เมื่อไม่นานมานี้ ผู้บริหารระดับสูงของ Google DeepMind ได้สร้างเสียงฮือฮาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงสาธารณสุขทั่วโลก หลังจากให้สัมภาษณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเข้ามามีบทบาทในงานของแพทย์ได้หลายส่วน แต่สำหรับบทบาทของพยาบาลนั้นยังคงเป็นแกนหลักที่เอไอไม่อาจแทนที่ได้เลย ด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีในวงการแพทย์ ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อที่น่าจับตาสำหรับการวางแผนระบบบริการสุขภาพ ประสบการณ์ของผู้ป่วย รวมถึงอนาคตของบุคลากรทางการแพทย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ (nurse.org, livemint.com)

ผู้บริหารจาก Google DeepMind ได้ให้เหตุผลจากประสบการณ์โดยตรงว่า เอไอในปัจจุบันมีความสามารถโดดเด่นในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ตรวจสอบภาพวินิจฉัยโรค และเสนอแนวทางการรักษา “เอไอสามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลตรวจ การสแกน หรือประวัติผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์ในบางกรณี” เขากล่าวเสริม (nurse.org) อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารท่านนี้ยังคงย้ำถึงข้อจำกัดสำคัญว่า แม้เอไออาจเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานของแพทย์ได้บางส่วน แต่ก็ยังคงขาดคุณสมบัติเชิงมนุษย์ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของงานพยาบาล

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประเทศไทย เพราะเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ทำให้โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายจังหวัดยังมีจำนวนแพทย์ต่อประชากรที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนด ส่งผลให้แนวคิดการนำเอไอเข้ามาช่วยคัดกรองผู้ป่วยและวินิจฉัยโรคได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่เอไอเข้ามามีบทบาทที่กว้างขวางขึ้นในงานด้านการวินิจฉัย ผลวิจัยเปรียบเทียบที่ตีพิมพ์ในวารสาร “Foundations of Artificial Intelligence: Transforming Health Care Now and in the Future” ประจำปี ๒๕๖๘ พบว่า ระบบเอไออย่าง ChatGPT มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือในบางกรณีเหนือกว่าแพทย์ทั่วไปในด้านการวินิจฉัยโรคและการตัดสินใจ (PubMed) นอกจากนี้ งานประเมินสมรรถนะฉบับล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่า เอไอสามารถจัดการกับกรณีฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพที่ต้องพึ่งพาการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจจากข้อมูลเป็นหลัก

แต่สำหรับงานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าติดตามอาการ ดูแลผู้ป่วย การปฏิบัติงานจริงในหอผู้ป่วย ไปจนถึงการรับฟังปัญหา การแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า และการให้กำลังใจ ทั้งหมดนี้ยังคงต้องพึ่งพาความเข้าใจอารมณ์และการสร้างความผูกพันกับผู้ป่วยในเชิงลึก งานศึกษาหลายฉบับระบุว่า บทบาทของพยาบาลยังครอบคลุมถึงการเป็นตัวแทนผู้ป่วย การให้ความรู้ และการเป็นสื่อกลางระหว่างครอบครัวกับแพทย์ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องใช้ทั้งความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรมอย่างถ่องแท้ (bridgewayfirm.com) จากการทบทวนและวิเคราะห์ประเด็นนี้เมื่อปี ๒๕๖๖ ส่วนใหญ่ระบุว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งบุคลากรสุขภาพ ผู้ป่วย และประชาชนทั่วไป ยังไม่เชื่อมั่นว่าการดูแลที่เอไอเข้ามามีบทบาทจะสามารถมอบความอบอุ่นใจได้เทียบเท่าการดูแลโดยมนุษย์ (Wikipedia: Artificial intelligence in healthcare)

ความคิดเห็นจากผู้บริหาร DeepMind ได้รับความสนใจและถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาชีพทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยมีการเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยงานด้านการประมวลผลข้อมูล หรืองานในสายงานวินิจฉัยเฉพาะทาง เช่น รังสีวิทยา พยาธิวิทยา หรือการคัดกรองเบื้องต้นได้ แต่ก็ไม่อาจทดแทน “หัวใจแห่งความเมตตา” ซึ่งเป็นรากฐานอันสำคัญของวิชาชีพพยาบาลได้อย่างแท้จริง “พยาบาลคือศูนย์กลางของการดูแลที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและเห็นใจ” ผู้แทนจากสภาการพยาบาลแห่งประเทศไทย ได้กล่าวย้ำถึงแนวทางการปฏิบัติงานในบริบทของไทยต่อสถานการณ์นี้ (aicerts.ai)

