ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Social Psychological and Personality Science และได้รับการสรุปเผยแพร่โดย PsyPost ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างชายหญิง โดยเฉพาะความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ชายเกิดความตระหนักและเข้าใจปัญหาอคติทางเพศ ตลอดจนการเลือกปฏิบัติต่อสตรีได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับฟังประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการถูกเหยียดเพศจากคนรัก ซึ่งมีผลกระทบมากกว่าการรับฟังจากเพื่อนหรือคนทั่วไป
ในบริบทของสังคมไทยที่ค่านิยมและบทบาททางเพศแบบดั้งเดิมยังคงหยั่งรากลึก ผลการศึกษาชิ้นนี้จึงนับเป็นแนวทางใหม่ที่น่าสนใจ ในการสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความเท่าเทียมทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยที่กำลังก้าวเดินเพื่อค้นหาจุดสมดุลระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมกับเสียงเรียกร้องด้านความเสมอภาค
นักวิจัยผู้เป็นหัวหน้าคณะจากมหาวิทยาลัยยอร์ก ประเทศแคนาดา ได้ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามว่า ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเช่นนี้มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการช่วยให้ผู้ชายมองเห็นปัญหาอคติทางเพศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แม้ในปัจจุบันจะมีการรณรงค์และให้ความรู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศอย่างกว้างขวาง ทั้งในเวทีโลกและในสังคมไทย แต่โดยรวมแล้วพบว่าผู้ชายมักมีความตื่นตัวต่อประเด็นเหล่านี้ด้อยกว่าผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญ (Bangkok Post) ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยก่อนหน้ายังชี้ให้เห็นว่า การพยายามเผชิญหน้าหรือแก้ไขทัศนคติทางเพศกับผู้ชายโดยตรง บางครั้งอาจก่อให้เกิดการต่อต้านมากกว่าการเปิดใจยอมรับ
งานวิจัยชิ้นใหม่นี้จึงนำเสนอแนวทางที่แปลกใหม่ โดยอาศัยความใกล้ชิดและความเข้าอกเข้าใจเป็นหัวใจสำคัญในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ โดยได้แบ่งการทดลองออกเป็นสองส่วน มีผู้ชายจำนวนหลายร้อยคนที่มีแฟนหรือสมรสกับผู้หญิงมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๑ ปีเข้าร่วม
ทดลองเข้าใจความรู้สึกในสถานการณ์จำลอง
ในการทดลองส่วนแรก ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับมอบหมายให้อ่านสถานการณ์จำลองที่ผู้หญิงคนหนึ่งได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าผู้ชายที่ดำรงตำแหน่งและมีคุณสมบัติทัดเทียมกัน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของการเลือกปฏิบัติที่พบเห็นได้ทั่วไปทั้งในสังคมตะวันตกและเอเชีย โดยรายละเอียดของผู้หญิงในสถานการณ์ดังกล่าวจะถูกปรับเปลี่ยนไปมาระหว่างบทบาทของแฟนสาว เพื่อนสนิท หรือคนแปลกหน้า
ผลจากการทดลองพบว่า หากผู้ชายจินตนาการว่าผู้หญิงในสถานการณ์นั้นคือคนรักของตนเอง พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะเข้าใจความรู้สึก (perspective-taking) และมองว่าสถานการณ์นี้เป็นการเหยียดเพศอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับการมองว่าเป็นเพื่อนหรือคนแปลกหน้า ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เข้าร่วมยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในประเด็นความไม่เท่าเทียมทางเพศที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์นี้เกิดขึ้นโดยไม่ขึ้นอยู่กับระดับความสนิทสนม หรือทัศนคติเรื่องเพศที่แต่ละคนมีอยู่แต่เดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลอันทรงพลังของบริบทความสัมพันธ์เอง
ประสบการณ์จริงในชีวิตคู่
