์วิจัยที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการเร่งด่วนของโรงเรียนและครูในพื้นที่ปฏิบัติการ
- ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายโรงเรียนของ กสศ.: สำนักครู กสศ. มีเครือข่ายโรงเรียนและครูที่ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว วสศ. ควรใช้เครือข่ายนี้เป็น "ห้องปฏิบัติการ" (Living Lab) ในการทดลอง วิจัย และพัฒนานวัตกรรม
- แปลงผลวิจัยสู่การปฏิบัติในวงกว้าง: เมื่อได้ผลลัพธ์จากงานวิจัยในระดับโรงเรียน/ครู วสศ. และ กสศ. ควรสื่อสารและขยายผลให้ครูและโรงเรียนอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยอาจจัดทำเป็นคู่มือ, บทเรียนออนไลน์, หรือสื่ออื่นๆ ที่เข้าใจง่าย
การที่ วสศ. ขยับบทบาทเข้ามาหนุนเสริมงานวิจัยในระดับปฏิบัติการมากขึ้น ไม่เพียงแต่จะช่วยให้งานวิจัยมีผลกระทบที่จับต้องได้ต่อนักเรียนโดยตรง แต่ยังเป็นการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยให้กับบุคลากรทางการศึกษาในระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนครับ
Perplexity :
ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับข้อเสนอแนะของคุณที่ว่า วสศ. (สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) ควรเพิ่มความสำคัญกับการทำงานหนุนเสริมการวิจัยสู่ “ระดับโรงเรียนและครู” มากขึ้น เพื่อขยายผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมรวมถึงการเปลี่ยนแปลงต่อคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาของ “นักเรียน” ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สุด
ประเด็นสนับสนุนข้อเสนอแนะ
- ผลหลักของการวิจัยด้านความเสมอภาคมักติดอยู่ในระดับนโยบายหรือข้อเสนอเชิงทฤษฎี หากไม่มี “กลไกร้อยสาย” จากงานวิจัยเชิงระบบสู่การปฏิบัติจริงในโรงเรียนและชั้นเรียน โอกาสผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ “เข้าถึงนักเรียน” จะเกิดยาก
- กสศ. สำนักครู ขยับบทบาทนี้ชัดเจน แต่ วสศ. ซึ่งมีศักยภาพด้านการวิจัยเชิงลึกและคลังข้อมูล ควรเชื่อมโยงงานในระดับบนกับบริบทจริงของโรงเรียนและห้องเรียน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและขยายผลวิธีการจัดการเรียนรู้และบริหารโรงเรียนที่เหมาะสมกับความหลากหลาย
- โลกวิจัยการศึกษาปัจจุบัน เช่นที่ WERA ชูขึ้น คือ ต้องเน้นงานวิจัยเชิงปฏิบัติ (practice-based research) การมีปฏิสัมพันธ์กับโรงเรียนและครู (research-practice partnership) และกระบวนการ feedback loop ที่นำผลการวิจัยกลับไปปรับใช้และต่อยอดนวัตกรรมภายในโรงเรียน
ข้อเสนอปฏิบัติสำหรับ วสศ.
-
ตั้งทุนวิจัย–โครงการสนับสนุนนวัตกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนจริง
- สร้างกลไกทุนวิจัยขนาดเล็กสำหรับครูหรือทีมโรงเรียน ให้ครู/ผู้บริหารทดลองพัฒนา ทดลองใช้ หรือ scale up นวัตกรรมที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สอดคล้องกับงานวิจัยใหญ่ของ วสศ.
-
สร้าง “เครือข่ายครูนักวิจัย” (Teacher–Researcher Network) ระดับพื้นที่
- ฝึกอบรม การพี่เลี้ยง และเชื่อมโยงเครือข่ายครูให้ศึกษาค้นคว้า ทดลองนวัตกรรม ร่วมกับภาคีมหาวิทยาลัย/วิทยากรชุมชน
-
ทำ Data Analytics ร่วมกับโรงเรียน/ครู
- ร่วมพัฒนา dashboard หรือตัวชี้วัดให้ครูใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงความเสมอภาคของนักเรียน พร้อมจัดอบรมให้ครูวิเคราะห์ข้อมูลและออกแบบการสอน/ดูแลรายบุคคล
-
เวทีแลกเปลี่ยนผลลัพธ์–เรียนรู้ข้ามโรงเรียน
- เปิดเวทีออนไลน์/ออฟไลน์ให้นำผลการทดลองใช้นวัตกรรมมารายงาน แลกเปลี่ยน และพัฒนา “best practice” ที่ขยายผลได้จริง
-
เชื่อมทิศทางวิจัย “บนลงล่าง–ล่างขึ้นบน”
- ถอดบทเรียนสำคัญจากงานวิจัยระดับนโยบายและนำไปกลั่นกรอง ออกแบบแนวปฏิบัติ และคู่มือวิธีจัดการเรียนรู้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพในระดับห้องเรียนจริง
ข้อสรุป
การปรับบทบาทให้ วสศ. ขยับเข้าใกล้โรงเรียนและครูมากขึ้น โดยคงจุดแข็งด้าน “การวิจัยเชิงระบบ/ข้อมูล” พร้อมสร้างพื้นที่หนุนเสริมนวัตกรรมในระดับปฏิบัติการ จะเพิ่มโอกาสที่นโยบายความเสมอภาคมีผลสะท้อนตรงต่อตัวนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ที่สำคัญ ยังช่วยต่อยอดทุนความรู้จริงและสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพในระบบการศึกษาไทยโดยรวม
เป็นการทดลองใช้ Generative AI ช่วยขยายข้อสะท้อนคิดฉับพลันระหว่างการประชุม สำหรับนำไอเดียไปเสนอต่อที่ประชุมได้ชัดเจน และโยงสู่การปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้นกว่าที่ผมคิดเอง เป็นการใช้เอไอเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ใช้คิดแทน
วิจารณ์ พานิช
๓๑ ก.ค. ๖๘ บนรถตู้ ระหว่างเดินทางไปนครราชสีมา