คำว่า”เล่ามาจากหัวใจ”นี่แหละ ช่วยเป็นแรงผลักดันได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมเองเขียนบันทึกเรื่องเล่าอยู่ทุกวัน ย่อมมีความถนัดในการเขียนอยู่บ้างแล้ว

นักเขียนเรื่องสั้นดีเด่น

         นิยามของคำว่า “ดีเด่น”ในที่นี้ เป็นคำปลอบประโลมใจของผมเอง จริงๆก็ไม่ได้ดีเด่นดังอะไรกับเขาเลย เพราะเป็นเพียงนักเขียนสมัครเล่นเท่านั้น แต่เพิ่งจะมาเอาจริงเอาจังกับการเขียนเรื่องสั้นหลังจากเกษียณแล้ว

          ถือเป็นงานเขียนในแบบที่ไม่ต้องกดดันและไม่ต้องคาดหวังใดๆ ว่าจะดีหรือจะดัง เพราะประเมินตนเองตลอดเวลาถึงความพร้อมว่าอยู่ในระดับใด ไม่ต้องแข่งขันกับใครแม้แต่ตัวเอง เขียนให้สนุกและมีความสุขในทุกครั้งที่เขียนก็พอ

          ปัจจัยสนับสนุนหลักอย่างหนึ่งก็คือการเป็นมนุษย์บำนาญ พอจะมีรายได้จากเงินประจำบ้าง จึงไม่รู้สึกว่าจะต้องขวนขวายหาทรัพย์สินเงินทองให้แก่ชีวิต แค่ไขว่คว้าหากำไรจากการอ่านและเขียนเท่านั้น

          กำไรที่หมายถึงคุณค่าที่ได้ต่อจิตใจ หล่อหลอมและชุบชูใจให้เบิกบาน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนในวัยหลังเกษียณอย่างผม

         ผลงานการเขียนเรื่องสั้นของผมน้อยถึงน้อยที่สุด เพราะคำว่าเรื่องสั้นสำหรับผมแล้ว มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ต้องมีเวลา ต้องใช้อารมณ์และความรู้สึก จะเล่าเรื่องไปเรื่อยๆทื่อๆไม่มีแก่นสาร...ก็คงไม่ใช่

        เรื่องสั้นคืองานที่ต้องมีศิลปะ กระชับ ให้อารมณ์และความรู้สึก อ่านแล้วต้องเห็นภาพชัดเจน

       ผมจึงต้องฝึกด้วยการเขียนบันทึกเรื่องเล่าเร้าพลังเป็นประจำ เพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นรู้และเข้าใจแนวทางการใช้ภาษา เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเขียนในสิ่งที่ยากมากขึ้น ก็จะได้ไม่ยากจนเกินไป

        ในที่สุดผมยังเชื่อมั่นว่า ถึงผมจะ(เริ่ม)แก่แต่ก็ยังมีไฟอยู่            จึงเป็นที่มาของผลงานเชิงประจักษ์ เมื่อเขียนเรื่องสั้นครั้งแรกและเรื่องแรกในชีวิตเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๖

        ชื่อเรื่อง “ความหวังของครูใหญ่” ได้เงินรางวัล ๘๐๐ บาท จากวารสารวิทยาจารย์ของคุรุสภา           

         จากนั้นผ่านไปถึง ๒๒ ปี กลับมาเขียนอีกราว ๗ – ๘ เรื่องในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ในส่วนของเรื่องสั้นที่เขียนล่าสุดของปีนี้ชื่อเรื่อง”แสงจากข้างบ้าน”  

         เพราะผมไปเห็นเพจ”อ่านอิ่ม”ในเฟสบุ๊ค ประกาศเชิญชวนให้ส่งเรื่องเข้าร่วมโครงการเขียนเรื่องสั้นในหัวข้อ “ ค ว า ม ท ร ง จํ า ” ซึ่งเพจนี้เป็นเวทีของเรื่องสั้นรายวัน/ รายสัปดาห์ ให้อ่านฟรีแบบ Ebook                                                                                       

         ผมชอบกฎเกณฑ์กติกาของเพจอ่านอิ่ม ที่ชวนให้ทุกคนมาเขียน ประโยคหนึ่งเขาบอกว่า “ไม่จำกัดแนว ไม่จำกัดสไตล์ ขอเพียงเป็นงานเขียนของคุณเองที่จริงใจและเล่าออกมาจากหัวใจ”

         คำว่า”เล่ามาจากหัวใจ”นี่แหละ ช่วยเป็นแรงผลักดันได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมเองเขียนบันทึกเรื่องเล่าอยู่ทุกวัน ย่อมมีความถนัดในการเขียนอยู่บ้างแล้ว

         วันนี้ผมมีชื่อติด ๑ ใน ๑๐ คนของนักเขียนเรื่องสั้น ตามที่เพจอ่านอิ่มเขาต้องการแล้ว  ผมดีใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนถูกล๊อตเตอรี่รางวัลใหญ่ยังไงยังงั้นเลย จึงนับเป็นการเริ่มต้นงานเขียนเรื่องสั้นอีกครั้งอย่างทรงคุณค่ามากๆ

         ต่อจากนี้ขอฝันให้ไกล เพื่อจะไปให้ถึง ภายใน ๓๖๕ วันนี้ ผมจะเขียนแล้วจัดพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นเป็นของผมเอง

         เพื่อว่าอย่างน้อยๆในแวดวงวรรณกรรมไทย ที่ลูกหลานของผมล้วนรักการอ่าน อาจจะไปพบเจอผลงานเข้าสักวัน แล้วยิ้มให้กับตัวอักษรของผม ที่กาลครั้งหนึ่งผมก็มีหนังสือรวมเรื่องสั้นกับเขาเหมือนกัน

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๕  สิงหาคม  ๒๕๖๘