ในขั้นตอนที่สอง คณะผู้วิจัยได้สำรวจข้อมูลจากผู้ชายกว่า ๕๐๐ คน และพบว่าร้อยละ ๘๐ ระบุว่าคนรักหรือคู่สมรสเคยเล่าประสบการณ์ที่ถูกเลือกปฏิบัติทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการพลาดโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง การถูกคุกคามทางเพศ หรือการเผชิญกับมุกตลกเหยียดเพศในที่ทำงาน และหากผู้ชายเหล่านั้นสามารถเข้าใจและ “วางตัวเองในมุมของผู้หญิง” หรือมองจากประสบการณ์ของคนรักได้ พวกเขาก็จะยิ่งตระหนักว่าปัญหานี้คือการเหยียดเพศอย่างแท้จริง และมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนความเท่าเทียม พร้อมทั้งลุกขึ้นมาปกป้องหรือแสดงจุดยืนต่อต้านปัญหาดังกล่าวในกลุ่มเพื่อนหรือในที่ทำงาน
นัยสำคัญในสังคมไทย
ประเด็นดังกล่าวมีความสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ที่ค่านิยมชายเป็นใหญ่และลำดับชั้นในครอบครัวยังคงกำหนดบทบาททางสังคมอย่างชัดเจน ทำให้ประเด็นการเลือกปฏิบัติทางเพศยังคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากที่จะเปิดใจพูดคุย แม้สถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจะชี้ว่าผู้หญิงไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานในอัตราที่สูง แต่ปัญหาเรื่องค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมและการขาดโอกาสในการก้าวหน้าทางอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับผู้นำหรือในบางอุตสาหกรรม ยังคงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ (ILO) ส่งผลให้ผู้ชายจำนวนไม่น้อยยังคงมองข้ามหรือไม่ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบที่แอบแฝงซ่อนเร้น
นักวิชาการจากศูนย์ศึกษาสิทธิสตรีแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ค้นพบจากการทำงานภาคสนาม ตัวอย่างเช่น เมื่อสามีหรือคู่รักได้รับฟังเรื่องราวการถูกเลือกปฏิบัติจากปากภรรยาหรือคนรักโดยตรง พวกเขามักมีแนวโน้มที่จะเปิดใจและเข้าใจประเด็นดังกล่าวได้มากกว่าการรับฟังผ่านสื่อหรือในวงกว้าง เพราะความสัมพันธ์ส่วนบุคคลก่อให้เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ” ซึ่งสอดคล้องกับทัศนะของนักวิจัยผู้เป็นหัวหน้าคณะที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “การพยายามมองสถานการณ์ผ่านสายตาของคนรักหรือคู่ครอง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับระดับความสุขในความสัมพันธ์ หรือทัศนคติเดิมเกี่ยวกับเพศชายและหญิงแต่อย่างใด”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเองได้พยายามผลักดันการรณรงค์เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงและความเหลื่อมล้ำทางเพศอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย แม้ว่ากระแสการปรับปรุงกฎหมายหรือคดีความที่ได้รับความสนใจจากสาธารณะจะช่วยกระตุ้นให้สังคมเกิดการพูดคุยถึงประเด็นเหล่านี้มากขึ้น ทว่าอัตราการแจ้งเหตุล่วงละเมิดและการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ เนื่องจากความกังวลเรื่องการเสียหน้าในที่สาธารณะ หรือความกลัวที่จะตกงาน (UNDP Thailand) ที่สำคัญคือ เวทีเสวนาเกี่ยวกับประเด็นทางเพศหลายแห่งมักเน้นไปที่ฝ่ายผู้หญิงหรือกลุ่มเปราะบาง จนอาจละเลยมุมมองและบทบาทของผู้ชายไป
ผลักดันบทบาทใหม่ให้ผู้ชายเป็นพันธมิตร
ดังนั้น งานวิจัยชุดนี้จึงนับเป็นช่องทางเสริมที่สำคัญ ในการส่งเสริมให้ผู้ชายก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตร หรือ “พวกเดียวกัน” ในการต่อต้านการเหยียดเพศ โดยเน้นย้ำถึงความใกล้ชิดทางความรู้สึกที่ก่อให้เกิดเป็นแรงผลักดันที่ทรงพลัง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ชายมองเห็นการเลือกปฏิบัติในแต่ละกรณีได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ลดการยอมรับต่อทัศนคติที่ฝังรากลึก เช่น การปฏิเสธภาวะที่ปัญหายังคงมีอยู่จริง หรือการไม่เห็นปัญหาเนื่องจากความคุ้นชินกับการที่มันฝังแน่นอยู่ในสังคม
