ค่ำคืนที่น้องหายไป
ในช่วงเย็นของวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พ่อกับแม่พาฉันกับน้องมาถึงบ้านหลังงามแบบทรงไทยหลังใหญ่ใจกลางเมือง การเดินทางหลายชั่วโมงทำให้ฉันปวดเมื่อยไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าน้องจะเหมือนฉันหรือเปล่า เห็นหลับมาตลอดทาง พ่อลงจากรถมาเปิดประตูให้ฉันลง เสียงแม่ตะโกนบอกฉันให้ปลุกน้อง
“ชิโร่ พาเบลล่ากับโมจิ มาหาคุณตาคุณยายก่อน” แม่หันมาบอกผมอีกครั้ง แล้วรีบเดินเข้าบ้านโดยที่ไม่รอใครเลย
ฉันพาน้องลงจากรถอย่างทุลักทุเล เราทั้งสามเมื่อยขบพอๆกัน จึงเดินโขยกเขยกตามพ่อไปอย่างช้าๆ ใจฉันก็อยากช่วยพ่อหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าอยู่เหมือนกัน แต่เห็นกระเป๋าแต่ละใบดูมันใหญ่เหลือเกิน ฉันคงหิ้วไม่ไหวแน่
พ่อเดินหิ้วกระเป๋าหายเข้าไปในบ้าน เราทั้งสามเดินอ้อยอิ่ง จากนั้นก็มาหยุดยืนตรงบันไดทางขึ้นชั้นที่สองของบ้านไม้ที่ดูเงียบเชียบ ฉันแหงนมองขึ้นไปตรงเสาบ้านที่ติดโคมไฟ แสงไฟช่วยส่องสว่างให้บ้านเรือนไทยหลังนี้ ดูไม่วังเวงจนเกินไปนัก
แม่ออกมาเร่งให้ฉันกับน้องเดินเร็วขึ้น และให้ฉันพาน้องไปพบตากับยายก่อน ท่านทั้งสองรออยู่ในสวนหลังบ้าน ฉันพาน้องเดินอ้อมไปทางข้างบ้าน โดยไม่ผ่านห้องโถงและครัว เดินไม่ทันจะพ้นชายคาบ้าน ฉันก็เห็นผู้คนมากมายรายล้อมโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสวน ญาติพี่น้องที่เป็นลูกหลานของตากับยาย กำลังพูดคุยกันส่งเสียงดังเซ็งแซ่ไปหมด
เบลล่ากับโมจิรีบวิ่งเข้าไปทักทายตากับยายตามประสา ฉันยืนดูอย่างเงียบๆ เห็นใครต่อใครพากันมาห้อมล้อมน้องของฉัน หยอกล้อกันเป็นที่สนุกสนาน ฉันไม่รู้สึกสนุกกับพวกเขาเลย อาจเป็นเพราะฉันเหน็ดเหนื่อยเกินไปกับการเดินทางในวันนี้
ฉันหันหลังกลับแล้วเดินขึ้นบันไดบ้าน ชั้นสองของบ้านน่าจะสงบเงียบกว่าที่อื่น ฉันอยากนอนหลับพักผ่อนมากกว่าอะไรทั้งหมด ไม่อยากพบปะผู้คนไม่ว่าจะเป็นใครทั้งนั้น
ความรู้สึกของฉันในเวลานี้ ไม่ได้แตกต่างจากวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่พ่อกับแม่ได้พาฉันกับน้องมาเยี่ยมและรดน้ำดำหัวตากับยาย วันนั้นเป็นวันที่ฉันไม่เคยลืมความเหงาและว้าเหว่ จากการถูกทิ้งให้อยู่ในบ้านกับน้อง เป็นความรู้สึกแรกๆที่ฉันเริ่มจะไม่ชอบบ้านหลังนี้เสียแล้ว
เบลล่ากับโมจิก็แสดงออกว่าไม่ชอบบ้านหลังนี้เหมือนกัน แต่ก็ชอบดีใจจนออกนอกหน้าทุกครั้งที่มาถึง และได้พบญาติพี่น้องของแม่ที่คุ้นหน้าคุ้นตา พออยู่ไปได้สัก ๒ - ๓ วัน น้องทั้งสองของฉันก็บ่นกับพ่อว่าอยากกลับบ้าน