สำหรับประเทศไทย ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็นำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทาย โรงพยาบาลในเขตเมืองใหญ่และพื้นที่ที่มีประชากรสูงวัยเริ่มมีการนำระบบเอไอมาทดลองใช้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งโปรแกรมคัดกรองผู้ป่วย ห้องผ่าตัดอัจฉริยะ และแพลตฟอร์มการแพทย์ทางไกล ในช่วงวิกฤตโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ก็มีการนำหุ่นยนต์แชทบอทมาช่วยแบ่งเบาภาระงานด้านการซักประวัติและให้ความรู้เบื้องต้นแก่ผู้ป่วย ทว่า การดูแลผู้ป่วยในเชิงลึกยังคงต้องพึ่งพาทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นมนุษย์ เนื่องจากในสังคมไทย บุคลากรสุขภาพมักได้รับความไว้วางใจเสมือน ‘ผู้ใหญ่’ หรือ ‘ที่พึ่ง’ ที่เป็นทั้งผู้ให้และผู้เชื่อมโยงผู้ป่วยเข้ากับครอบครัวและบริบททางวัฒนธรรมท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบเชิงจริยธรรมและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเอไอมาใช้ในระบบสาธารณสุข เช่น ความปลอดภัยของข้อมูล การเอนเอียงของอัลกอริทึม และการควบคุมดูแล ก็เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงในวารสารวิชาการหลายฉบับ งานศึกษาในปี ๒๕๖๘ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “การนำเอไอเข้าสู่ระบบสาธารณสุขต้องได้รับการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดและโปร่งใส เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของผู้ป่วย” ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอเชิงนโยบายขององค์กรวิชาชีพแพทย์แห่งประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา (PubMed)

นักวิเคราะห์เล็งเห็นว่า แนวทางที่มีความรับผิดชอบและเหมาะสมที่สุด คือการใช้รูปแบบที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับบุคลากรที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่การแทนที่กันอย่างสมบูรณ์ คณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ได้เสนอแนวคิดในการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้แก่พยาบาลและแพทย์ เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับเอไอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นต้นแบบที่หลายโรงพยาบาลเริ่มนำไปปรับใช้แล้ว ความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเข้าใจในเทคโนโลยีจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (aicerts.ai)

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีรากฐานความสัมพันธ์ในชุมชนและวัฒนธรรมการดูแลช่วยเหลือกันอย่างแน่นแฟ้น ผู้นำด้านนโยบายและการศึกษาในสายสุขภาพจึงควรมุ่งเน้นให้บทบาทของพยาบาลเป็นทั้ง “ผู้ดูแลที่มีหัวใจ” และ “ผู้ชี้นำเชิงเทคโนโลยี” ในยุคสมัยใหม่นี้ การปรับปรุงหลักสูตรพยาบาลให้บูรณาการทั้งจริยธรรม ทักษะดิจิทัล และการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในทศวรรษที่จะถึง

ในวันที่เทคโนโลยีเอไอก้าวหน้าไปไม่หยุดยั้ง ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านติดตามข่าวสาร งานวิจัย และคำแนะนำจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทย ทั้งกระทรวงสาธารณสุข องค์กรวิชาชีพแพทย์ และสถาบันการศึกษาทางการพยาบาล บุคลากรสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทั้งทักษะดิจิทัลและทักษะด้านอารมณ์ความรู้สึกในการปฏิบัติงาน ขณะที่องค์กรควรมีบทบาทในการกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีให้ยังคงเคารพซึ่งหัวใจของการดูแลที่เน้นความเป็นมนุษย์ อนาคตของระบบสาธารณสุขไทยน่าจะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางที่มีความรับผิดชอบและหลักจริยธรรมในการนำเอไอมาใช้ในงานสาธารณสุข สามารถค้นคว้าได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข องค์กรวิชาชีพแพทย์ หรือจากศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพพยาบาลในแต่ละภูมิภาค การร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีชุมชน จะช่วยให้เทคโนโลยีพัฒนาไปพร้อมกับแนวคิดการดูแลผู้ป่วยตามแบบฉบับไทยได้อย่างแท้จริง


แหล่งข้อมูล: