อาหารมื้อเย็นที่เขาสองคนสัมผัสกับความอร่อยบนแพเป็นครั้งแรก ฝีมือต้มยำปลาชะโดของจันทารสชาติไม่ธรรมดาเลย ถึงแม้จะไม่ได้ใส่ไข่มดแดงที่เขาชอบก็ตาม ทำให้เขามีเรี่ยวแรงยกสะดุ้งอีกครั้ง แล้วจับปลาใส่ข้อง นำข้องไปผูกติดกับแพเพื่อแช่น้ำไว้ไม่ให้ปลาตาย

แพสะดุ้ง        

          กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารมื้อเช้าลอยมาจากในครัว มานพล้างหน้าล้างตา หยิบผ้าขาวม้าคาดพุงเพื่อเตรียมออกจากบ้านไปยังท่าน้ำ ที่อยู่ห่างจากบ้านราว  ๕๐๐ เมตร จันทาผู้เป็นภรรยาแสนสวยของมานพ รู้ใจสามีว่าขยันเอาการเอางาน จึงรีบจัดสำรับกับข้าวไว้ให้พร้อม

          อาหารที่อยู่ตรงหน้าเขากับภรรยา ที่เคยมองว่าแปลกตายิ่งนักสำหรับเขาผู้เป็นเขยของบ้านหลังนี้ ตอนนี้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทั้งก้อยและแกงผักหวานไข่มดแดง เป็นอาหารจานโปรด ที่กินได้บ่อยๆและไม่รู้สึกเบื่อเลย

          เกือบ ๕ ปีแล้ว ที่มานพถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงาน เมื่อโรงงานที่เขาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯปิดตัวลงอย่างกะทันหัน  เขากับภรรยาเหมือนถูกลอยแพ จึงตัดสินใจกลับบ้าน มานพไม่มีสิ่งใดที่จะต้องเป็นห่วง จึงเดินทางจากถิ่นฐานภาคกลางมุ่งสู่บ้านของภรรยา ณ บ้านนาหว้า จังหวัดนครพนม อันเป็นดินแดนแห่งอีสานเหนือ

          เขาใช้ชีวิตเหมือนลูกอีสานคนหนึ่ง ที่มีพ่อปองกับแม่สีดา พ่อตาแม่ยายใจดีที่รักเขาพอๆกับลูกสาว แม้ทั้งสองจะยังไม่มีหลานให้พ่อกับแม่ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความสุขในทุกวันของชีวิตคู่

          มานพขอบคุณภรรยาสุดที่รักด้วยสายตาและรอยยิ้ม ที่ต่างเข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน ด้วยรสชาติของอาหารถูกปากและความเป็นอยู่ที่ถูกใจ ให้ความอบอุ่นแก่เขามากกว่าอยู่ในเมืองหลวง เขาจึงกระตือรือร้นที่จะดูแลช่วยเหลืองานในบ้านทุกอย่าง และช่วยทำมาหากินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

          เขาลงจากเรือนหลังเล็กที่พ่อตาแม่ยายยกให้  เดินตรงไปในป่าละเมาะลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยดงไผ่ ไม่นานนักก็มาถึงบริเวณชายหาดของแม่น้ำอูน อันเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลคดเคี้ยวไปตามชายขอบของหมู่บ้าน ต้นน้ำของแม่น้ำอูนอยู่ทางเทือกเขาภูพาน สายน้ำอันสำคัญที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภคและหาปลา หน้าแล้งก็ปลูกผักอยู่ตามริมแม่น้ำ ลำน้ำอูนไหลผ่านมาแล้วหลายหมู่บ้าน รวมทั้งบ้านม่วงและบ้านตาล ซึ่งอยู่ติดกันกับบ้านนาหว้า

