งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดได้ทำลายความเชื่อเดิมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทางทะเลในเม็กซิโก โดยเปิดเผยว่าแม้จะมีมาตรการคุ้มครองและข้อบังคับที่เข้มงวดตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งเรือท่องเที่ยวไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลที่เป็นสัญลักษณ์อย่างวาฬหลังค่อมและฉลามวาฬได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าการละเมิดกฎยังคงอยู่ในระดับสูง และผลกระทบต่อสัตว์ทะเลที่เปราะบางยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จนนักอนุรักษ์ต้องออกมาเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว
ทุกฤดูหนาว อ่าวบาเฮีย เด บาเดราส ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างรัฐฮาลิสโกและนายาริต จะกลายเป็นแหล่งรวมวาฬหลังค่อมนับพันตัวที่อพยพมาจากแถบอาร์กติกเพื่อผสมพันธุ์ ออกลูก และเลี้ยงลูกอ่อน อ่าวแห่งนี้ที่มีเมืองตากอากาศอย่างเปอร์โตบายาร์ตาและริเวียร่านายาริตล้อมรอบ ดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบการดูวาฬปีละหลายหมื่นคน รัฐบาลเม็กซิโก โดยกรมสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (SEMARNAT) จึงได้ออกกฎระเบียบในปี 2554 เพื่อกำหนดแนวทางในการเข้าใกล้วาฬและการสังเกตการณ์อย่างชัดเจน เพื่อปกป้องสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่อ่อนโยนเหล่านี้
แต่หลังจาก 14 ปีของการมีกฎระเบียบดังกล่าว งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ocean & Coastal Management กลับพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎเป็นประจำ จากการติดตามทัวร์ดูวาฬ 73 ทริป ในช่วง 4 ปี พบการละเมิดข้อบังคับมากถึงร้อยละ 88 จาก 303 เหตุการณ์ที่พบเห็นวาฬ ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ กว่าหนึ่งในสามของการละเมิดเป็นการเข้าใกล้กลุ่มแม่ลูกวาฬ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด นักชีววิทยาทางทะเลผู้วิจัยหลักจากมหาวิทยาลัยกวาดาลาฮาราอธิบายว่า “พวกมันอยู่ในวัยที่กำลังเติบโต กินนมและเรียนรู้” พร้อมเน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่วาฬวัยเด็กต้องเผชิญ หากเรือเข้าใกล้เกินระยะปลอดภัยหรือจอดนานเกินไปใกล้กลุ่มแม่ลูก
การถูกรบกวนอย่างต่อเนื่องส่งผลให้วาฬต้องปรับพฤติกรรม เช่น ว่ายน้ำหลบ เปลี่ยนทิศทาง หรือโผล่ผิวน้ำบ่อยครั้ง ซึ่งล้วนเป็นการใช้พลังงานโดยเปล่าประโยชน์อย่างรวดเร็ว ในเมื่อวาฬหลังค่อมไม่ได้กินอาหารขณะอยู่ที่อ่าวบาเฮีย เด บาเดราส หนทางเดียวที่จะเอาชีวิตรอดได้คือการใช้พลังงานจากไขมันที่สะสมไว้ ผลกระทบเหล่านี้อาจทำให้แม่วาฬและลูกวาฬอ่อนแอลง ส่งผลกระทบระยะยาวต่อการสืบพันธุ์และการฟื้นฟูประชากร (insideclimatenews.org)
สาเหตุของการละเมิดกฎมีทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างและสังคม งานวิจัยพบว่าผู้ขับเรือขาดการอบรมและขาดอุปกรณ์นำทางที่เหมาะสม อีกทั้งนักท่องเที่ยวยังเร่งเร้าให้เรือเข้าใกล้เพื่อถ่ายรูปหรือชมการกระโดดของวาฬ นักวิชาการด้านชีววิทยาการอนุรักษ์จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์เอนเซนาดาให้ข้อมูลว่า “มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทั้งสองฝ่าย คือ นักท่องเที่ยวไม่รู้กฎ ในขณะที่ผู้ให้บริการพยายามตามใจลูกค้าเพื่อหวังรายได้จากทิป” แรงกดดันจากโซเชียลมีเดียและโฆษณาทัวร์ที่เกินจริง ยังทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวอเมริกันและแคนาดาซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวหลัก คาดหวังจะได้สัมผัสหรือเข้าใกล้วาฬอย่างผิด ๆ โดยไม่ทราบว่าวาฬหลังค่อมมีพฤติกรรมแตกต่างจากวาฬเกรย์ในบาฮากาลิฟอร์เนียที่ยอมให้เข้าใกล้ได้
และไม่ใช่แค่กรณีนี้ที่พบความล้มเหลว งานวิจัยคู่ขนานกันในเขตสงวนไบโอสเฟียร์เซียงกาน รัฐกินตานาโร พบว่าเกือบร้อยละ 98 ของทัวร์ดูโลมาละเมิดข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการความเครียดและการป้องกันอันตรายต่อโลมา (Ocean & Coastal Management) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวดูฉลามวาฬในอ่าวบาเฮีย เด ลา ปาซ ที่ถูกประกาศเป็นเขตคุ้มครองตั้งแต่ปี 2561 มีข้อห้ามไม่ให้เข้าใกล้ และจำกัดจำนวนเรือ ผลวิจัยล่าสุดจากโครงการ Whale Shark Mexico ระบุว่าฉลามวาฬที่นั่นมากถึงร้อยละ 60 ยังคงพบรอยบาดเจ็บจากใบพัดเรือและการเฉี่ยวชนจากตัวเรือ แม้จะมีสถานะทางกฎหมายและการอบรมมัคคุเทศก์แล้วก็ตาม