บ้านหลังนี้ใหญ่โตโอ่อ่าก็จริง แต่ก็สู้โคกหนองนาของฉันไม่ได้ เพราะโคกหนองนาที่ฉัน กับเบลล่าและโมจิ อยู่กับพ่อแม่มาหลายปี มีพื้นที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยต้นไม้มากมาย ถึงแม้ว่าฉันจะล้อมรั้วลวดหนามทุกด้านจนมิดชิด ฉันกับน้องออกไปเที่ยวที่ไหนไม่ได้เลย แต่เราทั้งสามก็ยังมีบริเวณภายในสวนและคันคลอง ตลอดจนดงไผ่และแปลงนาที่เราจะพากันวิ่งเล่นได้อย่างสบายใจ
สระใหญ่ในโคกหนองนามีน้ำอยู่เต็มแทบจะล้นฝั่ง แม่บอกให้เรานั่งเล่นได้ แต่ต้องอยู่ห่างๆขอบสระเอาไว้ เวลาที่ปลาขึ้นมาว่ายบนผิวน้ำ ฉันมองเห็นปลาสีขาวตัวใหญ่มาก น้ำกระเพื่อมเป็นวงกว้าง เหมือนปลาจะรู้ว่าพวกเรามานั่งดู เลยขี้นมาจากใต้น้ำหลายตัวเพื่อจะว่ายอวดพวกเรา ฉันเห็นโมจิมองดูปลาในสระแบบไม่กะพริบตา มีบางครั้งที่ฉันเห็นน้ำลายไหลออกมาจากปากโมจิด้วย
พ่อบอกแม่ว่าปลาตัวใหญ่ที่อยู่ในสระน้ำลึกเป็นปลาบึก ปลาสวายและปลายี่สก แต่ปลาในคลองข้างบ้านจะไม่ใหญ่เท่าปลาในสระ มิน่าล่ะเวลาฉันกับเบลล่าและโมจิไปเดินเล่นแถวคันคลอง พวกเรามองไม่เห็นปลาสักตัว เห็นมีแต่แหนแดงเต็มไปหมด พ่อบอกว่าปลาที่กินพืชจะชอบกินแหนแดง บางชนิดก็ไม่ชอบกินแต่จะกินลูกปลาเล็กๆ และน้ำในคลองจะไม่ลึกและมีปลาไม่มากเหมือนในสระใหญ่
ฉันนอนคิดถึงบ้านที่โคกหนองนา จนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ มาสะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเบลล่ากับโมจิวิ่งขึ้นบันได จากนั้นโมจิก็วิ่งเข้ามาสะกิดให้ฉันรีบลุกขึ้น บอกว่าแม่ให้มาตามให้ลงไปข้างล่าง ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว
ฉันบิดขี้เกียจสองสามรอบแล้วเดินลงบันไดไปอย่างช้าๆ บรรยากาศรอบบ้านมองดูมืดมิด แต่ใต้ถุนบ้านมีดวงไฟหลายดวงส่องแสงสว่างจ้า ไม่เหมือนทุกครั้งที่ฉันเคยเห็นในบ้านหลังนี้ งานเลี้ยงในสวนเมื่อตอนเย็นคงย้ายเข้ามาดื่มกินภายในบ้านเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ ที่ฉันได้ยินแม่พูดคุยกับพ่อในระหว่างการเดินทางนั่นเอง
เสียงพูดคุยกันในโต๊ะอาหารดังลั่นจนกลบเสียงเพลงฟังดูอึกทึกคึกโครม ตากับยายถูกรายล้อมด้วยลูกหลานและญาติมิตรที่อยู่บ้านข้างเคียง มากินข้าวร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังสนุกสนานเพลิดเพลิน ฉันมองหาเบลล่ากับโมจิ คงกำลังกินข้าวอยู่ตรงไหนสักแห่ง
“ชิโร่ น้องกินข้าวอยู่ในครัวแน่ะ” แม่บอกฉัน
ฉันเดินตรงไปห้องครัวอย่างเงียบๆ ไม่พยายามปรายสายตาไปที่โต๊ะใหญ่กลางบ้านที่มีญาติพี่น้องของแม่กำลังสุขสำราญดื่มกินสังสรรค์กันอย่างเต็มที่ จริงๆพวกเขาก็คงไม่ได้สนใจฉันเท่าไรนักหรอก
