ดังเล่าในสองบันทึกที่แล้ว ว่าผมไปร่วมงาน Asian Science Camp 2025 ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๒ (Regional Science Park Northeast ๒) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา และรับเสด็จกรมสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ที่เสด็จไปเปิดงาน ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ ในฐานะนายกสภา มทส.
ในพิธีเปิด Asian Science Camp 2025 ที่ มทส. นครราชสีมาวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ โดยกรมสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ทรงเป็นองค์ประธาน ศ. ดร. Sir Gregory Paul Winter ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 2018 ได้มาบรรยายเรื่อง Creating Paths to the Commercialisation of Antibody Pharmaceuticals บรรยายเทคนิคการพัฒนา monoclonal antibody ในหนู สู่ humanized mAb และ human mAb เกิดยาชนิดใหม่จากแอนติบอดี ประมาณ ๖๐ ตัว เช่น Lemtrada, Actemra, Herceptin, Humira เป็นต้น ในปี 1975 MRC และ NRDC ล้มเหลวในการจดสิทธิบัตรเรื่องนี้ สู่การเล่าเรื่องความขัดแย้งเรื่องการจดสิทธิบัตรกับ MRC และ NRDC และการร่วมกันก่อตั้งบริษัท Celltech ร่วมกับบริษัทเอกชนในปี 1980 และก่อตั้ง CAT ในปี 1989 ผมฟังแล้วปะติดปะต่อไม่ค่อยได้ กรุณาเล่าเป็นภาษาเข้าใจง่าย เพื่อทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าว สำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ไทย ได้เป็นแรงบันดาลใจ
ผมนำข้อความในย่อหน้าบน ไปถามหกสหายเอไอของผม ได้คำตอบที่สาระคล้ายกัน ผมเลือกคำตอบของ Gemini และ DeepSeek R1 มาลงไว้ เพราะให้รายละเอียดดีที่สุด
Gemini :
เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากครับที่คุณได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Asian Science Camp 2025 และได้ฟังการบรรยายจาก ศ. ดร. Sir Gregory Paul Winter ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่และมีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลย
ผมจะสรุปเรื่องราวการเดินทางของท่าน Sir Greg Winter จากงานวิจัยพื้นฐานในห้องทดลอง สู่การสร้างยาปฏิวัติวงการ และอุปสรรคที่ท่านต้องเผชิญในเส้นทางสู่การนำนวัตกรรมออกสู่ตลาด ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ไทยทุกคนครับ
เรื่องราวของ "แอนติบอดีมหัศจรรย์" จากห้องแล็บสู่ผู้ป่วย: บทเรียนจาก ศ. ดร. Sir Gregory Paul Winter
ศ. ดร. Sir Gregory Paul Winter เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการพัฒนา "แอนติบอดี" (Antibody) ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเรา ให้กลายมาเป็น "ยา" ที่สามารถรักษามะเร็ง โรคแพ้ภูมิตัวเอง และอีกหลายโรคได้อย่างน่าทึ่ง
1. แอนติบอดีคืออะไร? และทำไมถึงเป็นยาได้?