          มานพหยุดยืนมองแพที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะก้าวเท้าลงไปทำภารกิจเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แพยาวเกือบ ๓๐ เมตร ทำจากไม้ไผ่หลายลำนำมามัดรวมกัน เขายังจำได้ตอนเป็นเด็กเคยเห็นแพแบบนี้แถวๆริมแม่น้ำลำคลอง ชาวบ้านจะเรียกแพว่าลูกบวบ มีแต่ไม้ไผ่ลำใหญ่ๆและยาวมากที่มัดอย่างแน่นหนาดูแข็งแรงและทนทาน ทำไว้สำหรับเป็นท่าเรือให้ผู้คนที่สัญจรไปมาทางน้ำได้ขึ้นลง และกั้นคลื่นน้ำไม่ให้พัดพาดินออกไปจากฝั่งป้องกันตลิ่งพังทลาย

          สำหรับแพหลังนี้ที่พ่อตายกให้เขากับภรรยาหาปลาในลำน้ำอูน เพื่อใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป ตรงหัวแพจะสร้างที่พัก คล้ายกับกระท่อมหลังเล็กๆปลูกสร้างอย่างมั่นคง ไม่โยกไหวไปมา หลังคามุงด้วยใบจาก ข้างฝาใช้ใบจากและสังกะสีปะปนกันตีประกบด้วยไม้ลวกทุกด้าน    

          กระท่อมหลังน้อยที่มองเห็นอยู่บนแพทุกหลังในลำน้ำอูนแห่งนี้ จะไม่มีประตูและหน้าต่าง ทำให้ด้านหน้าและด้านหลังของกระท่อมเปิดโล่ง   เพื่อรับลมและช่วยให้อากาศถ่ายเท ภายในกระท่อมจะมีตะเกียงน้ำมันก๊าดแขวนไว้ และเครื่องนอนครบทั้งหมอน มุ้งและผ้าห่ม จัดวางทับกันอย่างเป็นระเบียบ เขาเคยมานอนเล่นตอนกลางวันหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยนอนค้างคืนบนแพเลยแม้แต่ครั้งเดียว

          ตรงหัวแพฝั่งตรงข้ามกับกระท่อมที่พัก มียอขนาดใหญ่ที่ทำจากตาข่ายและไม้ ใช้เป็นอุปกรณ์พื้นบ้านสำหรับเอาไว้ดักจับปลาวันละ ๒ ครั้ง เช้าวันนี้มานพมีความหวังอยู่ในยอหรือตาข่ายที่กางเด่นอยู่นั้น เขาเตรียมจะยกขึ้นจากน้ำในอีกไม่กี่อึดใจ

          เขารู้สึกแปลกใจตั้งแต่แรกเริ่ม ที่เข้ามาอาศัยเป็นสมาชิกของหมู่บ้านนาหว้าแล้ว เมื่อได้ยินผู้คนเรียกยอขนาดกว้างใหญ่นี้ว่าสะดุ้ง หรือเป็นเพราะการรีบเร่งยกยอให้ขึ้นมาจากน้ำอย่างรวดเร็ว แบบฉับพลันทันใดนั่นเอง จึงดูคล้ายกับว่าจะสะดุ้งขึ้นมาจากน้ำ เขาจึงต้องยืนอยู่บนแพสะดุ้งด้วยความระมัดระวังและต้องยกอย่างทะมัดทะแมงที่สุด เพื่อมิให้ตัวเองซวนเซตกลงไปในน้ำ เหมือนที่เคยตกน้ำให้ได้อายมาแล้วในปีแรกๆที่เข้ามาเป็นเขยใหม่

          แพสะดุ้งหลายหลังจอดเรียงรายอยู่บนล้ำน้ำอูน ถึงแม้จะมีเจ้าของแต่ไม่มีใครมาพักอาศัยแบบอยู่ประจำ และแพสะดุ้งทุกหลังก็มักจะจอดนิ่งอยู่บริเวณคุ้งน้ำ ชาวบ้านเชื่อว่าตรงคุ้งน้ำที่มีความคดเคี้ยวจะเป็นวังน้ำหมุนวน ปลาน้อยใหญ่จะว่ายมาอยู่รวมกันเป็นฝูง เมื่อยกสะดุ้งขึ้นมาก็จะได้ปลาทุกครั้ง