แม้ว่างานวิจัยนี้จะมุ่งเน้นที่ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างชายกับหญิงเป็นหลัก แต่คณะผู้วิจัยก็ยังคงชี้ให้เห็นว่า ควรมีการศึกษาต่อเนื่องในรูปแบบความสัมพันธ์ใกล้ชิดอื่น ๆ อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง หรือพ่อแม่กับลูก นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะว่าควรส่งเสริมการฝึกอบรมทักษะการฟังและการเอาใจเขามาใส่ใจเราในหมู่ผู้ชายให้มากยิ่งขึ้น
สำหรับคู่รักในสังคมไทย งานวิจัยนี้ถือเป็นข้อเสนอแนะที่สำคัญในการกระตุ้นให้กล้าพูดคุยเรื่องการเลือกปฏิบัติ ทั้งที่เกิดขึ้นภายในบ้านและภายนอกบ้าน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวและการแนะแนวจากศูนย์ให้คำปรึกษาครอบครัวแห่งชาติในกรุงเทพฯ ได้เริ่มนำทักษะการสื่อสารและความเข้าใจอีกฝ่ายมาปรับใช้เสริมในกระบวนการให้คำปรึกษาแล้ว ส่วนนักวิชาการด้านครอบครัวท่านหนึ่งก็มีความเห็นว่า การพูดคุยในประเด็นนี้จะช่วยสร้างความเคารพซึ่งกันและกันในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ผลการวิจัยเน้นย้ำเป็นสำคัญคือ การแค่ “รับฟัง” ประสบการณ์ของอีกฝ่ายอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้อง “จินตนาการ” และทำความเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น หากคู่สมรสถูกมองข้ามหรือถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน การพยายามนึกภาพว่าประสบการณ์เหล่านั้นมีความหมายและส่งผลกระทบอย่างไร จะช่วยให้ผู้ชายเกิดความตระหนักและพร้อมที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้มากขึ้น เจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิแรงงานแห่งหนึ่ง ได้กล่าวสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า “สิ่งที่เริ่มต้นจากภายในบ้าน อย่างการรับฟังอย่างลึกซึ้ง คือเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงของสังคม”
การนำเรื่องความเข้าใจและพลวัตในความสัมพันธ์มาปรับใช้เช่นนี้ อาจนำไปต่อยอดเป็นแนวทางการรณรงค์สาธารณะรูปแบบใหม่ในประเทศไทย ที่ไม่เพียงแค่ตีตราผู้ชายว่าเป็นผู้กระทำผิดตามทัศนคติแบบเดิม แต่ยังเชิญชวนให้ผู้ชายเข้ามามีบทบาทในฐานะคู่คิดและผู้ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในบริบทที่ใกล้ตัวมากที่สุด สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหว อาจพิจารณาเสริมมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมบทสนทนา การฝึกฝนการมองในมุมที่แตกต่าง และการสร้างความเป็นพันธมิตรภายในครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์กยังคงมีแผนที่จะศึกษาต่อเนื่องถึงผลกระทบในระยะยาว ตลอดจนการตอบรับจากฝ่ายหญิงเมื่อได้แบ่งปันประสบการณ์ของตน รวมถึงขยายขอบเขตการศึกษาไปสู่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้สอดรับกับแนวโน้มใหม่ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยและองค์กรภาคประชาสังคมของไทย ที่เริ่มเชิญชวนให้ผู้ชายเข้ามามีส่วนร่วมในประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้สังเกตการณ์หรือผู้สนับสนุน แต่ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง
สำหรับข้อเสนอแนะสำหรับสังคมไทย ได้แก่ การกล้าเปิดใจพูดคุยประเด็นเรื่องเพศภายในครอบครัว การศึกษาและค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับทักษะการฟังและการทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย ตลอดจนการสนับสนุนการรณรงค์เรื่องความเสมอภาค ทั้งในระดับครัวเรือนและในที่ทำงาน โดยทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง สถาบันการศึกษา หรือแม้แต่ครอบครัว สามารถร่วมกันเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจากการปฏิเสธหรือความรู้สึกว่าถูกกล่าวหา ไปสู่การทำความเข้าใจและเป็นพลังขับเคลื่อน ด้วยพลังของความสัมพันธ์ใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและแหล่งอ้างอิงได้จาก บทความใน PsyPost และวารสาร Social Psychological and Personality Science