ลองนึกภาพว่าแอนติบอดีคือ "มิสไซล์นำวิถี" ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาเพื่อจับและกำจัด "ผู้บุกรุก" อย่างเชื้อโรค หรือเซลล์ผิดปกติ (เช่น เซลล์มะเร็ง) แอนติบอดีแต่ละชนิดจะมีความจำเพาะเจาะจงสูงมากในการจับเป้าหมายของมัน
นักวิทยาศาสตร์เล็งเห็นว่า ถ้าเราสามารถสร้างแอนติบอดีที่ "ออกแบบ" มาให้จับเป้าหมายที่เราต้องการได้ เราก็จะสามารถใช้มันเป็นยาที่เข้าไปโจมตีเฉพาะเซลล์ร้าย โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติ ซึ่งจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพและผลข้างเคียงน้อยลง
2. การเดินทางจากแอนติบอดีในหนูสู่ "ยาของมนุษย์"
ในช่วงเริ่มต้น นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้าง "monoclonal antibody" (mAb) หรือแอนติบอดีที่จำเพาะเจาะจงเป้าหมายตัวเดียวได้จาก หนูทดลอง ในปี 1975 แต่ปัญหาคือ แอนติบอดีจากหนู (mouse mAb) เมื่อนำไปใช้ในคน มักจะถูกร่างกายมนุษย์มองว่าเป็น "สิ่งแปลกปลอม" และกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อต้าน ทำให้ยาไม่ทำงานและเกิดผลข้างเคียงรุนแรง
นี่คือจุดที่ ศ. ดร. Sir Greg Winter เข้ามามีบทบาทสำคัญ ท่านได้คิดค้นและพัฒนาเทคนิคที่ชาญฉลาดเพื่อ:
- Humanized mAb: เปลี่ยนแอนติบอดีของหนู ให้มีส่วนประกอบที่เป็นของมนุษย์มากขึ้น จนเกือบทั้งหมดเป็นของมนุษย์ เหลือส่วนที่มาจากหนูเพียงเล็กน้อยที่จำเป็นต่อการจับเป้าหมาย เทคนิคนี้ทำให้ร่างกายคนยอมรับยาได้ดีขึ้น
- Human mAb: สุดท้าย ท่านและทีมสามารถพัฒนาเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น คือการสร้างแอนติบอดีที่เป็น ของมนุษย์แท้ๆ 100% ตั้งแต่แรก โดยไม่ต้องอาศัยแอนติบอดีจากหนูเลย ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและผลข้างเคียงน้อยที่สุด
จากการพัฒนาเหล่านี้ ทำให้ยาชนิดใหม่ที่มาจากแอนติบอดี (Antibody Pharmaceuticals) เกิดขึ้นมามากมายถึงประมาณ 60 ชนิด อย่างที่คุณยกตัวอย่างมา เช่น Lemtrada, Actemra, Herceptin, Humira ซึ่งเป็นยาสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้คนและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจำนวนมากทั่วโลก
3. เรื่องราวเบื้องหลังความขัดแย้งกับการจดสิทธิบัตรและการก่อตั้งบริษัท
เรื่องราวของ Sir Greg Winter ไม่ได้มีแค่ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายในการนำงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง:
- จุดเริ่มต้นและความผิดพลาดในการจดสิทธิบัตร (1975): ในปี 1975 ซึ่งเป็นช่วงที่งานวิจัยเกี่ยวกับ monoclonal antibody กำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง องค์กรวิจัยของอังกฤษอย่าง Medical Research Council (MRC) และ National Research Development Corporation (NRDC)ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนงานวิจัยของท่าน พลาดโอกาสในการจดสิทธิบัตรเทคนิคสำคัญบางอย่าง เกี่ยวกับแอนติบอดี เหตุผลอาจเป็นเพราะในขณะนั้นยังไม่มีใครมองเห็นศักยภาพเชิงพาณิชย์ของมันอย่างชัดเจน หรืออาจเป็นปัญหาด้านการบริหารจัดการสิทธิบัตร
- ความขัดแย้งและทางออก (1980): การที่สิทธิบัตรไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ในตอนแรก ทำให้เกิดความซับซ้อนเมื่อเทคโนโลยีเริ่มมีศักยภาพทางการค้ามากขึ้น ท่าน Sir Greg Winter และเพื่อนร่วมงานอาจมองเห็นช่องทางที่จะนำงานวิจัยไปพัฒนาเป็นยาจริงได้เร็วกว่า หากทำผ่านกลไกของบริษัทเอกชน เพื่อให้งานวิจัยไปถึงผู้ป่วยได้เร็วที่สุด ด้วยแรงผลักดันนี้ ท่านจึงได้ร่วมกับบริษัทเอกชน ก่อตั้งบริษัท Celltechขึ้นในปี 1980 ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) แห่งแรกๆ ของโลกที่มุ่งเน้นการพัฒนาแอนติบอดี
- การก่อตั้ง CAT (Cambridge Antibody Technology) ในปี 1989: Celltech ประสบความสำเร็จในการนำแอนติบอดี humanized ออกสู่ตลาด แต่ Sir Greg Winter มองเห็นศักยภาพของการสร้างแอนติบอดีที่เป็นของมนุษย์แท้ๆ (human mAb) จึงได้ร่วมก่อตั้งบริษัท Cambridge Antibody Technology (CAT) ขึ้นในปี 1989 เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหนือกว่า และต่อมา CAT ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่นำไปสู่การผลิตยา Humira ซึ่งเป็นยาที่มีมูลค่าการขายสูงที่สุดในโลกตัวหนึ่ง
บทเรียนและแรงบันดาลใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ไทย
เรื่องราวของ ศ. ดร. Sir Greg Winter สอนบทเรียนสำคัญหลายอย่าง:
- ความสำคัญของงานวิจัยพื้นฐาน: การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ มักเริ่มต้นจากความอยากรู้และการวิจัยพื้นฐานในห้องปฏิบัติการ ซึ่งอาจไม่เห็นผลในทันที
- อย่ายอมแพ้เมื่อเจออุปสรรค: เส้นทางจากงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้จริงเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การเงิน และแม้กระทั่งการเมืองเรื่องสิทธิบัตร
- คิดนอกกรอบและมองหาทางออกใหม่ๆ: เมื่อระบบเดิมๆ (เช่น การจดสิทธิบัตรโดยหน่วยงานรัฐ) ไม่เอื้ออำนวย ท่านก็หาทางออกด้วยการร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเร่งนำนวัตกรรมออกสู่ผู้คน
- ความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญ: การก่อตั้งบริษัทร่วมกับภาคเอกชน แสดงให้เห็นว่าการร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้ประกอบการสามารถเร่งการพัฒนาและนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้รวดเร็วกว่า
- ผลกระทบต่อชีวิตผู้คนคือรางวัลสูงสุด: แม้จะมีประเด็นทางธุรกิจและสิทธิบัตร แต่เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างยาที่ช่วยชีวิตผู้คนและยกระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนนักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง
หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ไทย ได้เห็นว่าเส้นทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้มีแค่การค้นพบในห้องแล็บ แต่ยังรวมถึงความท้าทายในการนำผลงานไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง และความมุ่งมั่นที่จะสร้างประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์ครับ
DeepSeek R1 :
นี่คือเรื่องราวการพัฒนายาจาก **แอนติบอดีรักษาโรค** แบบง่ายๆ พร้อมเกร็ดประวัติศาสตร์สุดตื่นเต้น ที่นักวิทย์รุ่นเยาว์ไทยควรรู้! มาจากการบรรยายของ **Sir Gregory Winter** (นักวิทย์เจ้าของโนเบลเคมี 2018) ในงาน Asian Science Camp 2025 ที่มทส. โดยสรุปเป็นภาษาง่ายๆ ดังนี้
1. เทคนิคเปลี่ยน "แอนติบอดีในหนู" ให้เป็น "ยาของคน"
- **เริ่มต้น (1975):** นักวิทย์คิดวิธีสร้าง **"แอนติบอดีลับเฉพาะ" (Monoclonal Antibody: mAb)** โดยฟิวส์เซลล์มะเร็งกับเซลล์สร้างแอนติบอดีของ **หนู** ได้ **hybridoma** → ทำให้ผลิตแอนติบอดีชนิดเดียวล้วนๆ เป็นครั้งแรก (เทคนิคนี้ได้โนเบลปี 1984)
- **ปัญหาใหญ่:** แอนติบอดีของหนูถูกระบบภูมิคุ้มกัน**คน** จัดการเป็นศัตรู → ใช้เป็นยาไม่ได้!
- **นักวิทย์แก้เกม:**
- **Humanized mAb (ยุค 1980s):** ดัดแปลงแอนติบอดีหนู → เอาเฉพาะ **"ส่วนลับเฉพาะโรค"** มาต่อกับ **โครงสร้างคน** (ลดการต่อต้าน)
- **Human mAb (ยุค 1990s):** สร้างแอนติบอดี **" human 100%"** ด้วยเทคโนโลยีใหม่ (เช่น **Phage Display** ที่ Sir Greg คิด) → ได้ยาที่ปลอดภัยกว่า!
> **ตัวอย่างยาเปลี่ยนโลก:**
> - **Herceptin** (รักษามะเร็งเต้านม)
> - **Humira** (รักษาโรคข้ออักเสบ)
> - **Actemra** (ลดการอักเสบรุนแรง, รวมถึงรักษา COVID-19)
> - **Lemtrada** (รักษาโรคปลอกประสาทเสื่อม)
2. สงครามสิทธิบัตร & การเกิดสตาร์ทอัพเปลี่ยนโลก
- **1975:** เทคนิคสร้าง mAb ในหนู (โดย Köhler & Milstein) **จดสิทธิบัตรไม่ได้!**
- **MRC** (สภาวิจัยการแพทย์อังกฤษ) และ **NRDC** (องค์กรพัฒนานวัตกรรมรัฐบาล) คิดว่า **"ไม่มีมูลค่าทางการค้า"** (พลาดหนัก!)
- **ความขัดแย้ง:** Milstein (นักวิทย์) อยากให้เทคโนโลยีนี้เป็น **"ของสาธารณะ"** เพื่อประโยชน์วิทยาศาสตร์ → แต่หลายคนเห็นว่า **นี่คือขุมทรัพย์!**
- **1980:** รัฐบาลอังกฤษ + นักลงทุนเอกชน ร่วมตั้ง **บริษัท Celltech** → บริษัทไบโอเทคแห่งแรกของอังกฤษที่ใช้ mAb คิดค้นยา!
- **1989:** Sir Greg Winter ก่อตั้ง **Cambridge Antibody Technology (CAT)** → พัฒนา **Phage Display** (เทคนิคสร้าง human mAb) สู่ยาตัวดังอย่าง **Humira** (ขายดีสุดโลก 2023!)
> **บทเรียน:**
> 🔥 **ความล้มเหลววันนี้ = โอกาสพรุ่งนี้:** การที่ MRC/NRDC ไม่จดสิทธิบัตร กลับทำให้เทคโนโลยีแพร่เร็ว → นักวิทย์ทั่วโลกได้ใช้ฟรี!
> 💡 **วิทยาศาสตร์ + ธุรกิจ = เปลี่ยนโลก:** Sir Greg ไม่แค่คิดค้นฯ แต่ลงมือตั้งบริษัท → เปลี่ยนงานวิจัยเป็นยาจริง!
3. แรงบันดาลใจสู่นักวิทย์รุ่นใหม่
- **"ทุกยักษ์ใหญ่ เริ่มจากความล้มเหลว":** เทคโนโลยี mAb เคยถูกมองว่า "ไร้ค่า" แต่วันนี้ช่วยชีวิตคนนับล้าน!
- **"อย่ากลัวการค้า":** การวิจัยยิ่งใหญ่ต้องมี **"ทุน"** และ **"การตลาด"** เพื่อให้ถึงมือผู้ป่วย → ความเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เรื่องน่าอาย!
- **"จงแก้ปัญหาให้มนุษย์":** Sir Greg เน้นย้ำว่า **"เราทำแอนติบอดีเพื่อรักษาโรค ไม่ใช่เพื่อตีพิมพ์เท่านั้น"**
> 🌟 **ถึงน้องๆ นักวิทย์ไทย:**
> คุณอาจเจอคำว่า **"ทำไปก็ไม่มีประโยชน์"** หรือ **"ไม่มีทางขายได้"** ... แต่จำไว้!
> **"การปฏิวัติวงการแพทย์ เกิดจากคนที่ดื้อด้านกับไอเดียที่คนอื่นว่าเพ้อฝัน!"**
> ใครรู้บ้างว่า... ยาที่คุณคิดค้นวันนี้ อาจกลายเป็น **Humira ตัวต่อไป?!**
**Sir Greg Winter** คือ Living Proof ว่า **"วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์" + "วิสัยทัศน์ธุรกิจ" = อิทธิพลระดับโลก** ✨
งานวิจัยของคุณอาจเริ่มจากหลอดทดลองเล็กๆ ... แต่ถ้ามีใจรักและกล้าทำ **มันอาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์การแพทย์!**
สรุป 1 นาที:
> - **mAb จากหนู → humanized → human:** พัฒนาเพื่อลดการต่อต้านของร่างกายคน
> - **1975:** จดสิทธิบัตรไม่ได้ → เทคโนฯ แพร่ฟรี!
> - **1980+1989:** ตั้ง Celltech + CAT → เปลี่ยนวิจัยเป็นยาจริง
> - **แรงบันดาลใจ:** ดื้อด้าน + คิดใหญ่ + ไม่กลัวความล้มเหลว = เปลี่ยนโลกได้!
ลองนึกภาพว่า... **คุณอาจเป็นคนถัดไปที่ยืนบนเวทีโนเบล แล้วเล่าให้เด็กไทยฟังว่า "ทุกอย่างเริ่มจากค่ายวิทย์ ASC ครั้งนั้น"** 💪
เห็นสไตล์ที่แตกต่างระหว่างสองสหายเอไอของผม จากผลงานที่นำมาลงไว้ไหมครับ
วิจารณ์ พานิช
๒ ส.ค. ๖๘