          วันนี้มานพต้องออกแรงสาวเชือกอย่างแรงเพื่อยกสะดุ้งให้ขึ้นมาเหนือผิวน้ำด้วยหัวใจพองโต ความรู้สึกรับรู้ได้ถึงความหนักอึ้งเนื่องจากมีปลาอยู่ในสะดุ้งหลายตัว  เขาคิดถึงเมนูปลาขึ้นมาทันที ทั้งปลาต้มยำกับปลาทอดกระเทียมที่จะทำเป็นอาหารมื้อเย็น ปลาอีกส่วนหนึ่งจะแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน ที่เหลือจะให้แม่ยายเอาไปหมักเป็นปลาร้า

          เขาต้องลงไปนั่งอยู่ในเรือลำเล็กที่เป็นเรือประจำแพหลังนี้ เพื่อพายออกไปอยู่ใกล้ๆสะดุ้ง จากนั้นก็ยกสะดุ้งตรงส่วนปลายสุดแล้วดึงเชือกที่ผูกไว้ให้เปิดกว้าง ปลาจะออกมาจากสะดุ้งร่วงหล่นลงไปในข้องที่เขาเตรียมไว้ เขาได้ยินเสียงร้องทักมาจากเรือพายที่กำลังค่อยๆเคลื่อนเข้ามาที่แพ

          “ได้ปลาอะไรบ้างล่ะลูก” เสียงแม่สีดาซึ่งอยู่หัวเรือถามผู้เป็นลูกเขย พ่อปองค่อยๆคัดท้ายเรือให้จอดเทียบข้างแพ

          “มีปลาชะโด ปลาสร้อย  และปลากุ่มครับ เมื่อคืนฝนตกหนัก วันนี้ก็เลยได้ปลาหลายตัว แล้วพ่อกับแม่ไปไหนมาล่ะครับ“ เขาถาม

          “พ่อเอากระติ๊บข้าวไปฝากพ่อใหญ่ศรี เจ้าได้ปลาก็ดีแล้ว ขอพ่อสัก ๒ ตัวนะ พรุ่งนี้เป็นวันพระใหญ่เสียด้วย จะได้ทำกับข้าวไปทำบุญที่วัด” พ่อปองพูด

          “ผมฝากปลาไปให้จันทาด้วยนะครับ เดี๋ยวผมต้องไปหาจักจั่นกับบักเสียน ตอนเย็นผมจะกลับมายกสะดุ้งอีกครั้ง แล้วตั้งใจว่าจะนอนพักบนแพนี้สักคืนนึงครับ” มานพบอกให้พ่อตาแม่ยายได้รับรู้

          สองผู้เฒ่าพายเรือออกมาจากแพ ปล่อยให้ลูกเขยสาละวนกับการทำความสะอาดสะดุ้ง ไม่ให้มีเศษขยะหลงเหลืออยู่ ก่อนจะค่อยๆผ่อนเชือกเพื่อปล่อยสะดุ้งลงไปอยู่ใต้ผิวน้ำเหมือนเดิม

          มานพนั่งหย่อนขาลงไปในน้ำ ค่อยๆวักน้ำล้างมือและแขนที่มีเมือกและเกล็ดปลาติดอยู่ เขาแหงนหน้าขึ้นไปบนฝั่ง เห็นบักเสียนผู้เป็นหนุ่มใหญ่ในวัยเดียวกัน ตะโกนเรียกชื่อเขาให้รีบขึ้นไป      

         บักเสียนเป็นเพื่อนสนิทคนเดียวของมานพ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านผู้เจนจัดในการหาของป่า ทั้งสองมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ มานพจึงได้เรียนรู้การใช้ชีวิตตามแบบฉบับของคนอีสานหลายอย่างจากผู้ช่วยเสียนคนนี้