แตกต่างจากการดูวาฬที่มักมีการละเมิดกฎโดยเจตนา ความเสียหายต่อฉลามวาฬมักเกิดจากอุบัติเหตุ เมื่อผู้ขับเรือพยายามนำทางในน่านน้ำที่คับคั่ง และจำนวนหรือตำแหน่งของฉลามมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ผู้อำนวยการโครงการ Whale Shark Mexico อธิบายว่า “ฉลามจะมีรอยบาดแผล รอยตัด หรือบางครั้งครีบถูกตัดขาด ซึ่งทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกับกิจกรรมท่องเที่ยว” การบาดเจ็บเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และบางปีกลับมีจำนวนสูงขึ้นจนทีมนักวิจัยเสนอให้เปลี่ยนจากการจำกัดจำนวนเรือแบบคงที่ เป็นการควบคุมจำนวนเรือตามสถานการณ์จริงโดยใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ พร้อมเสนอให้มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่เพื่อการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งขึ้น
งานวิจัยทั้งสองกรณีล้วนสรุปตรงกันว่า ไม่ว่ากฎหมายและแผนจัดการจะดีเพียงใด กฎหมายและแผนจัดการเหล่านั้นจะไม่มีความหมาย หากปราศจากการบังคับใช้อย่างจริงจัง และขาดความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นมัคคุเทศก์หรือนักท่องเที่ยว นักวิจัยชี้ว่าหัวใจสำคัญคือการให้ความรู้ “การสร้างความตระหนักรู้ไม่เฉพาะกับมัคคุเทศก์เท่านั้น แต่รวมถึงนักท่องเที่ยวเอง จะช่วยให้ปัญหาการฝ่าฝืนกฎลดลงได้” นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกวาดาลาฮาราให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากนักท่องเที่ยวรู้ข้อเท็จจริงเบื้องหลังกฎเหล่านี้ ก็จะหยุดเรียกร้องให้เข้าใกล้สัตว์จนเป็นอันตราย
ไทยก็เผชิญปัญหาเดียวกัน
ในบริบทของประเทศไทย การท่องเที่ยวทางทะเลที่รุ่งเรืองอย่างมากในอันดามันและอ่าวไทย ก็เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเกาะสมุย เกาะเต่า และอ่าวพังงา มีผู้มาเยือนหลายล้านคนหวังพบโลมา เต่าทะเล พะยูน ฉลามวาฬ รวมถึงกิจกรรมดำน้ำและดำน้ำตื้นชมปะการัง (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ตัวเลขรายได้ที่เติบโตแต่ละปีควบคู่มากับปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งความเสียหายของปะการังจากสมอเรือ บาดแผลสัตว์ทะเลขนาดใหญ่จากใบพัดเรือ และความแออัดที่ส่งผลให้สัตว์ทะเลต้องอพยพออกจากถิ่นอาศัยเดิม
หน่วยงานรัฐไทย อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้กำหนดข้อบังคับสำหรับพื้นที่คุ้มครอง รวมถึงระเบียบการเดินเรือ การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว และข้อห้ามการให้อาหารหรือสัมผัสสัตว์ทะเล (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) ทว่า รายงานเหตุการณ์การบาดเจ็บของพะยูนในพื้นที่จังหวัดตรัง-นครศรีธรรมราช หรือฉลามวาฬในภูเก็ต ก็ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดกฎและการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เข้มแข็งนัก เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเม็กซิโก (Bangkok Post), รายงานของ Bangkok Post)
บทเรียนเม็กซิโกสำหรับไทย
ประสบการณ์จากเม็กซิโกมอบบทเรียนสำคัญแก่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการ และภาคประชาสังคมไทย ประการแรก กฎหมายสิ่งแวดล้อมจะมีผลจริงได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีระบบตรวจสอบ ลงโทษ และบังคับใช้มาตรการอย่างเด็ดขาด นักวิจัยในเม็กซิโกเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ และสามารถยึดใบอนุญาตของผู้กระทำผิดซ้ำซากได้ สำหรับประเทศไทย สิ่งนี้หมายถึงการเสริมสร้างศักยภาพและให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงตำรวจและหน่วยงานท้องถิ่น ให้มีงบประมาณและเครื่องมือเพียงพอสำหรับการดูแลและบังคับใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญ
ในส่วนของนักท่องเที่ยว ข้อมูลในเม็กซิโกแสดงให้เห็นว่าผู้มาเยือนส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่ไม่ทราบข้อปฏิบัติในท้องถิ่น มัคคุเทศก์และบริษัทนำเที่ยวจึงมีบทบาทสำคัญที่ต้องอธิบายกฎระเบียบและชี้แจงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังกฎเหล่านั้นอย่างถูกต้องและชัดเจน ว่ามีขึ้นเพื่อปกป้องสัตว์และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพื่อจำกัดความสนุกของนักท่องเที่ยว โดยประเทศไทยมีโครงการ “Green Fins” และ “การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ” ที่ออกเกณฑ์มาตรฐานสำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงโครงการสร้างเครือข่ายชุมชนที่เกาะลันตาและเกาะลิบง ทั้งหมดนี้จะมีพลังและเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อได้รับการยอมรับในวงกว้างและมีระบบการติดตามผลอย่างจริงจัง (Green Fins Thailand และ ททท. การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ)
รากฐานวัฒนธรรมไทยที่ผูกพันกับท้องทะเล ทั้งจากวิถีประมง การต่อเรือของช่างฝีมือภาคใต้ เทศกาลลอยเรือ หรือแม้แต่คำสอนทางพุทธศาสนาที่เน้นเรื่องเมตตาต่อสรรพชีวิต สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถนำมาสร้างค่านิยมแห่งความเคารพและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั้งคิดได้ ทว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ กลับทำให้ค่านิยมดั้งเดิมเหล่านี้บางครั้งถูกละเลยไป เฉกเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเม็กซิโกอย่างแคนคูนและโลสกาบอส
แนวทางสู่การท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบยั่งยืน
นักวิชาการทั้งจากเม็กซิโกและไทยต่างเสนอแนวทางที่สอดคล้องกันว่า นโยบายการจัดการต้องมีความยืดหยุ่นและตั้งอยู่บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ ต้องมีการกำหนดเพดานจำนวนผู้ใช้บริการโดยอิงจากจำนวนสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จริงในแต่ละฤดูกาล ไม่ใช่เพียงแค่การจำกัดจำนวนเรือหรือจำนวนคนเท่านั้น นอกจากนี้จำเป็นต้องพัฒนาความรู้ให้กับมัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยอยู่เสมอ พร้อมสร้างระบบการตรวจตราเชิงรุกมากกว่าการลงโทษหลังเกิดเหตุ
สำหรับประเทศไทย ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ชัดเจน ประกอบด้วย
- เพิ่มรอบตรวจสอบผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเล รวมถึงการสุ่มตรวจในช่วงเทศกาลและฤดูท่องเที่ยวหลัก
- จัดอบรมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่มัคคุเทศก์ท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และบังคับใช้ให้มัคคุเทศก์ต้องอธิบายกฎระเบียบและข้อควรปฏิบัติแก่นักท่องเที่ยวก่อนออกทริปทุกครั้ง
- ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการสั่งลงโทษหรือเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนอย่างรุนแรง หรือเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำซาก
- จัดทำระบบติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และกำหนดจำนวนผู้เข้าใช้แหล่งท่องเที่ยวตามจำนวนสัตว์และปริมาณที่เหมาะสม โดยให้นักชีววิทยาทะเลมีส่วนร่วมในการพิจารณา
- ส่งเสริมแคมเปญสาธารณะเพื่ออธิบายเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังข้อบังคับการท่องเที่ยวทางทะเล เน้นย้ำถึงคุณค่าของความยั่งยืนเหนือผลกำไรในระยะสั้น
- สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการอุทยานและบริการนำเที่ยว
เมื่อการท่องเที่ยวทางทะเลยังคงเป็นหัวใจหลักทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศไทยและทั่วโลกไปอีกนาน บทเรียนจากเม็กซิโกจึงเป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างแท้จริง โดยให้ความสำคัญกับสัตว์ทะเลและธรรมชาติเหนือกว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะสั้น เสริมสร้างมาตรการทางวิทยาศาสตร์และกฎระเบียบต่างๆ พร้อมทั้งบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องมรดกทางทะเลอันล้ำค่า และรักษาความยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว
แหล่งข้อมูล
- Inside Climate News: Marine Tourism in Mexico Remains Damaging to Wildlife Despite Regulations, Research Finds
- Ocean & Coastal Management—Whale-watching guideline compliance study
- Bangkok Post: ภัยท่องเที่ยวทางทะเลกับพะยูนและฉลามวาฬ
- กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
- Green Fins Thailand
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย