ผลวิจัยระยะยาวกว่าทศวรรษเผยว่า การเดินในชีวิตประจำวัน หรือการเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการเดิน ช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้แต่ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมของโรคอัลไซเมอร์ งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้เข้าร่วมเกือบ ๓,๐๐๐ คน ในช่วงวัย ๗๐-๗๙ ปี มีกำหนดนำเสนอในการประชุมประจำปีของสมาคมอัลไซเมอร์โลก ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ตอกย้ำว่าการดูแลสุขภาพสมองด้วยวิธีที่ง่ายและเข้าถึงได้นั้นยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง (CNN)

ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนภาพสถานการณ์ในประเทศไทย ที่โรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากรสูงวัย ภายใต้บริบทที่สังคมไทยให้ความเคารพและให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุเป็นอย่างยิ่ง การป้องกันภาวะเสื่อมถอยทางความจำจึงส่งผลกระทบอย่างมากต่อทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และระบบสาธารณสุขโดยรวม ท่ามกลางการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๘ ประชากรไทยที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปจะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง ๒๘% ของประชากรทั้งประเทศ (UNFPA Thailand) ทำให้การรับมือกับภาวะสมองเสื่อมกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

เดินบ่อยช่วยสมอง ตัดวงจรนิ่งนาน

จากข้อมูลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่เดินเป็นประจำ หรือเพิ่มการเดินในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่องมานานกว่า ๑๐ ปี มีพัฒนาการด้านทักษะการคิดวิเคราะห์และการประมวลผลข้อมูลที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับผู้ที่มีพฤติกรรมนั่งนิ่งเป็นเวลานาน ผลลัพธ์นี้โดดเด่นที่สุดในกลุ่มผู้ที่มียีน APOE4 ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากยีนดังกล่าวส่งผลให้สมองกำจัดคราบโปรตีนผิดปกติได้ยากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ประชากรโลกราว ๑๕-๒๕% รวมถึงคนไทยจำนวนไม่น้อย มียีนกลุ่มนี้ (US National Institutes of Health)

หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ในแคนาดา ได้อธิบายว่า “ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงโดยธรรมชาติ จึงอยากแนะนำให้ทุกคนขยับลุกเดินแทรกเป็นระยะ แม้ในขณะที่ต้องนั่งนานๆ” สิ่งสำคัญที่งานวิจัยนี้เน้นย้ำ ไม่ใช่จำนวนก้าวหรือการกำหนดเวลาที่ตายตัว แต่คือการเดินอย่างต่อเนื่องในแต่ละวันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ทำไมอัลไซเมอร์จึงป้องกันด้วยการเดินได้

โรคอัลไซเมอร์เกิดจากการสะสมตัวของโปรตีนผิดปกติในสมอง ซึ่งไปขัดขวางการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท จนนำไปสู่การตายของเซลล์ในที่สุด ผู้ป่วยจึงมักมีอาการหลงลืม สับสน อารมณ์แปรปรวน หรือร่างกายอ่อนแรงลง ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด และปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเฉพาะยีนในกลุ่ม APOE มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง (Alzheimer’s Association)

การออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเดิน ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างโปรตีน BDNF ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยให้สมองสร้างเซลล์ใหม่และรักษาสายใยประสาทเดิมไว้ได้ นักวิจัยหัวหน้าทีมอธิบายเพิ่มเติมว่า “เชื่อว่าเมื่อกล้ามเนื้อได้ขยับ จะมีการหลั่งโปรตีนบางชนิดออกมา เพื่อกระตุ้นสมองให้ผลิต BDNF เพิ่มขึ้น” นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องยังช่วยลดภาวะการอักเสบในสมอง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการลุกลามของโรคได้อีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้ข้อมูลเสริมว่า การเดินหรือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันในสมอง หรือ ไมโครเกลีย (Microglia) ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง โดยไม่ไปโจมตีเซลล์ประสาทส่วนที่ดีของสมอง ในขณะที่กำลังทำหน้าที่กำจัดคราบโปรตีนที่ผิดปกติ

กลุ่มเสี่ยงก็ได้ประโยชน์มากสุดจากการเดิน

สำหรับผู้ที่มียีน APOE4 ผลการทดลองพบว่าได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเดิน สันนิษฐานว่ากลุ่มนี้อาจมีภาวะความบกพร่องด้านความจำและการคิดตั้งแต่แรก หรืออาจทราบถึงความเสี่ยงของตนเอง จึงกระตือรือร้นที่จะออกกำลังกายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “ไม่มีคำว่าสายเกินไป” ในการเริ่มต้น เพราะทุกก้าวที่เดินล้วนส่งผลดีต่อสุขภาพ การเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับตนเองและสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง จึงจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

เดินวันละนิด ลดเสี่ยงสมองเสื่อม

แม้ผลการศึกษาล่าสุดนี้จะไม่ได้ระบุจำนวนก้าวเดินที่ “เหมาะสม” แต่งานวิจัยก่อนหน้านี้เคยระบุว่า การเดินเพียงวันละประมาณ ๓,๘๐๐ ก้าว (ไม่ว่าจะเดินเร็วหรือช้า) ก็สามารถลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้ถึง ๒๕% (JAMA Neurology) สำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ทั้งในเขตเมืองและชนบท เพียงแค่การเดินไปวัด เดินเล่นตลาด หรือเดินออกกำลังกายรอบๆ บ้าน ก็ถือว่าได้รับประโยชน์แล้ว

ความท้าทายและการปรับสภาพแวดล้อม

ความท้าทายคือ ผู้สูงอายุหลายท่านมักลดกิจกรรมลงเมื่อสุขภาพร่างกายถดถอย หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเดินในเมืองใหญ่ เช่น ในกรุงเทพมหานคร ที่ทางเท้าบางแห่งอาจแคบ ขาดร่มเงา หรือไม่ปลอดภัย ดังนั้น หน่วยงานด้านสาธารณสุขและนักวางผังเมือง จึงควรออกแบบและส่งเสริมมาตรการต่างๆ เช่น การติดตั้งทางเดินที่มีร่มเงา การสร้างสวนสาธารณะ และจัดกิจกรรมสันทนาการสำหรับผู้สูงวัย เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถขยับร่างกายได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น (Bangkok Metropolitan Administration)

เดิน…วัฒนธรรมไทยแต่โบราณ

การเดินเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไทยมาตั้งแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นการตักบาตรยามเช้า เดินตลาด หรือการเดินทางไปวัด การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุกลับมาเดินในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในกิจกรรมร่วมกับครอบครัว หรือผ่านโครงการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จะยิ่งช่วยให้การดูแลสุขภาพสมองเป็นไปตามธรรมชาติและสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมไทย

แนวทางใหม่: พลิกวิธีป้องกันสมองเสื่อม

งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นแนวทางใหม่ของการป้องกันอัลไซเมอร์ นั่นคือการลดการพึ่งพาการใช้ยา ซึ่งอาจยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน และหันมาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ทุกคนในสังคมสามารถทำได้จริง โดยเฉพาะในสังคมไทยที่มักมีครอบครัวขนาดใหญ่ และสมาชิกต่างวัยอยู่ร่วมกัน ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญของความสุขของผู้สูงอายุ กิจกรรมต่างๆ เช่น การเดินร่วมกับเพื่อนบ้าน การกายบริหารยามเช้า หรือการร่วมกลุ่มเดินจงกรมที่วัด ล้วนเป็นการเสริมทั้งพลังใจและสุขภาพที่ดีให้กับชีวิต

ในอนาคต นักวิจัยจะพยายามศึกษาหาคำตอบที่เจาะจงมากขึ้น เช่น จำนวนก้าวเดินที่เหมาะสมสำหรับเด็กหญิงและเด็กชาย หรือปริมาณกิจกรรมที่กลุ่มผู้มียีนพันธุกรรมเสี่ยงควรเพิ่ม แต่สำหรับในเวลานี้ ผู้เชี่ยวชาญยังคงเน้นย้ำว่า เพียงแค่การขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวันก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

เมื่อประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงกลายเป็นภารกิจสำคัญของทั้งระดับครอบครัวและประเทศชาติ บุคลากรด้านสาธารณสุข ผู้ดูแล และผู้กำหนดนโยบาย ควรตระหนักและมั่นใจว่าทุกฝ่ายมีเครื่องมือสำคัญในการดูแลสุขภาพสมองอยู่ในมือแล้ว เพียงแค่ลงมือทำอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ผลลัพธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตย่อมตามมาอย่างแน่นอน

ขยับวันละนิด พิชิตสมองดีไม่สายเกินไป

บทสรุปสำคัญสำหรับคนไทยและทุกครอบครัวคือ ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็สามารถเริ่มต้นเดินได้เสมอ ทุกก้าวที่เดินล้วนเพิ่มประโยชน์ต่อสุขภาพสมอง ไม่ว่าจะเป็นการเดินรอบบ้านช่วงกลางวัน การเดินไปวัดกับเพื่อนฝูง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมเดินเพื่อสุขภาพในกลุ่มผู้สูงอายุ ล้วนเป็นวิธีที่ง่าย ประหยัด และได้ผลลัพธ์ที่ดี

สำหรับแต่ละบุคคล สามารถปรับการเดินเข้าไปในชีวิตประจำวันได้หลากหลายวิธี เช่น การเลือกขึ้นบันไดแทนลิฟต์ การเดินเล่นในตลาดช่วงเวลาว่าง การเดินคุยโทรศัพท์ หรือการเข้าร่วมกลุ่มชุมชนที่มีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย ขณะที่ผู้ดูแลและผู้นำชุมชน ควรส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสให้ผู้สูงอายุไทยได้ขยับร่างกายในละแวกบ้านได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ และผู้กำหนดนโยบายควรลงทุนอย่างต่อเนื่องกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในเมือง สวนสาธารณะ และพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย เพื่อเอื้อต่อการทำกิจกรรมของคนทุกวัย

งานวิจัยนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ทุกก้าวที่เราเดินคือการลงทุนเพื่อสุขภาพสมองที่ดีสำหรับคนทุกวัย โดยอาศัยทั้งองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิถีวัฒนธรรมที่เราคุ้นเคย

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามงานวิจัยฉบับเต็มได้ในการประชุมของสมาคมอัลไซเมอร์โลก หรืออ่านเนื้อหาบางส่วนจากบทความต้นฉบับ (CNN) รวมถึงงานวิจัยสนับสนุนอื่นๆ ได้จาก JAMA Neurology และ Alzheimer’s Association