        มานพเดินเคียงคู่ไปกับบักเสียน เขาช่วยสะพายย่ามใบใหญ่เพื่อให้บักเสียนได้ถือไม้อันเล็กๆสองอันที่มัดรวมกันไว้แต่ละอันยาวประมาณ ๓ เมตร ถึงแม้แสงแดดในยามสายจะเริ่มทวีความร้อนระอุบ้างแล้ว แต่ทั้งสองก็ไม่ได้เร่งรีบ เดินคุยกันไปพอให้เพลิดเพลิน มานพยังไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางที่บักเสียนจะพาไปนั้นอยู่แห่งหนใด แต่เท่าที่เพื่อนของเขาชี้มือไปตรงทิวเขาที่มองเห็นอยู่ตรงหน้า ก็น่าจะไกลอยู่เหมือนกัน

        เมื่อเดินออกมาทางท้ายหมู่บ้านได้พักใหญ่ เส้นทางเดินเริ่มจะสะดวกมากขึ้นเพราะเป็นถนนลูกรัง ที่สองข้างทางเป็นป่าโปร่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆให้เห็นเลย นอกจากต้นไม้เรียงรายเป็นทิวแถวสุดลูกหูลูกตา สภาพป่ายังอุดมสมบูรณ์และสงบเงียบยิ่งนัก

        “หากจะมาจับจักจั่นให้ได้เยอะๆ ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า” บักเสียนพูดขึ้น ก่อนจะพามานพเลี้ยวลงข้างทางเข้าสู่แนวป่าสลับทุ่งโล่ง ที่มีต้นกุงและต้นสะแบง ยืนต้นอยู่ห่างๆกัน

        “อ้าว แล้วตอนนี้สายมากแล้ว คงไม่มีจะมีจักจั่นให้จับแล้วสิ” 

        “ยังพอหาได้อยู่ แต่ถ้าเลยเที่ยงไปแล้ว จะหายากสักหน่อย”

         ทั้งสองคนหยุดยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ วางย่ามลงบนใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่เต็มพื้น เงี่ยหูฟังเสียงเพื่อให้แน่ใจว่าดงไม้นี้มีตัวจักจั่นหรือไม่

        “ได้ยินเสียง จั่น จั่น จั่น ไหม มันกำลังร้องประสานเสียงเพื่อหาคู่ แสดงว่าแถวนี้ต้องมีตัวจักจั่นอย่างแน่นอน” บักเสียนพูดเบาๆ

        มานพตั้งใจฟังอีกครั้ง ก็ได้ยินเสียงขับขานของจักจั่นอย่างชัดเจน เขารู้สึกตื่นเต้น แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อ พอดีบักเสียนล้วงลงไปในย่าม หยิบอุปกรณ์บางส่วนที่เตรียมไว้ออกมาเพื่อประกอบเข้ากับเครื่องมือที่เขาถืออยู่ นั่นก็คือไม้สอยสองอันที่เขาเตรียมมาจากบ้าน จากนั้นจึงได้ก่อไฟจากใบไม้ของต้นสะแบงที่อยู่แถวนั้น

        บักเสียนเปิดฝากระปุกเล็กๆที่ใส่น้ำยางจากต้นขนุนเทลงในกระบอกไม้ไผ่ แล้วลนไฟเคี่ยวจนเหนียวเป็นขี้ตังซึ่งถือเป็นน้ำยางธรรมชาติอย่างดี มานพช่วยเอาไม้สอยมัดติดกันจนได้ความยาวประมาณ ๖ เมตร เขาส่งไม้สอยให้เพื่อน เพื่อจะได้ทาน้ำยางหรือขี้ตังตรงปลายไม้