“ชิโร่ เป็นไรล่ะพ่อ ดูซึมๆ” เสียงแม่พูดกับพ่อ
“ไม่รู้เหมือนกัน เดินทางไกลอาจจะปวดเมื่อยตามตัวก็ได้มั้ง” พ่อตอบ
ฉันร่วมวงกินอาหารกับเบลล่าและโมจิ น้องฉันท่าทางจะเอร็ดอร่อยกับรสชาติอาหารในมื้อค่ำของวันนี้ แต่ฉันกลับไม่รู้รสชาติเอาเสียเลย กินได้สองสามคำก็รู้สึกเบื่อ ฉันอยากพักผ่อนมากกว่า
ฉันค่อยๆเดินออกจากห้องครัวเพื่อมิให้ผิดสังเกต ปล่อยให้น้องกินกันตามสบาย พ่อกับแม่คงคิดว่าฉันกินข้าวอยู่กับน้อง แต่ตอนนี้ฉันขึ้นมานอนดูดาวตรงชั้นสองของระเบียงบ้านเป็นที่เรียบร้อย ไม่นานนักฉันก็เห็นเบลล่ากับโมจิวิ่งไล่จับกันตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน
ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นและจำได้ ก่อนที่ฉันจะปิดเปลือกตาลงและหลับไปอย่างอ่อนเพลีย ฉันมองลงไปที่ประตูรั้ว เห็นเงาตะคุ่มๆแต่ฉันก็จำได้ว่าเป็นโมจิกำลังหยอกล้อกับเจ้าแมวเหมียวของยาย
โมจิไม่กล้าหยอกแมวเหมียวแรงๆ เพราะกลัวตากับยายจะดุเอา ฉันเห็นน้องมีความสุขไม่ไปรบกวนพ่อกับแม่ ซึ่งกำลังสนุกสนานกับญาติพี่น้อง ฉันก็รู้สึกสบายใจและไม่รู้สึกผิด ที่ฉันไม่ได้ช่วยพ่อแม่ดูแลน้อง
ฉันหลับไปนานเลย มาสะดุ้งตื่นแบบตกใจกลัวสุดขีด เมื่อได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิด เสียงมันดังตูมตามอยู่บนฟ้าหลายครั้ง ฉันหันซ้ายหันขวาทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าจะวิ่งลงบันได เสียงเพลงจากใต้ถุนบ้านเงียบไปแล้ว ได้ยินแต่เสียงผู้คนโหวกเหวกอยู่ตรงสนามหญ้าและถนนหน้าบ้าน มีเสียงคนวิ่งขึ้นบันไดบ้านมีเบลล่าวิ่งตามขึ้นมาด้วย พอมองเห็นถนัดว่าเป็นแม่เท่านั้น ฉันก็รีบโผไปกอดแม่ทันที
“เป็นไงบ้างชิโร่ กลัวไหมลูก” เสียงแม่สั่นเครือ “แม่หาน้องไม่เจอเลย ไม่รู้ไปวิ่งเล่นที่ไหน”
“แม่ดูแลชิโร่กับเบลล่าไปก่อนนะ เดี๋ยวพ่อจะไปตามหาโมจิในหมู่บ้าน” เสียงพ่อตะโกนบอกแม่
เสียงตากับยายพูดคุยกันอยู่ตรงบันได สั่งการให้หลานๆ ขับรถตามพ่อออกไปช่วยหาน้องโมจิ จากนั้นตากับยายก็เดินขึ้นมาบนบ้าน
“ชิโร่เป็นไงบ้าง” ยายถาม
“คงตกใจค่ะแม่ นอนตัวสั่นอยู่นี่ค่ะ” แม่บอกยาย ทำให้ฉันรู้ว่าทุกคนมีใจรักและเป็นห่วงฉันมิใช่น้อยเลย
“เพื่อนบ้านเขาช่วยตามหาโมจิที่ปากซอยออกไปจนถึงถนนใหญ่ เขาบอกไม่เจอเลย สงสัยจะวิ่งไปเรื่อยๆแล้วหลงทาง” ตาบอกกับแม่
“ตอนที่ส่งไลน์ไปในกลุ่มหมู่บ้านของเรา เขาบอกเห็นโมจิ วิ่งเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรร ตอนนี้แม่ส่งคนไปช่วยหากันหลายคน คิดว่าน่าจะเจอนะ สามทุ่มแล้วพักผ่อนก่อนเถอะ” ยายพูด