        มานพเดินตามเพื่อนไปติดๆ เขาเดินอย่างช้าๆและแผ่วเบา ขณะที่เดินเหยียบย่ำไปบนใบไม้แห้ง บักเสียนจะแหงนมองขึ้นไปบนต้นกุงและต้นสะแบงที่อยู่ตรงหน้าตลอดทาง แล้วก็ยื่นปลายไม้ที่เหนียวเหนอะไปที่ตัวจักจั่นที่เกาะอยู่ตามกิ่งก้าน มองเห็นอยู่ ๒ - ๓ ตัว

        “ไม่กลัวมันจะบินหนีไปหรา” มานพถามเบาๆ

        “เราต้องเอาไม้สอยเข้าข้างหลังแล้วแตะที่ตัวมันได้เลย มันมองไม่เห็นหรอก”

         จักจั่นโดนยางเหนียวๆเข้าให้ก็ติดหนึบ ตกเป็นเหยื่อของนักล่าอย่างบักเสียนโดยง่ายดาย ครั้งละตัวสองตัว จากต้นไม้เพียงไม่กี่ต้น ใช้ระยะของการเดินอยู่ในดงไม้ไม่ถึง ๓๐๐ เมตร และใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ได้จักจั่นหลายสิบตัว พอเพียงสำหรับอาหารมื้อกลางวัน

        อุปกรณ์สุดท้ายที่บักเสียนจะต้องนำออกมาจากย่ามเพื่อลงมือปรุงอาหาร มีครกไม้ กระทะ น้ำมันพืช กระเทียม พริก และกระติ๊บข้าวเหนียว

       มานพก่อไฟจากเศษไม้ที่หาได้ในบริเวณนั้น บักเสียนลงมือปฏิบัติการกับเมนูเด็ดที่เขาถนัด นอกเหนือจากแกงอ่อมไข่มดแดง กับแกงผักหวานป่าแล้ว เขาชอบทำป่นจักจั่นเป็นชีวิตจิตใจ จนกลายเป็นอาหารประจำครัวเรือน  วันนี้เขาตั้งใจจะอวดรสชาติอาหารจากฝีมือนายพรานล่าจักจั่นให้มานพได้ลิ้มลอง

       ไม่นานนักก็ได้เวลาเอร็ดอร่อยกับอาหารกลางวันกลางป่าของบ้านนาหว้า ป่นจักจั่นรสแซ่บจิ้มกับข้าวเหนียว  ทำให้อิ่มท้องกันทั้งสองคน จนออกอาการง่วงนอนและเงียบงันกันไปพักใหญ่ ก่อนที่บักเสียนจะพูดลอยๆขึ้นมา

       “จักจั่นที่เราได้ยินเสียงอยู่ทุกวัน บ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของป่าแถบนี้ได้เป็นอย่างดีเลยนะ ถ้าป่ายังมีต้นไม้ ก็จะมีจักจั่นให้เราจับมาเป็นอาหารได้อยู่เสมอ”

       “วันหลังพาไปหาไข่มดแดงบ้างสิ อยากกินต้มยำปลาใส่ไข่มดแดง”

       “สงสัยเมื่อเช้าคงจะได้ปลาชะโดล่ะสิ ถึงอยากจะกินต้มยำขึ้นมาเลย วันหลังค่อยไปหาไข่มดแดงด้วยกัน ช่วงนี้ไข่มดแดงเยอะเสียด้วย”

        ใกล้จะบ่ายโมงแล้ว ทั้งสองเดินทางกลับในเส้นทางเดิม ระหว่างทางมานพบอกเล่าความในใจเกี่ยวกับแพสะดุ้งให้บักเสียนรับรู้ เพื่อระบายความหนักอกหนักใจออกไปบ้าง

        แพสะดุ้งที่เขาจับปลาอยู่ทุกวันนี้ ได้ถูกใช้งานสืบต่อกันมานานนับสิบปีแล้ว ตอนนี้ไม้ไผ่กำลังจะผุทำให้แพเริ่มชำรุดทรุดโทรม การจะซ่อมแซมต้องใช้คนที่มีความรู้และความชำนาญ เขาจะไหว้วานพ่อตาก็รู้สึกเกรงใจ

        “เฮ้ย ไม่ต้องคิดมาก เตรียมเชือกหรือไม่ก็สายไฟเก่าๆเอาไว้ให้พร้อมเลยนะ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะพาพรรคพวกเข้าป่าไปแถวๆบ้านตาล ในดงนั้นมีกอไผ่เยอะ จะตัดเอามาซ่อมแพสักกี่ลำก็ได้”

        “แล้วคนที่จะซ่อมแพล่ะ เขาคิดค่าแรงยังไง” มานพถาม

       “งานซ่อมแพสะดุ้ง คนบ้านนาหว้าถนัดนักและขอแรงกันได้ ทุกคนมีน้ำใจที่จะมาร่วมด้วยช่วยกัน ขอแต่มีน้ำอุ่นๆ พร้อมกับแกล้มประเภทก้อยไข่มดแดงกับป่นจักจั่นเหมือนวันนี้ก็พอแล้ว” บักเสียนพูดออกมาด้วยรอยยิ้มและความจริงใจ จนทำให้มานพรู้สึกซาบซึ้งจนพูดไม่ออก

        เขาไปส่งบักเสียนถึงบ้าน แล้วเดินลัดออกมาตรงริมแม่น้ำ บ่ายสามโมงกว่าแล้ว อีกไม่นานเขาต้องยกสะดุ้งเป็นครั้งที่สอง ภายในใจก็คิดถึงจันทาผู้เป็นภรรยา เพราะเมื่อเช้าเขาไม่ได้บอกเธอว่าจะนอนค้างที่แพสะดุ้งในค่ำคืนนี้

       มานพยังเดินไปไม่ถึงแพ แต่กลิ่นอ่อนๆของต้มยำปลาลอยมาแต่ไกล จันทาภรรยาสุดที่รักของเขายืนคอยเขาอยู่เป็นครู่ใหญ่แล้ว เขาเดินลงไปในแพสะดุ้งครั้งนี้ด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ ตรงไปสวมกอดจันทา โดยไม่ได้สนใจว่าใครบนฟากฝั่งจะมองลงมาหรือไม่

        อาหารมื้อเย็นที่เขาสองคนสัมผัสกับความอร่อยบนแพเป็นครั้งแรก ฝีมือต้มยำปลาชะโดของจันทารสชาติไม่ธรรมดาเลย ถึงแม้จะไม่ได้ใส่ไข่มดแดงที่เขาชอบก็ตาม ทำให้เขามีเรี่ยวแรงยกสะดุ้งอีกครั้ง แล้วจับปลาใส่ข้อง นำข้องไปผูกติดกับแพเพื่อแช่น้ำไว้ไม่ให้ปลาตาย

      มานพยังไม่ได้บอกจันทาเรื่องที่คุยกับบักเสียนว่าจะซ่อมแพสะดุ้ง แต่จันทาสังเกตสีหน้าท่าทางของสามีผิดแปลกแตกต่างไปกว่าเดิมเล็กน้อย ดูจะยิ้มกรุ้มกริ่มบนใบหน้าสายตาเป็นประกาย ออกอาการหยอกเย้ากระเซ้าแหย่นางอยู่ตลอดเวลา จันทาไม่ได้ขัดใจผู้เป็นสามี ปล่อยให้เขามีความสุขไปตามอารมณ์และความรู้สึกที่ปรารถนา

        พระจันทร์คืนนี้เกือบจะเต็มดวง แสงนวลผ่องจ้าแจ่มไปทั่วคุ้งน้ำ เสียงโดดผลุงของปลาตัวใหญ่ที่อยู่ข้างแพ ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นตกใจให้หนุ่มสาวที่อยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนบาง แพสะดุ้งกับความสุขสำราญของทั้งสองคนผู้เป็นเจ้าของแพ คงเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า อย่างน้อยก็ช่วยทำให้ชายหนุ่มลืมการซ่อมแพไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์