“ถ้าไม่เจอโมจิ คืนนี้หนูคงนอนไม่ได้หรอกค่ะ” แม่พูดพร้อมกับสะอื้น จนน้ำตาของแม่หยดลงบนตัวฉัน ฉันอยากจะบอกแม่ว่าฉันก็เสียใจ แต่ไม่รู้จะปลอบแม่ยังไงดี ได้แต่กอดแม่เพื่อให้แม่อุ่นใจบ้างเท่านั้น
แม่นั่งพิงฝาตรงระเบียงเป็นเวลานานมาก มีฉันกับเบลล่านอนอยู่ใกล้ๆแบบหลับๆตื่นๆ ตากับยายคงลงไปดูแลความเรียบร้อยที่โต๊ะอาหาร แต่บรรยากาศที่ดูเงียบสงบก็กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเสียงรถที่วิ่งเข้ามาในบ้านพร้อมเสียงตะโกนโหวกเหวกจากคนที่นั่งอยู่ในรถ ทุกคนเหมือนจะแย่งกันพูดและออกอาการตื่นเต้นดีใจ
“แม่ เจอโมจิแล้วนะ” เสียงพ่อดังอยู่ตรงหน้าบันได
“ชิโร่เบลล่า ไปดูน้องกันเถอะ” แม่พูดแล้วรีบลุกขึ้น พร้อมกับเอามือปาดน้ำตาที่แก้ม แม่คงดีใจมากที่น้องกลับมาอย่างปลอดภัย ฉันกับเบลล่าก็รีบวิ่งลงบันไดตามแม่มาติดๆ
“โถ โมจิลูกแม่ ขวัญเอ๋ยขวัญมา” แม่ยื่นมือออกไป โมจิพอเห็นแม่เท่านั้นก็วิ่งออกจากอ้อมกอดของพ่อเข้ามากอดแม่และหอมแม่ด้วยความรักและคิดถึงอย่างที่สุด
“โมจิ ไปเที่ยวที่ไหนมา ไม่ชวนตากับยายไปด้วยล่ะ” ยายพูดขึ้นอย่างมีอารมณ์ขัน
ฉันสังเกตเห็นน้องโมจิยังมีอาการตกใจกลัว จึงพยักหน้าบอกให้น้องมานอนใกล้ๆฉัน เพื่อฟังพ่อเล่าเหตุการณ์ให้พวกเราฟัง ทุกคนกลับเข้าบ้านกันหมดแล้ว คงเหลือพ่อกับแม่และตากับยาย ส่วนเราทั้งสามก็นอนเรียงชิดติดกันอยู่ใกล้ๆแม่
“วิ่งไปไกลมากเลยครับ คงตกใจเสียงพลุเมื่อตอนสองทุ่ม วิ่งเตลิดไปนอนอยู่ใต้ท้องรถในงานเลี้ยงในหมู่บ้านจัดสรร พอห้าทุ่มเขาจุดประทัดกัน โมจิตกใจวิ่งออกมา มีคนเขาเห็นว่าใส่เสื้อสีแดงๆ แต่ไม่รู้ว่าวิ่งไปทางไหน พ่อไปกันหลายคนก็เลยช่วยตามหาทุกซอย ไปเจอโมจิอยู่ในพงหญ้า พ่อตะโกนเรียก โมจิจึงได้วิ่งออกมา” พ่อเล่าจนฉันเห็นภาพและรู้สึกสงสารน้องของฉันยิ่งนัก
แม่นั่งฟังแล้วนิ่งเงียบไปพักใหญ่ จากนั้นก็มีเสียงสะอื้นเบาๆ โมจิลุกขึ้นไปหาแม่อีกครั้ง เสียงพลุที่พ่อพูดถึงดังกึกก้องขึ้นมาอีก คงบ่งบอกเวลาเที่ยงคืนแล้ว ฉันกับเบลล่าลุกขึ้นไปกอดแม่ คืนนี้พวกเราได้อยู่ใกล้พ่อกับแม่ ฉันรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน
“ฉันจะไม่ทิ้งน้อง จะไม่อยู่ห่างน้องอีกแล้ว จะช่วยพ่อกับแม่ดูแลน้อง ฉันให้สัญญานะ” ฉันพูดกับแม่อย่างแผ่วเบาที่สุด ไม่รู้ว่าแม่จะได้ยินหรือเปล่า แต่แม่ก็ยิ้ม แล้วลูบหัวเราทั้งสามด้วยใบหน้าที่มีเปี่ยมสุขมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๕ สิงหาคม ๒๕๖๘
